เดินหน้าชน : เส้นทาง‘พิธา’
ผลการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 พรรคก้าวไกล สามารถนำ ส.ส.เข้าสู่สภามากที่สุด 151 จาก 500 ที่นั่ง รวมบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ จำนวน 14,438,851 เสียง
ถัดมา 15 พฤษภาคม “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี แถลงข่าวท่ามกลางสื่อมวลชนทั้งไทยและเทศจำนวนมาก กล่าวว่า “จะเป็นว่าที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 คนต่อไปของประเทศไทย”
พิธาระบุว่า “ผมพร้อมที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของคนไทยทุกคน พร้อมที่จะฟังความคิดเห็นที่แตกต่าง เพราะความคิดเห็นที่แตกต่างจะทำให้ผมเป็นนายกฯ ที่ดีขึ้นในอนาคต และพวกเรายังพร้อมที่จะเคารพ ให้เกียรติ และต่อยอดกับทุกฝ่ายที่ผ่านมา เพื่อประชาธิปไตย และในขณะเดียวกันเราก็พร้อมที่จะคืนศรัทธาให้กับระบบประชาธิปไตย ระบบสภา สร้างความโปร่งใสให้กับการเมืองไทย และผู้แทนราษฎรทุกคน”
18 พฤษภาคม การจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากเป็นรูปเป็นร่าง พรรคก้าวไกลจับมือกับ 7 พรรคการเมืองเป็นพันธมิตร พิธากล่าวว่า ได้จัดตั้ง “รัฐบาลประชาธิปไตยของประชาชน” ขึ้นแล้ว
ในวันที่ 22 พฤษภาคม 2566 มีการลงนามข้อตกลงร่วมหรือเอ็มโอยูเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ประกอบด้วย พรรคก้าวไกล พรรคเพื่อไทย พรรคประชาชาติ พรรคไทยสร้างไทย พรรคเสรีรวมไทย พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคเป็นธรรม และพรรคสังคมใหม่ พร้อมส่งนัยยะไปถึงการรัฐประหารที่เกิดขึ้นในวันและเดือนเดียวกันของปี 2557
ทุกพรรคเห็นร่วมกัน เอ็มโอยู 23 ข้อ และอีก 5 ประเด็น เรียกว่า “เอ็มโอยู 8 พรรครัฐบาล”
วันนั้น มีการกล่าวถึงการเตรียมแผนสำรองหาก ชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” เป็นนายกรัฐมนตรี ไม่ผ่านเสียง 376 เสียงของรัฐสภา พิธาตอบว่า “ตอนนี้กระบวนการในการทำงานทั้งคณะเจรจา และคณะเปลี่ยนผ่านอำนาจทางการเมืองทางรัฐสภาเป็นไปได้ด้วยดี ยังไม่เห็นความจำเป็นอะไรที่จะไปอยู่ในฉากทัศน์นั้น แต่หากเป็นแบบนั้น รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนว่าจะสามารถทำอย่างไรได้บ้าง ตรงนี้จึงยังไม่เป็นข้อกังวล”
รวมทั้งยังกล่าวถึงการถูกขุดเรื่องปมถือหุ้นสื่อไอทีวีด้วยว่า พิธาบอกว่า ยังไม่มีความกังวล ต้องรอคำร้องจากทาง กกต.ก่อน ไม่จำเป็นจะต้องตีตนไปก่อนไข้ และเคยอธิบายไปหลายครั้งแล้วว่าเรื่องของหลักฐานหลักกฎหมายเราได้เตรียมตัวที่จะชี้แจงไว้แล้ว และได้อธิบายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องตั้งแต่ตอนที่เป็นพรรคอนาคตใหม่ด้วยซ้ำ แต่ว่าแน่นอนทั้งหมดทั้งปวงต้องรอทางคำร้องว่ามีลักษณะแบบไหนมีการยื่นคำร้องมาแบบไหนแล้วเราจะค่อยๆ อธิบายให้สังคมเข้าใจ
กระทั่งวันที่ 12 กรกฎาคม 2566 ก่อนที่ประชุมรัฐสภาจะเสนอชื่อพิธาเป็นนายกฯ เพียง 1 วัน กกต.มีมติให้ส่งเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า สมาชิกภาพ ส.ส.ของพิธา สิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญหรือไม่ จากเหตุมีชื่อถือครองหุ้นสื่อไอทีวี 42,000 หุ้น รวมทั้งให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาสั่งให้ยุติการปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ไว้จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัย
ขณะที่ผลการโหวตรอบแรก ที่ประชุมรัฐสภา เห็นชอบ 324 เสียง ไม่เห็นชอบ 182 เสียง งดออกเสียง 199 เสียง พิธาไม่ผ่านการโหวต เจ้าตัวให้สัมภาษณ์ ขอบคุณ 13 ส.ว.ที่กล้าหาญและลงมติให้ตามที่เคยสัญญากับประชาชน ก่อนจะทิ้งวลีไว้ว่า “ยังไม่ยอมแพ้”
ในวันที่ 19 กรกฎาคม เป็นวันโหวตเลือกนายกฯรอบสอง และเป็นวันเดียวกับที่ศาลรัฐธรรมนูญมีมติสั่งให้ “พิธา” หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.ชั่วคราว นับตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2566 จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยตามคำร้องของ กกต.
ช่วงบ่ายกว่าๆ “พิธา” ลุกขึ้นกล่าวในที่ประชุมรัฐสภา ขอทำตามคำสั่งศาล หยุดปฏิบัติหน้าที่ตัวเอง ก่อนถอดบัตร ส.ส.และเดินออกไป พร้อมกับคำกล่าวว่า “ผมคิดว่าประเทศไทยเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิมอีกแล้วครับ ตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม”
เป็นรอยเดียวกับเมื่อ 25 พฤษภาคม 2562 “ธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ” หัวหน้าพรรคอนาคตใหม่ ถูกสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ได้ทำความเคารพในที่ประชุมสภาก่อนจะเดินก้าวออกไป

