โจทย์ท้าทาย ‘เพื่อไทย’ ผ่าทางตันโหวตนายกฯ

22.07.23 | 10:10 น.

โจทย์ท้าทาย ‘เพื่อไทย’ ผ่าทางตันโหวตนายกฯ

หมายเหตุความเห็นนักวิชาการต่อฉากทัศน์การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ จะเป็นอย่างไร หลังพรรคก้าวไกลประกาศส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ผศ.ดร.เอกพลณัฐ ณัฐพัทธนันท์
ภาควิชาสังคมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ ม.ศิลปากร

ความเปลี่ยนแปลงคงมีชัดเจนตามที่พรรคก้าวไกลแถลงส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย ถ้าหากเปลี่ยนแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล คิดว่าฝ่ายที่จะจัดตั้งรัฐบาลคงมีรูปแบบการจัดตั้งเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ต่างจากตอนที่พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำ เพราะว่าพรรคเพื่อไทยน่าจะขอเสียง ส.ส.เพิ่มได้ง่ายกว่า เนื่องจากจุดยืนทางการเมืองบางส่วนค่อนข้างแตกต่างกัน และมีคอนเน็กชั่นแตกต่างกันเยอะ

เบื้องต้นถ้าดูในแง่ของคะแนนเสียง หากพรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล คงได้คะแนนเสียงจาก ส.ส.ที่มากกว่าเดิม ในแง่ที่พรรคก้าวไกลลดบทบาทลง และพรรคเพื่อไทยมีคอนเน็กชั่นกับฝ่ายที่ยังไม่ได้เข้าร่วมเดิม คือพรรคพลังประชารัฐ และพรรคภูมิใจไทย อย่างนี้น่าจะมีส่วนที่สามารถคุยกันได้ เนื่องจากเคยเป็นพวกเดียวกันมาก่อนในอดีตสมัยเป็นรัฐบาลพรรคไทยรักไทยและพรรคพลังประชาชน

Advertisement

เมื่อมองโอกาสที่นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรคเพื่อไทย จะได้ขึ้นเป็นนายกฯนั้น ผมว่าคะแนนเสียงจะเพิ่มในส่วนของฝ่าย ส.ส.ด้วยกัน แต่ว่าในฝ่าย ส.ว.ค่อนข้างมีการจัดการอะไรบางอย่าง หากพรรคก้าวไกลเป็นรัฐบาลก็จะมี ส.ว.บางส่วน ที่อย่างไรก็ไม่เอาพรรคก้าวไกลแน่นอน ถึงแม้ว่าไม่ได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล แค่เป็นพรรคร่วมรัฐบาลเฉยๆ ก็ไม่ยอม

โอกาสตรงนี้เสียงก็อาจจะยังปริ่มๆ อยู่ ยังไม่ถึงขนาดที่ ส.ว.เปลี่ยนจากงดออกเสียงมาเห็นชอบ โดยเฉพาะกลุ่มของคนที่แสดงตนว่างดออกเสียงในการโหวตนายกฯรอบก่อน ตรงนี้อาจจะทำให้นายเศรษฐายังไม่ผ่านรอบนี้ อาจจะต้องมีการโหวตนายกฯอีกรอบ

หากเราเห็นการแสดงความคิดเห็นของ ส.ว.บางท่าน ที่เป็นตัวตั้งตัวตีในการอภิปรายในการเลือกนายกฯรอบที่แล้ว จะเห็นว่ามองด้วยความหวาดระแวงว่า หากพรรคก้าวไกลยังอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาลก็อาจจะเป็นแผนหรือไม่ นี่เป็นการมองจากข้อความที่เขาใช้ อาจจะมองว่าเป็นแผนในการที่จะใช้โหวตนายกฯให้ผ่าน เมื่อผ่านไปแล้วก็ไม่รู้ว่าหลังจากนั้นจะเป็นอย่างไร เขาจึงกังวลในแง่นั้น ทำให้การโหวตในรอบที่จะเกิดขึ้น น่าจะยังไม่ถึงขนาดเปิดใจโหวตให้จริงๆ แม้ว่าพรรคก้าวไกลจะถอย

