แย้มสูตรใหม่ปั้นรัฐบาล ชู ‘เศรษฐา’ นายกฯแทน ‘พิธา’

20.07.23 | 12:32 น.

แย้มสูตรใหม่ปั้นรัฐบาล ชู ‘เศรษฐา’ นายกฯแทน ‘พิธา’

ฝุ่นตลบในการประชุมร่วมกันของรัฐสภาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ที่มี “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานรัฐสภา เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 โดย “สุทิน คลังแสง” ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย เสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกฯ เป็นนายกฯ ครั้งที่ 2 หลังจากเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่โหวตครั้งแรกแต่ไม่ผ่าน 375 เสียง

ขณะที่ “อัครเดช วงษ์พิทักษ์โรจน์” ส.ส.ราชบุรี พรรครวมไทยสร้างชาติ ประท้วงว่า การเสนอชื่อ “พิธา” เป็นนายกฯนั้นทำผิดข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อที่ 41 ที่บัญญัตติว่า “ญัตติใดตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุมเดียวกัน เว้นแต่ญัตติที่ยังมิได้มีการลงมติหรือญัตติที่ประธานรัฐสภาจะอนุญาต ในเมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป”

จากนั้นก็อภิปรายโต้กันไปมา โดยทางฝ่าย 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลยืนยันว่าการโหวต “พิธา” เป็นนายกฯนั้นไม่ใช่ญัตติ แต่เป็นการปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ ที่มีศักดิ์เหนือกว่าข้อบังคับการประชุมรัฐสภา

ชาวบ้านที่ติดตามฟังการประชุมรอลุ้นว่าจะมีการโหวตชื่อ “พิธา” เป็นนายกฯรอบ 2 จะผ่านหรือไม่ กลับต้องมาฟังการอภิปรายเรื่องข้อบังคับ ข้อ 41 แล้วลามไปข้อ 151 ว่าเป็นญัตติหรือไม่ ในการเสนอชื่อ “พิธา” โหวตเป็นนายกฯ

Advertisement

ขณะที่มีการอภิปราย… บลาๆๆๆ ก็มีระเบิดลงกลางสภาเมื่อคณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ มีมติเป็นเอกฉันท์รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยกรณีที่ กกต.ขอให้วินิจฉัยตามรัฐธรรมนูญมาตรา 82 ว่าสมาชิกภาพ ส.ส.ของ “พิธา” สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญมาตรา 101(6) ประกอบมาตรา 98(3) หรือไม่ จากเหตุที่ถือหุ้นบริษัท ไอทีวี จำกัด (มหาชน) 42,000 หุ้น

อีกทั้งมีมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 มีคำสั่งให้ “พิธา” หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ชั่วคราว ตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม จนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย

ต่อมาระหว่างการประชุมรัฐสภาที่ยังอภิปรายกันวุ่นวายนั้น “พิธา” ได้ลุกขึ้นแจ้งกับประธานรัฐสภาว่าได้รับคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จึงกล่าวอำลาท่านประธานและสมาชิกรัฐสภา ก่อนจะเดินออกจากห้องประชุม

จากนั้นที่ประชุมก็ยังอภิปรายกันต่อ กระทั่งประธานรัฐสภา ปิดการอภิปรายและให้โหวตว่าญัตติการเสนอชื่อ “พิธา” เป็นนายกฯ ขัดกับข้อบังคับ ข้อที่ 41 คือเสนอชื่อซ้ำไม่ได้หรือไม่ หลังให้ลงคะแนน ปรากฏว่า เห็นด้วย 395 เสียง ไม่เห็นด้วย 312 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง และไม่ลงคะแนนเสียง 1 เสียง เท่ากับว่าญัตติการเสนอ “พิธา” เป็นนายกฯซ้ำในสมัยประชุมนี้ ไม่สามารถกระทำได้ จากนั้นสั่งปิดการประชุมรัฐสภา

หลังจากนี้ ต้องรอทางพรรคก้าวไกลแถลงให้พรรคเพื่อไทยเป็นผู้เสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ และเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลแทน ตามที่เคยบอกไว้ก่อนหน้านี้

เมื่อพรรคเพื่อไทยได้รับไม้ต่อมาแล้ว แคนดิเดตนายกฯของพรรคมี 3 คน คือ “แพทองธาร ชินวัตร” “เศรษฐา ทวีสิน” อีกหนึ่ง “ชัยเกษม นิติสิริ”

โผน่าจะออกมาที่ “เศรษฐา” เพราะแม้กระทั่ง “อุ๊งอิ๊ง” ซึ่งเป็นหนึ่งในแคนดิเดตนายกฯ ก็ยืนยันตัวเองจะสนับสนุน “เศรษฐา”

