สัญญาณเริ่มแรง สมการรบ.ใหม่ ไร้ ‘ก้าวไกล’

21.07.23 | 11:10 น.

พลันที่ พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯ และหัวหน้าพรรคก้าวไกล “ไม่ได้ไปต่อ” ตก “บันไดงู” ในเกมการเมืองที่หลายฝ่ายวางดักเอาไว้ไม่ให้ไปถึงเส้นชัยในเก้าอี้นายกฯ

ทั้งการโหวตครั้งแรกเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ที่ได้คะแนนเห็นชอบเพียง 324 เสียง ไม่ผ่าน 375 เสียง และเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ก็ถูกสกัดไม่ให้โหวตรอบ 2 โดยรัฐสภามีมติ 395 เสียง ต่อ 312 เสียง ว่าการเสนอชื่อ “พิธา” เป็นนายกฯอีกครั้งเป็นญัตติซ้ำไม่สามารถเสนอให้โหวตอีกได้ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41

มึนกันทั้งบางว่า การโหวตนายกฯ ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 และมาตรา 272 ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ แต่กลับไปขัดกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภา

แม้แต่ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ อดีตประธานกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ยังมึน ถึงกับโพสต์ว่า “เอาข้อบังคับการประชุมมาทำให้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นง่อย ทั้งๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดการเลือกนายกฯไว้เป็นการเฉพาะแล้ว น่าสงสารประเทศไทย” พร้อมเสนอให้คนที่ได้รับผลกระทบไปยื่นเรื่องให้ตรวจสอบว่ามติรัฐสภาเป็นการกระทำทางนิติบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่

ปรากฏการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม นำไปสู่ฉากใหม่การเมืองไทยในการจัดตั้งรัฐบาล

Advertisement

เมื่อพรรคก้าวไกลที่มีแคนดิเดตนายกฯเพียงคนเดียว แต่ “พิธา” ไม่ได้ไปต่อ ก็ต้องยกสิทธิการเสนอชื่อนายกฯให้กับพรรคอันดับ 2 คือพรรคเพื่อไทย

ก่อนหน้านี้ พรรคก้าวไกลประกาศแล้วว่าหากการโหวตนายกฯรอบ 2 ชื่อ “พิธา” ยังไม่ผ่านอีก จะส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยจัดการแทน โดยผูกเงื่อนไว้ว่ายังเป็น 8 พรรคเดิมที่จับมือกัน

แต่พรรคเพื่อไทยมองออกว่าการจับขั้ว 8 พรรคเดิมคงจะผ่านด่านลำบาก เพราะฝั่ง ส.ว.ประกาศแล้วว่าถ้ามีพรรคก้าวไกลอยู่ด้วย จะไม่โหวตผ่านนายกฯให้

เมื่อพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ต้องหาพันธมิตรเพิ่ม โดยมีเป้าแรกคือพรรคพลังประชารัฐ ที่มี “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ เป็นหัวหน้าพรรค นอกจากจะได้เสียง ส.ส.เพิ่ม 40 เสียง รวมเป็น 352 เสียง และเนื่องจากมีบารมีที่จะดึงเสียง ส.ว.มาโหวตหนุนได้

อีกเป้าคือพรรคภูมิใจไทย พรรคอันดับ 3 ที่มี 71 เสียง

แต่ถ้าดึงพรรคภูมิใจไทยและพรรคพลังประชารัฐ มาร่วม ก็จะทำให้พรรคก้าวไกลอึดอัดเพราะเคยสัญญาไว้เมื่อตอนหาเสียงว่า “มีเราไม่มีลุง” อีกทั้งประกาศไม่เอากัญชา ที่เป็นนโยบายของพรรคภูมิใจไทย

ขณะที่พรรคภูมิใจไทยและพรรคพลังประชารัฐ ก็ประกาศว่าไม่รวมกับพรรคที่มีนโยบายแก้มาตรา 112

จึงเป็นเรื่องยากที่พรรคเพื่อไทยจะดึงให้ทั้งพรรคก้าวไกล พรรคภูมิใจไทยและพรรคพลังประชารัฐ อยู่ด้วยกันได้

แต่สมการใหม่จะเดินไปยากหากยังมีพรรคก้าวไกลอยู่ด้วย

ก่อนหน้านั้น พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย ก็ส่งสัญญาณมาก่อนหน้านี้ให้พรรคก้าวไกลเสียสละถอยไปเป็นฝ่ายค้าน แล้วให้โหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯของพรรคเพื่อไทยด้วย

ขณะที่ในพรรคเพื่อไทยก็มี ส.ส.กลุ่มอีสาน ส่งเสียงไปยังแกนนำพรรคว่า ต้องสลายขั้ว 8 พรรค เพราะ ส.ว.ส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยที่มีพรรคก้าวไกลร่วมเป็นรัฐบาล หากพรรคเพื่อไทยตั้งรัฐบาลได้ อาจถูกโจมตีบ้างแต่ถ้ารัฐบาลเดินหน้าแก้ปัญหาให้ประชาชนเห็นผลเป็นรูปธรรมโดยเร็ว เชื่อว่ากระแสคัดค้านจะซาลงไป

ส่วน เศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย ที่มีข่าวว่าจะถูกเสนอชื่อให้รัฐสภาโหวตในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ ก็ให้สัมภาษณ์ที่พอจะจับสัญญาณบางอย่างได้

แม้ “เศรษฐา” จะออกตัวว่าการตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องของทีมเจรจา และเลี่ยงตอบว่ายังจะต้องจับมือกับพรรคก้าวไกลต่อไปหรือไม่

แต่เมื่อสื่อถามถึงว่าหากพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะทำอย่างไรกับ มาตรา 112 “เศรษฐา” บอกว่า “พรรคที่จะเสนอชื่อนายกฯ ครั้งต่อไป ต้องไม่มีเรื่องการแก้ไขหรือยกเลิก มาตรา 112 ไม่อย่างนั้นจะไม่ได้รับการสนับสนุนจาก ส.ว. คณิตศาสตร์ค่อนข้างพื้นฐานมากๆ นับดูก็รู้ว่าเรื่องอะไร เป็นอะไร ถ้าเราจะเป็นแกนนำเรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องที่ต้องหยุดลงไป”

เมื่อถามว่า หากโหวตอย่างไรก็ไม่ได้เพราะยังมีพรรคก้าวไกลอยู่ จำเป็นหรือไม่ที่ต้องผลักพรรคก้าวไกลออก “เศรษฐา” บอกว่า “คณิตศาสตร์เบื้องต้นลองนับดูแล้วกัน ผมว่าทุกคนรู้อยู่”

เป็นสัญญาณว่าสมการใหม่ถ้ามีพรรคก้าวไกลอยู่ด้วย คงยากที่จะผ่านด่าน ส.ว. ขณะที่การโหวตนายกฯวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ ที่มีชื่อ “เศรษฐา” จะพลาดไม่ได้ เพราะอาจวืดซ้ำรอย “พิธา”

แต่หากสมการใหม่ไม่มีพรรคก้าวไกลอยู่ด้วย การโหวตนายกฯที่ชื่อ “เศรษฐา” อาจจะ ผ่านฉลุย เดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลใหม่ได้ แต่ก็ต้องเจอกับมวลชนที่ไม่พอใจจะทวงถามขอคำอธิบายต่างๆ มากมาย