ส่วนการดึงเสียง ส.ส.จากพรรคขั้วเดิมมาเติม ผมมองว่าสูตรของการดีลอะไรต่างๆ เป็นเรื่องของพรรคเพื่อไทยไปแล้ว ซึ่งพรรคเพื่อไทยไม่ได้มีเงื่อนไขที่มัดตัวขนาดพรรคก้าวไกล หมายความว่า ด้านลุงถอยออกจากหลังฉากแล้ว ก็มีความเป็นไปได้ที่พรรคก้าวไกลยังจะสามารถเข้าร่วมเป็นฝ่ายรัฐบาลได้ ตัวลุงถอยออกไปแล้ว ส.ส.ของพรรคลุงยังอยู่ก็ไม่เป็นไร เพราะว่ามันคือการดีลของพรรคเพื่อไทย หากมองไปในแนวทางประนีประนอมไปในทิศทางนี้

ทั้งนี้ การที่พรรคเพื่อไทยฝากการบ้านให้พรรคก้าวไกลลดเพดานแก้ ม.112 ผมว่าประเด็นนี้พรรคก้าวไกลเองก็คงชี้แจงว่ากระบวนการของการแก้ ม.112 เป็นเรื่องในสภา ที่ ส.ส.ทุกคนมีสิทธิเสนอได้ มันไม่ใช่เป็นเงื่อนไขของการอยู่ในพรรคร่วมรัฐบาล หรือทิศทางของรัฐบาลที่จะต้องผลักดันโดยตรง แต่มันมาจากเสียงของ ส.ส.ในสภาที่ตั้งญัตติขึ้นมาต่างหาก ส่วนนี้หากเราโยงไปถึงเรื่อง MOU ที่ทำกัน ก็ไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ว่าเป็นหนึ่งในมาตรการที่จะต้องผลักพรรคร่วมรัฐบาลทั้งหมดเกี่ยวข้องด้วย มันไม่ใช่การตกลงกันใน MOU ตั้งแต่แรก ยิ่งถ้าหากพรรคเพื่อไทยสามารถไปดึง ส.ส.บางส่วนเพิ่มขึ้น จากตอนแรกที่ไม่ได้เข้าร่วม MOU ที่เคยทำไว้ 8 พรรค อาจจะมีการปรับเปลี่ยน เพื่อให้สอดคล้องกับแนวโน้มของพรรคอื่นๆ ที่มาใหม่ด้วย ผมมองว่าการที่ให้ลดเพดาน ม.112 น่าจะไม่ได้เป็นเงื่อนไขที่เอามาผูกมัดว่าตัวก้าวไกลจะต้องถอย เพราะเป็นเรื่องของ ส.ส.ที่จะมาอภิปรายในสภา อีกขั้นหนึ่งมากกว่า