พร้อมระบุว่า “เราคิดว่าตัวเลือกที่ดีสุดกับประเทศ ณ ตอนนี้คือคุณเศรษฐา ที่จะช่วยในเรื่องของเศรษฐกิจ ถ้าพรรคเพื่อไทยได้เป็นรัฐบาล…หากเป็นหัวหน้ารัฐบาลและต้องเลือกจากเรา เราก็มองว่าคือคุณเศรษฐา”

ดังนั้น ค่อนข้างชัดเจนว่าคิวต่อไปชื่อ “เศรษฐา” จะถูกเสนอให้ความเห็นชอบเป็นนายกฯในการประชุมรัฐสภาครั้งหน้า

อย่างไรก็ตาม แม้จะเปลี่ยนชื่อ “เศรษฐา” เป็นนายกฯแล้ว สูตรพรรคร่วมรัฐบาล 8 พรรค 312 เสียงก็อาจไม่ผ่านด่าน ส.ว. และ ส.ส.ของพรรคอีกขั้ว เพราะต้องหาเพิ่มอีก 63 เสียง

คราวที่แล้ว “พิธา” ได้ 324 เสียง โดยมี 13 ส.ว.มาช่วย แต่ยังห่างอีก 51 เสียง

ดังนั้น พรรคเพื่อไทยที่ได้สิทธิเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลก็มีความชอบธรรมที่จะดึงพรรคอื่นมาร่วมเป็นรัฐบาล ตามที่ “ชลน่าน ศรีแก้ว” เปรยไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า ถ้าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล จะต้องเติมเสียงพรรคที่ 9 พรรคที่ 10 และการหาเสียง ส.ว.มาสนับสนุนเพิ่ม อีกทั้งต้องรื้อเนื้อหาในเอ็มโอยูที่ 8 พรรคเซ็นกันไว้

สูตรแรกที่วางไว้คือ 8+1 โดยพรรคเพื่อไทยจะดึงพรรคพลังประชารัฐที่มี 40 เสียงมาร่วม ทำให้มีเสียงเพิ่มเป็น 352 เสียง ห่างจาก 375 เพียง 23 เสียง ขณะที่ ส.ว. 13 คนเดิมน่าจะโหวตหนุนเหมือนเดิม ดังนั้น ก็จะเหลือแค่ 10 เสียงเท่านั้น ไม่น่ามีปัญหา ฉลุยแน่นอน

เพราะพรรคพลังประชารัฐที่มี บิ๊กป้อม-พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค เป็นซุปเปอร์เพาเวอร์ดึงเสียง ส.ว.มาได้หลายคน ฉลุยแน่

อีกทั้ง ต้องรื้อเอ็มโอยู 8 พรรคใหม่ โดยแต่ละพรรคอาจต้องปรับลดสเปกลง เพราะสเปกเดิมเข้มเกินไปยากจะฝ่าด่าน ส.ว.ได้

แต่ทว่าสูตรนี้พรรคก้าวไกลอาจไม่ยอมรับ เพราะเคยประกาศไว้แล้วว่า “มีเราไม่มีลุง” ดังนั้น พรรคก้าวไกลอาจขอชิ่งไปเป็นฝ่ายค้าน

จากนั้นก็จะปรับสูตรใหม่อีกครั้งมีพรรคเพื่อไทย (141) พรรคภูมิใจไทย (71) พรรคพลังประชารัฐ (40) พรรคชาติไทยพัฒนา (10) พรรคประชาชาติ (9) พรรคไทยสร้างไทย (6) ได้ 276 เสียง แต่ยังห่างจาก 375 ถึง 99 เสียง ดังนั้น อาจจะดึงพรรคประชาธิปัตย์ (25) มาอีก จะได้เพิ่มเป็น 301 ลดช่องห่างเหลือ 74 เสียง

อีกทั้งจะขอเสียง ส.ส.ที่ไม่ได้ร่วมเป็นรัฐบาลให้ช่วยโหวตสนับสนุน “เศรษฐา” ด้วย โดยจะย้อนศรขอเสียงจากพรรคก้าวไกล ที่มี 151 เสียง ให้ช่วยหนุนด้วยเพื่อปิดสวิตช์ ส.ว. อย่างที่พรรคก้าวไกลเคยเรียกร้องก่อนหน้านี้

แต่ไม่ว่าพรรคก้าวไกลจะโหวตหนุนหรือไม่ ก็มั่นใจว่าพลังของ “บิ๊กป้อม” จะหาเสียง ส.ว.มาช่วยหนุนได้ไม่น่ามีปัญหา

อย่างไรก็ตาม สถานการณ์ยังไม่นิ่ง สูตรตั้งรัฐบาลอาจต้องปรับเปลี่ยนใหม่ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ เพื่อลดเงื่อนไขอันไม่พึงประสงค์ต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น

สูตรรัฐบาลใหม่จะออกมายังไง อีกไม่นานคงได้เห็นโฉมกัน