‘วันนอร์’ ยันไม่ท้อ แจงไม่ได้ตั้งใจรีบปิดถกรัฐสภา ปมชงชื่อนายกฯ ซ้ำ ชี้เป็นสิทธิยื่นศาล รธน.ตีความ ข้อบังคับที่ 41 ย้ำนัดโหวตนายกฯ 27 ก.ค.นี้
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่รัฐสภา นายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานรัฐสภา ให้สัมภาษณ์กรณีที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา มีมติเสียงข้างมากไม่ให้มีการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ให้ที่ประชุมรัฐสภาพิจารณา โดยระบุว่าเป็นการยื่นญัตติซ้ำตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 ว่า หลังการประชุมรัฐสภานั้น มีบางประเด็นที่ยังไม่เข้าใจตรงกัน และบางประเด็นก็เกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ของประธานที่ประชุมและประธานรัฐสภา ในวันนั้นด้วย เลยถือโอกาสนี้เรียนสร้างความเข้าใจในบางประเด็น
นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า การประชุมในวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นการประชุมรัฐสภาในวาระของการเลือกนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ 272 แต่ว่าก่อนการประชุมนั้นมีข้อคิดเห็นที่ไม่ตรงกันอยู่บางประเด็น และประเด็นสำคัญคือ มีบางฝ่ายเสนอว่าการประชุมในวันที่ 19 กรกฎาคมนั้น ไม่ควรเสนอชื่อซ้ำจากชื่อเดิม เพราะจะขัดกับข้อบังคับที่ 41 เป็นญัตติที่ตกไปแล้ว ไม่สามารถเสนอเข้ามาอีกได้ แต่ฝ่ายหนึ่งก็เห็นว่า การเสนอเลือกนายกฯ นั้นไม่ใช่ญัตติปกติทั่วไป เพราะการเสนอนายกฯ นั้นปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ 272 และข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ก็ออกข้อพิเศษสำหรับกระบวนการเลือกนายกฯ ไว้ โดยใช้ข้อบังคับที่ 136-139 ถกกันในประเด็นนี้ ฉะนั้นจึงไม่ควรใช้ข้อบังคับที่ 41
นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวต่อว่า ได้เชิญวิปของทั้ง 3 ฝ่าย ได้แก่ วุฒิสมาชิก, สมาชิกผู้แทนราษฎร 8 พรรค ที่จัดตั้งรัฐบาล และจะเสนอชื่อนายกฯ และอีก 10 พรรคที่ไม่ได้อยู่ในฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล มาประชุมร่วมกัน เพื่อจะให้การประชุมในวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ดำเนินไปด้วยความเรียบร้อย และมีประสิทธิภาพ แต่ก่อนที่จะประชุมวิป เห็นว่าเป็นประเด็นที่ต้องประชุมโดยประธานสภาอาจต้องมีข้อวินิจฉัยพิจารณาเช่นกัน
“ทางสภาผู้แทนราษฎร ก็มีคณะกรรมการคณะหนึ่งที่เรียกว่าคณะพิจารณาในการเสนอประกอบการวินิจฉัยของประธานรัฐสภา โดยมีฝ่ายกฎหมายและฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ผมก็เลยให้นำประเด็นที่มีความแตกต่าง เรื่องการใช้ข้อบังคับนี้ไปพิจารณา ก่อนที่ผมจะนำไปประชุมกับวิป 3 ฝ่ายในวันที่ 18 กรกฎาคม ที่ประชุมได้พิจารณาและรายงานให้ผมทราบว่าที่ประชุมนั้นมีความเห็น 2 ฝ่าย เหมือนกับ ส.ว.และ ส.ส. คือ ฝ่ายหนึ่งเห็นว่าควรใช้ข้อบังคับ 41 ได้ เพราะเป็นญัตติที่เสนอมาเพื่อสภากระทำอย่างใดอย่างหนึ่ง เมื่อมีมติแล้ว ไม่สามารถเอาญัตติที่ตกไปนัดเสนอได้ อีกฝ่ายหนึ่งก็เสนอว่าเป็นกระบวนการพิเศษ ทั้ง 2 ฝ่าย มีความคิดเห็นไม่ตรงกัน แต่เสียงข้างมากในที่ประชุมวันนั้น 8-2 ซึ่ง 8 เห็นว่าใช้ข้อ 41 ได้ 2 คนเห็นว่า ไม่ควรใช้ ควรใช้ข้อบังคับที่โปรดเกล้าฯ แต่อันนี้ไม่สามารถที่จะทำให้ประธานสภาวินิจฉัยเลือกข้างใดข้างหนึ่งเป็นข้อเสนอขึ้นมา” นายวันมูหะมัดนอร์กล่าว
นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ประธานสภารับความเห็นดังกล่าวและได้ไปประชุมกับวิปทั้ง 3 ฝ่าย วิปก็ยังมีความเห็นไม่ตรงกันว่า จะใช้โปรดเกล้าฯ หรือข้อที่ 41 ได้แจ้งให้ทราบว่าได้ให้ฝ่ายที่เกี่ยวข้องของสภาได้พิจารณา มีความเห็นอย่างที่ได้เล่าในความเห็นนั้น หากหาข้อสรุปไม่ได้ จำเป็นต้องไปขอความเห็นจากที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งการประชุมในวันที่ 19 กรกฎาคม ปรากฏว่า ข้อถกเถียงใช้เวลา 3 ชั่วโมง ก็ยังไม่ได้ข้อยุติ และมีคนให้แนวทางว่าหากนำข้อบังคับที่ 151 มาใช้จะทำให้ได้ข้อยุติ แม้จะเป็นที่ยอมรับหรือไม่ ทางประธานรัฐสภาเห็นว่า เมื่อไม่สามารถหาข้อยุติที่ประชุมว่าจะใช้ข้อบังคับใด เพราะข้อบังคับประชุมรัฐสภาปี 2563 นั้นมีข้อยุติได้ ต้องมีการตีความข้อบังคับ แต่จะตีความว่าตีความข้อบังคับแล้วจะไปขัดแย้งกับรัฐธรรมนูญ ศักดิ์ใหญ่กว่านั้น ประธานสภาไม่สามารถวินิจฉัยได้ ต้องเป็นเรื่องของศาลรัฐธรรมนูญ
นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ทางออกซึ่งเกี่ยวข้องกับประธานรัฐสภา และประธานการประชุมวันนั้น คือ ให้นำข้อ 141 มาประกอบการพิจารณาของที่ประชุม ได้ให้มีการประชุมไปอีก 3 ชั่วโมง ในที่สุดไม่มีคนแสดงความคิดเห็นแล้ว คือ เห็นด้วยว่าให้ใช้โปรดเกล้าฯ เพื่อให้สอดคล้องกับรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ห้ามเสนอชื่อซ้ำ กับอีกฝ่ายหนึ่งว่า ไม่ให้เสนอชื่อซ้ำแล้ว เพราะมีข้อบังคับจนหมดผู้อภิปรายแล้ว ตนเป็นประธาน ก็ให้โหวตในเรื่องนี้ การโหวต คือ ถ้าจะโหวตว่าไม่ซ้ำ ให้ใช้ข้อบังคับ ข้อที่ 41 เสนอชื่อซ้ำไม่ได้นั้น ต้องมีเสียงไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของ 2 สภา คือ 375 เสียง ที่โหวตวันนั้นปรากฏเสียงที่ออกมา คือ ให้ใช้ข้อบังคับข้อที่ 41
นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวอีกว่า ประธาน คือ ตนเองในวันนั้น ไม่มีสมาชิกที่ประชุมท่านใดได้แสดงให้เห็นว่า สถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้ประธานวินิจฉัยว่า เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ไม่สามารถอนุญาตให้เสนอชื่อซ้ำได้ เมื่อฟังทั้งวันแล้ว ในที่ประชุมวันนั้นเสนอข้างนอกนี้ไม่อาจทราบ เมื่อไม่มีการแสดงความคิดเห็น เสียง 395 เสียงถือว่าเห็นชอบลงมติแล้ว
การประชุมวันที่ 19 กรกฎาคมนั้น ไม่ได้ตั้งใจว่าต้องปิดประชุมโดยไม่ฟังเพราะหมดวาระแล้ว ภายหลังมีผู้เสนอว่าอยากให้ประธานวินิจฉัยว่าสถานการณ์ได้เปลี่ยนแปลงประธานฟังแล้ว ไม่มีเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงก็เลยเอาข้อยุติที่ว่า 395 เสียงนั้น เห็นว่าสามารถเสนอชื่อซ้ำไม่ได้ตามข้อบังคับที่ 41
เมื่อถามว่า ประธานสภาทำหน้าที่ได้สมบูรณ์แล้ว และไม่ส่งผลต่อการเลือกในวันที่ 27 กรกฎาคมใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ได้ทำหน้าที่ตามข้อบังคับ และตามคำที่ได้เสนอเป็นนโยบายว่า จะปฏิบัติตนเป็นกลางในทางการเมืองไม่ใช่ว่าไปรับฟังฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งและคิดว่าปฏิบัติหน้าที่ตามข้อบังคับแล้ว เพราะความคิดเห็นมีแตกต่างกันได้
เมื่อถามว่า ครั้งหน้าจะส่งผลต่อการยื่นชื่อนายกฯ ต่อไปหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ยุติไปแล้ว ถ้ามีการเสนออีก ถ้าประธานไม่ปฏิบัติตามมติก็จะมีคนไปร้อง ซึ่งประธานบางท่านก็โดนไปแล้ว คิดว่าประธานสภาไม่ควรเป็นผู้ถูกกล่าวหา