สำหรับ 8 พรรคร่วมรัฐบาลยังเหนียวแน่นอยู่หรือไม่ ผมว่าเวลานี้ยังต้องอยู่ร่วมกัน กรณีที่เป็นไปได้ในอนาคตที่ใช้เกณฑ์แบบเดิมซึ่งเพิ่งจะตั้งขึ้นมาใหม่ ในแง่ที่ว่าถ้าหากว่าชื่อที่เสนอนายกฯโหวตไม่ผ่านแล้วและต้องเปลี่ยนชื่อใหม่ ถ้าหากใช้เกณฑ์แบบนี้ที่จัดตั้งขึ้นมาเองโดยไม่ใช่สิ่งที่เป็นธรรมเนียม จะทำให้กรณีการเปลี่ยนแปลงที่เราจะพูดเป็นภาษาปากว่า เหมือนถีบก้าวไกลออกนั้น จะเกิดขึ้นได้ง่าย ถ้าเกิดโหวตครั้งที่ 2 ไม่ผ่าน การโหวตครั้งที่ 3 เป็นตัวที่ขีดเส้นว่าต้องตัดสินใจแล้วว่าจะเอาหรือไม่เอาพรรคก้าวไกล ถ้าถึงขั้นนั้นก็มีโอกาสที่จะปรับเปลี่ยนเรื่องของการมัดรวมกัน 8 พรรค ที่จะไม่เหมือนเดิมแล้ว เพราะพรรคก้าวไกลอาจจะเป็นพรรคที่ถูกถีบออกเพื่อให้รัฐบาลตั้งได้ ในเงื่อนไขตามที่ ส.ว.ขีดเส้นไว้นั้น เป็นโอกาสที่จะเกิดขึ้น ซึ่งเบื้องต้นนั้นยังไม่เกิดแน่ๆ

ถามว่า พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะกลับมาอีกครั้ง เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน มองว่าไม่ถึงขั้นนั้น ประเด็นนี้มีลักษณะที่เกิดขึ้นได้น้อย ถ้าหากดูตามเสียงประชาชน ตัวประชาชนเองต้องการการเปลี่ยนแปลง และประชาชนก็หมายหัวไว้แล้วว่าไม่เอาใคร เราเห็นจากคะแนนเสียงเลือกตั้งชัดเจน เพราะฉะนั้น การที่เอา พล.อ.ประวิตรเข้ามาเพื่อที่จะให้รัฐบาลตั้งได้ เพื่อที่จะให้ ส.ว.นั้นยอมรับโหวตให้ ก็จะทำให้เป็นผลเสียในระยะยาว ส่วนตัวคิดว่าพรรคร่วมรัฐบาลต่อให้ดึงเอาฝ่ายของพรรคพลังประชารัฐเข้ามาร่วม คงไม่ถึงขนาดว่าเอา พล.อ.ประวิตรขึ้นเป็นนายกฯแน่ๆ เพราะว่าตัวพรรคเพื่อไทยเองก็จะเสียไปด้วย กลายเป็นตัวเองเป็นผู้ร้ายไปในทันที นอกจากการเอาพรรคก้าวไกลออกแล้ว ยังเอาตัวที่ประชาชนไม่ต้องการเข้ามาเป็นนายกฯ
อันนี้หนักไปกว่าเดิม หมายความว่า ทางเลือกนี้เขารู้อยู่แก่ใจแล้วถ้าหากพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคจัดตั้งรัฐบาล ถ้าหากว่าถึงขั้นเจรจาให้ พล.อ.ประวิตรมานั่งเป็นนายกฯนั้นคงเกิดขึ้นได้ยากในทางปฏิบัติจริงๆ

ถ้าถามถึงความเป็นไปได้ในเชิงกฎหมายของการโหวตนายพิธาอีกรอบ ในทางกฎหมายก็อย่างที่ท่านอาจารย์กฎหมายต่างๆ มาอธิบายว่ามันเป็นสิ่งที่ตัวประธานสภาทำผิดกฎ ทำให้ตัวระเบียบข้อบังคับของการประชุมในสภาอยู่เหนือตัวรัฐธรรมนูญ เห็นได้ชัดเจนว่ากรณีขัดแย้งกับหลักการที่ควรจะเป็น เพราะฉะนั้น การเสนอศาลรัฐธรรมนูญให้ตีความใหม่ตัวของการกระทำนี้ผิดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ในทางกฎหมายทำได้แน่นอน แต่ปัญหาคือเราไม่รู้ว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยโดยใช้ระยะเวลาแค่ไหนถ้าหากว่ามีการยื่นให้มาตีความจริง ฉะนั้น หมายความว่าต่อให้ศาลรัฐธรรมนูญบอกว่า เป็นการทำความผิดกฎ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ก็มีสิทธิที่ยังถูกเสนอ แต่ระยะเวลามันอาจจะยังไม่ได้ทำให้ได้กลับมา อาจจะไม่ได้เป็นระยะเวลาที่สอดคล้องกัน แต่เราไม่รู้ว่าสมมุติว่ามีการยื่นเรียบร้อยแล้ว ทางศาลรัฐธรรมนูญจะใช้เวลาแค่ไหน จะเร่งเหมือนตอนที่จะเร่งรับเรื่องหุ้นสื่อไอทีวีหรือไม่ ไม่สามารถไปกำหนดเวลาได้ ทำให้ในทางกฎหมายนายพิธามีโอกาสที่จะกลับมาแน่ๆ แต่ว่าในทางปฏิบัติเราไม่รู้เลยระยะเวลาจะเท่ากันหรือไม่ มันจะสอดคล้องกันหรือเปล่ากับการเลือกนายกฯ

