อัยการธนกฤต ชี้ 4 ด่านกฎหมายที่ต้องฝ่าในการยื่นคำร้องมติสภาห้ามเสนอชื่อพิธาซ้ำ ขัด รธน.หรือไม่
เมื่อวันที่ 20 กรกฎาคม ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด และอาจารย์ผู้บรรยายวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความและกฎหมายพยานหลักฐาน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รามคำแหง นิด้า และแม่ฟ้าหลวงได้ให้ความเห็นทางกฎหมายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ความว่า
ด่านกฎหมายที่จะต้องฝ่า หากจะยื่นคำร้องให้ผู้ตรวจการแผ่นดิน กรณีร้องว่า มติรัฐสภาขัดรัฐธรรมนูญ
ตามที่นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ ให้ความเห็นว่า มติรัฐสภาที่เห็นว่า การเสนอชื่อบุคคลเป็นนายกรัฐมนตรีเป็นญัตติ จึงห้ามเสนอชื่อนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซ้ำ เป็นการกระทำทางนิติบัญญัติของรัฐสภาที่ละเมิดสิทธิเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ ขัดต่อรัฐธรรมนูญ มาตรา 213
ผู้ที่เห็นว่าตนเองถูกละเมิดสิทธิสามารถไปยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินได้ และหากผู้ตรวจการแผ่นดินไม่ส่งศาลรัฐธรรมนูญ ผู้นั้นมีสิทธิยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้
(มีข้อสังเกตว่า การยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินให้พิจารณากรณีอ้างว่าถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 นี้ ไม่ได้มีการบัญญัติไว้โดยตรงในรัฐธรรมนูญ มาตรา 230 และ 231 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยผู้ตรวจการแผ่นดิน พ.ศ.2560 ที่เป็นบทบัญญัติว่าด้วยอำนาจหน้าที่ของผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่ได้ถูกบัญญัติไว้ในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561)
การยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินที่กว่าจะไปถึงศาลรัฐธรรมนูญในกรณีนี้ ต้องฝ่าด่านกฎหมายหลายด่าน
ด่านแรก ผู้ยื่นคำร้องต้องเป็นผู้ถูกละเมิดสิทธิหรือเสรีภาพที่รัฐธรรมนูญคุ้มครอง จากมติของรัฐสภาดังกล่าว
ด่านที่สอง จะต้องยื่นคำร้องต่อผู้ตรวจการแผ่นดินภายใน 90 วัน
ด่านที่สาม ต้องรอระยะเวลา 60 วัน ที่กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาว่าจะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญหรือไม่
ถ้าหากผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาแล้ว เห็นว่า ไม่มีเหตุที่จะยื่นคำร้อง หรือ ไม่ยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญภายใน 60 วัน
ผู้ร้องถึงจะมีสิทธิยื่นคำร้องโดยตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้และต้องยื่นภายใน 90 วัน
ด่านที่สี่ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจพิจารณาว่าคำร้องที่ยื่นเป็นสาระอันควรได้รับการวินิจฉัยหรือไม่
ซึ่งถ้าศาลรัฐธรรมนูญ เห็นว่า ไม่เป็นสาระ ก็มีอำนาจสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาได้

