รัฐสภาลงมติด้วยเสียงข้างมากเห็นด้วยกับข้อบังคับการประชุมที่ไม่ให้เสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคก้าวไกล เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหลังจากที่เคยเสนอต่อรัฐสภามาแล้วครั้งหนึ่งแต่มีเสียงสนับสนุนไม่ถึงตามรัฐธรรมนูญ กลายเป็นข้อวิพากษ์วิจารณ์ว่ามติดังกล่าวของรัฐสภาทำให้ข้อบังคับการประชุมใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญเพราะรัฐธรรมนูญไม่ได้ห้ามการเสนอชื่อซ้ำ โดยผู้ที่ออกมาวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้ล้วนเป็นครูบาอาจารย์ที่สอนหนังสือของมหาวิทยาลัยในคณะนิติศาสตร์ และคณะรัฐศาสตร์ ตลอดจนนักกฎหมายระดับประเทศทั้งสิ้น
หากพิจารณาตัวบุคคลที่ออกมาแสดงความคิดไม่เห็นด้วยกับมติดังกล่าวแล้วจำเป็นต้องทบทวนเรื่องที่เกิดขึ้น เพราะการแสดงความคิดเห็นดังกล่าวแสดงว่าการกระทำที่เกิดขึ้นจะส่งผลกระทบต่อหลักการกฎหมายและหลักการปกครอง ยิ่งเป็นรัฐสภาซึ่งถือเป็นฝ่ายนิติบัญญัติมีหน้าที่โดยตรงในการออกกฎหมายของประเทศ หากมีแนวทางการดำเนินการที่ผิดหลักการของกฎหมายดั่งคำวิพากษ์วิจารณ์ คือ ใช้มติของรัฐสภาไปทำให้ข้อบังคับการประชุมใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญด้วยแล้ว ยิ่งส่งผลกระทบอย่างหนัก ทั้งผลกระทบภายในประเทศ และผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของชาวต่างชาติที่จะเข้ามาสัมพันธ์กับเมืองไทย เพราะพวกเขาต้องอยู่ภายใต้กฎหมายของไทย
ข้อขัดแย้งเรื่องข้อบังคับกับรัฐธรรมนูญที่มีการโต้เถียงกันในรัฐสภาเมื่อวันก่อน บัดนี้กลายเป็นเรื่องราวที่สังคมตั้งข้อสงสัย และเป็นข้อสงสัยต่อหลักการของกฎหมายจากอาจารย์กฎหมายหลายคนหลายสถาบันการศึกษา จึงเป็นเรื่องที่รัฐสภาต้องคลี่คลายข้อข้องใจทั้งหลายด้วยประการใดๆ ก็ตาม เพื่อพิทักษ์ไว้ซึ่งหลักการของกฎหมาย ยืนยันว่าไทยยังคงมีมาตรฐานทางกฎหมายและการบังคับใช้กฎหมาย โดยเฉพาะหลักการที่ว่ารัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ อย่าปล่อยให้การต่อสู้ทางการเมืองไปทำลายหลักการสากล เพราะการกระทำเช่นนั้นจะยิ่งทำให้ความมั่นคงของประเทศเสื่อมถอย ทำให้ศรัทธาความเชื่อมั่นจากสายตาของโลกแย่ลง หากมีข้อสรุปว่า รัฐสภาสามารถมีมติเหนือรัฐธรรมนูญ ย่อมทำให้รัฐธรรมนูญไม่มีความหมาย เพราะคนกำหนดอนาคตของประเทศกลายเป็นรัฐสภา ไม่ใช่ประชาชนชาวไทย