ดร.วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร

อันดับแรกในเมื่อพรรคก้าวไกลไม่สามารถให้แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของตนเองขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ปฏิเสธไม่ได้เลยว่า จะเต็มใจหรือไม่เต็มใจก็ตาม ต้องส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยเสนอแคนดิเดตและกลายมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จุดนี้เป็นจุดเปลี่ยน วาระบางอย่างที่เป็นนโยบายทางการเมือง จำเป็นต้องเปลี่ยนอาทิ ม.112 อาจจะต้องกลับมาทบทวนกันใหม่ว่าจะเสนอหรือไม่ หรือว่าบางนโยบายใน MOU และเป็นของก้าวไกล ทางเพื่อไทยอาจสลับขึ้นมา อย่างเช่น การออกมากล่าวถึงนโยบายเงินดิจิทัล ส่วน MOU กล่าวถึง 8 พรรคร่วมรัฐบาลว่าจะทำงานร่วมกัน แต่เมื่อแกนนำการจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนเป็นพรรคเพื่อไทย วาระทางการเมืองก็ต้องเปลี่ยนตามไปด้วย อาจจะจำเป็นต้องอาศัยทางพรรคอื่นๆ ในการรวมเสียงของ ส.ส.

จึงมีความจำเป็นที่พรรคเพื่อไทยต้องไปคุยกับพรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐ และพรรคชาติไทยพัฒนามากขึ้น ที่พอจะคุยกันได้ อาจจะยังไม่ผลักพรรคก้าวไกลออกไปก่อน แต่เพิ่มพรรคอื่นเข้ามา

พรรคก้าวไกลจะไปเถียงอะไรก็ไม่ได้ เพราะไม่ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้ว อันนี้พูดในเชิงมุมมองของพรรคเพื่อไทย ส่งผลให้การโหวตเลือกนายกฯวันที่ 27 ก.ค.นี้ ไม่มั่นใจว่าจะเป็นนายเศรษฐา ทวีสิน หรือไม่ เพราะกรณีเสนอนายกฯตามญัตติ เสนอได้แค่รอบเดียว เมื่อใดก็ตามที่พรรคเพื่อไทยส่งชื่อนายเศรษฐาไป และยังมีพรรคก้าวไกลอยู่ร่วมจัดตั้งรัฐบาล ก็จะมีความเสี่ยงสูงมากไม่รับการสนับสนุนจาก ส.ว. ต้องรอดูว่าพรรคเพื่อไทยจะเก็บพรรคก้าวไกลไว้ไหม ถ้าเก็บไว้จะบีบพรรคก้าวไกลอย่างไรให้ถอยเรื่อง ม.112