เมื่อถามว่าการถูกกล่าวหาทางสังคม ตอนนี้มีทัวร์ลงด้วย รวมถึงพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ออกมาแสดงความคิดเห็นว่าหากเป็นพรรค ก.ก.เป็นประธานสภาจะเหมาะกว่า นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ถ้าเป็นคนอื่นก็อีกเรื่อง ถ้าเป็นตนคิดว่า ปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องแล้ว ทัวร์จะลงใครจะคิดอย่างไร เป็นเรื่องความคิดของแต่ละคน ต้องยอมรับในความคิดเห็นที่แตกต่างกัน ไม่ได้มีปัญหาอะไร แต่ยึดมั่นว่าถ้าทำหน้าที่นี้แล้วต้องทำให้ดีที่สุด
เมื่อถามว่า ไม่ติดใจความเห็นของพรรค ก.ก.ใช่หรือไม่ ในฐานะพรรคร่วมกัน นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ไม่ใช่แค่พรรคก้าวไกลอย่างเดียว หลายคนมีความคิดเห็นแตกต่าง คนที่เห็นด้วยก็มี เป็นเรื่องธรรมดา
“การตัดสินใจใดๆ หรือเป็นกรรมการใดๆ ต้องมีฝ่ายที่เห็นด้วยชอบ ฝ่ายหนึ่งก็เห็นว่าไม่ชอบ แม้แต่การตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ของศาลฎีกาก็จะมีคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย แต่ว่าเป็นไปตามกฎหมายและข้อบังคับสังคมจะเห็นตรงกันทุกเรื่องคงเป็นไปได้ยากและผมพร้อมที่จะรับคำตำหนิได้” นายวันมูหะมัดนอร์กล่าว
เมื่อถามว่าก้าวไกลจะมีการยื่นให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมติดังกล่าว นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ก็เป็นสิทธิของทุกคนไม่มีปัญหา
เมื่อถามว่าหากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยมติดังกล่าวว่าไม่ถูกต้อง ทางพรรค ก.ก.จะสามารถยื่นชื่อนายพิธาซ้ำได้อีกหรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า หากศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่าการพิจารณาในวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมานั้นไม่ชอบ คือ ข้อ 41 ใช้ไม่ได้ก็ต้องดำเนินไปตามนั้น เพราะการตัดสินวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญครอบคลุมทุกองค์กร
เมื่อถามว่าแล้วสามารถเสนอชื่อนายพิธาได้อีกในอนาคตใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ก็แล้วแต่คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ พูดไม่ถูกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยอย่างไร
เมื่อถามว่าการประชุมรัฐสภา วันที่ 27 กรกฎาคม จะไม่มีการขยับวันแล้วใช่หรือไม่ นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ก็ได้ออกหนังสือประชุมไปแล้วและก็จะมีประชุมวิปทั้ง 3 ฝ่าย ในวันที่ 26 กรกฎาคม เวลา 14.00 น.
เมื่อถามว่าประธานสภาสามารถชี้ขาด โดยไม่ต้องลงมติได้ใช่หรือไม่ในวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า ชี้ขาดได้แต่มีคนฟ้องได้ ไม่ใช่ไม่กล้าแต่ก็วินิจฉัยแล้วว่าไม่มีข้อมูลที่จะชี้ขาดอย่างใดอย่างหนึ่งได้เป็นเรื่องของการขัดแย้งข้อบังคับ เมื่อขัดแย้งข้อบังคับของสภา 151 เปิดโอกาสแล้วว่าให้ตีความ ไม่ได้ให้ชี้ขาด รัฐสภาซึ่งเป็นองค์ขององค์กรสูงสุดฝ่ายนิติบัญญัติก็มีบทบัญญัติมีข้อบังคับว่าถ้าขัดแย้งโดยข้อบังคับก็ให้ตีความ การที่รัฐสภาตีความมันดีกว่าการที่ใครคนใดคนหนึ่งจะชี้ขาด
เมื่อถามว่ายกแรกเหนื่อยและท้อใจหรือไม่ ในการทำหน้าที่ประธานสภา นายวันมูหะมัดนอร์กล่าวว่า “ยกไหนๆผมไม่มีวันที่จะท้อใจ เมื่อรับหน้าที่แล้วต้องปฏิบัติหน้าที่ให้ถึงที่สุด”

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่