ความเห็นส่วนตัว พรรคก้าวไกลต้องหาจังหวะถอยในเวอร์ชั่นที่ยังรักษาประชาธิปไตยเอาไว้ให้ได้ คือยังจับมือกับพรรคเพื่อไทยได้ พรรคก้าวไกลอาจจำเป็นต้องถอย ม.112 จากการเสนอแก้ไข มาเป็นการตั้งกรรมาธิการในการศึกษา เป็นตัวแทนจากทุกความคิดเห็นทางการเมืองมาคุยกัน แค่นั้นก็พอจะผ่อนคลายความกดดันจากฝ่าย ส.ว.ได้บ้าง แต่ก็ยังมีความเสี่ยง ไม่ว่าพรรคก้าวไกลจะเปลี่ยนนโยบาย อย่างไร ส.ว.ก็คงไม่เอารัฐบาลที่มีพรรคก้าวไกล ซึ่งการจะเห็นนายกฯตัวจริงนั้น จำเป็นต้องผลักพรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน

ตอนนี้อาจจะยังไม่เกิด ยังต้องรักกันอยู่ แต่ถ้ายังมีพรรคก้าวไกลก็ไม่มีทางได้เสียงหนุนของ ส.ว. จึงกลับไปสู่พรรคเพื่อไทยว่า ถ้าสามารถยอมให้พรรคก้าวไกลลดเพดานลงมา จะได้เอาพรรคภูมิใจไทยหรือพรรคพลังประชารัฐเข้ามา ได้ใช้เฉพาะเสียง ส.ส.ปิดสวิตช์ ส.ว. นี่ก็เป็นทางเลือกหนึ่ง อันนี้ในเรื่องมุมมองของการจัดตั้งรัฐบาล พอมามองอีกมุมมองหนึ่ง คือ เวอร์ชั่นของพรรคก้าวไกลจะทำอย่างไรภายใต้สถานการณ์แบบนี้ หลังถูกมรสุมจากทุกทิศทางแพ้ตั้งแต่การแพ้เลือกประธานสภา แพ้การเลือกนายกรัฐมนตรี และอาจจะถึงขั้นโดนยุบพรรค

ก้าวไกลได้เพียงรองประธานสภาผู้แทนราษฎร ส่วนสิ่งที่เหลืออยู่จริงๆ คือเสียงสนับสนุนประชาชน แต่เมื่อไหร่ไปหักหลังประชาชนในการปรับแก้ลดนโยบายลงมา จะกระทบฐานที่มั่นสุดท้าย ถ้าจะถอยต้องถอยอย่างมีกระบวนวิธียังรักษามวลชนได้ ที่ผมนำเสนอไว้นั่นอาจจะไม่แก้ ม.112 ในวาระนี้ โดยตั้งกรรมาธิการศึกษาขึ้นมาก่อน

ท้ายที่สุด ส.ว.ไม่เอาพรรคก้าวไกลอยู่ดี เกิดสถานการณ์บีบพรรคก้าวไกลให้ได้ เพราะฉะนั้นเวลานี้อาจจะยังไม่ถอยมาเป็นฝ่ายค้าน แต่ยังจะต้องฉุดรั้ง 8 พรรคร่วมเอาไว้ก่อน จนถึงวันที่ถูกผลักออกมาจะได้เป็นฝ่ายค้าน ต้องรอให้เขาผลัก เพราะถ้าพรรคก้าวไกลออกมาเลยเป็นการทำร้ายมวลชนหนักขึ้น เขาไม่ต้องการให้เป็นฝ่ายค้าน แต่ให้เข้าไปเพื่อเข้าไปทำนโยบายสวัสดิการ ตามที่หาเสียงเอาไว้กว่า 300 นโยบาย เพราะฉะนั้นถ้าพรรคก้าวไกลถูกผลักออกมาจะสามารถโยนความผิดนี้ให้กับตัวร้ายตัวจริงได้

แต่อย่างไรก็ดี คาดหวังว่า 8 พรรคจะยังหาเสียงมาสนับสนุนได้ แล้วพรรคก้าวไกลยอมถอยลดระดับ มีคำถามตามมาด้วยว่า พรรคก้าวไกลจะยังจับมือกับพรรคเพื่อไทยได้ยาวนานแค่ไหน