‘มายด์’ ขอให้ยึด MOU 8 พรรค ถ้าเสียงเพิ่มต้องไม่ขวาง ยังหวังกลไกรัฐสภา เชื่อถ้าทางตัน ปชช.พร้อมออกมา
เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม ที่หน้าหอประชุมใหญ่ มหาวิทยาลัยเกษตร บางเขน (ฝั่งถนนพหลโยธิน) กรุงเทพฯ พรรคอาทิตย์ใหม่ จัดกิจกรรม #ม็อบ21กรกฎา66 #KUไม่เอาสว เพื่อประณามสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ย่ำยีเสียงของประชาชนซึ่งส่งผ่านการเลือกตั้ง พ.ศ.2566 และยืนยันว่าประชาชนคือเจ้าของประเทศ เกษตรศาสตร์คือภาษีของประชาชน
บรรยากาศเวลา 15.50 น. ที่หน้าหอประชุมใหญ่ ม.เกษตรศาสตร์ เริ่มมีพ่อค้าแม่ค้าทยอยเดินทางมาร้านจำหน่ายอาหารและเครื่องดื่ม ไปจนถึงร้านจำหน่ายสินค้าที่มีสัญลักษณ์ พรรคก้าวไกล และใบหน้า นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี อาทิ หมวก เสื้อยืดสีส้ม พัด ร่ม พร้อมทั้งเขียนป้ายข้อความส่งกำลังใจพรรคก้าวไกลและนายพิธา หลังจากศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุติปฏิบัติหน้าที่ชั่วคราว
ขณะที่ประชาชนเริ่มทยอยเดินทางมาร่วมกิจกรรมอย่างต่อเนื่อง โดยจะมีกิจกรรมปราศรัยจากสมาชิกพรรคอาทิตย์ใหม่, น.ส.ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หรือ มายด์, นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย, นายธัชพงศ์ แกดำ หรือ บอย และ นายอานนท์ นำภา ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน และหนึ่งในแกนนำราษฎร พร้อมทั้งการอ่านแถลงการณ์แสดงจุดยืน และดนตรีสดจากศิลปินผู้รักประชาธิปไตย
น.ส.ภัสราวลีเปิดเผยว่า ตนถูกเชิญให้มาร่วมปราศรัยในวันนี้ มองว่าทิศทางการเคลื่อนไหวของมวลชนขึ้นอยู่กับความผิดเบี้ยวของกระบวนการที่เกิดขึ้น และ ส.ว.ที่ดูเหมือนจะแทรกแซงอำนาจประชาชนมากกว่า แต่อะไรที่เป็นข้อตกลงร่วมของ 8 พรรคร่วมรัฐบาล คิดว่าถ้าหากมีการตกลงกันแล้วอาจจะเกิดข้อวิพากษ์วิจารณ์เกิดขึ้นบ้าง แต่ขอให้อยู่ในกระบวนการรัฐสภาที่ประชาชนอย่างรู้สึกว่าเขามีอำนาจในการกำหนดทิศทางอยู่ ก็คงไม่มีปัญหาอะไร

“การที่วัฒนธรรมทางการเมืองบางอย่างในตอนนี้ รวมถึงผลพวงรัฐธรรมนูญ 2560 เป็นการบีบไปโดยปริยาย ทำให้พรรคอันดับ 1 ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ มองว่าเป็นทางออกตามกลไกรัฐสภาที่ 8 พรรคร่วมจะต้องหารือกัน และกำหนดออกมาว่าจะหาทางออกกับเรื่องนี้อย่างไร สิ่งสำคัญคือการให้เหตุผลกับประชาชน
ได้เข้าใจถึงฐานแนวคิดว่าตัดสินใจทำแบบนี้เพราะอะไรมากกว่า แค่คิดว่าถ้าตกลงกันแล้วอย่างไร เราคงมีข้อวิพากษ์วิจารณ์กันบ้าง แต่ก็คงไปคัดค้านอะไรไม่ได้” น.ส.ภัสราวลีกล่าว
เมื่อถามถึงท่าทีของพรรคเพื่อไทยที่อาจเปิดรับพรรคอื่นที่ไม่ใช่ 8 พรรคร่วมรัฐบาล แนวโน้มที่จะบีบพรรคก้าวไกลออกไปด้วย?
น.ส.ภัสราวลีกล่าวว่า คิดว่าสิ่งที่ 8 พรรคร่วมจะต้องยึดคือ MOU การจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ได้ ช้าหรือเร็วอย่างไร ย่อมส่งผลต่อ MOU ที่เซ็นไว้ รวมถึงการแก้ไขปัญหาปากท้องพี่น้องประชาชนด้วย
“สำคัญที่สุดในนั้นคือเรื่องรัฐธรรมนูญที่เป็นกลไกสำคัญที่ทำให้เป็นอุปสรรคและตอนนี้ทำให้เราไม่สามารถรัฐบาลได้ มายด์คิดว่าการที่จะมีเสียงสนับสนุนเพิ่มอย่างไร ถ้าการเพิ่มนั้นเป็นตัวขัดขวางไม่ให้เกิดการได้รัฐธรรมนูญฉบับประชาชน หรือขัดขวางความเป็นธรรมกับพี่น้องประชาชน แก้ไขปากท้อง การกระจายอำนาจ ย่อมส่งผลที่ไม่ดีต่อพี่น้องประชาชนอยู่แล้ว” น.ส.ภัสราวลีกล่าว
เมื่อถามถึงปริมาณผู้ชุมนุมที่บางส่วนมองว่าอาจน้อยกว่าการเคลื่อนไหวในปี 2563?
น.ส.ภัสราวลีกล่าวว่า เราอาจจะตัดสินเร็วไปหน่อย กลไกรัฐสภายังคงมีความหวังอะไรบางอย่าง ให้เรายังหวังต่อว่าในสภายังจัดการได้
“เมื่อไหร่ที่สภาไม่สามารถจัดการได้ ไม่แน่การเคลื่อนไหวอาจจะก่อตัวขึ้นมากกว่าตอนปี 2563 ก็ได้ เพราะตอนนี้คนสนใจการเมืองมากขึ้นกว่าเดิม เสียงที่เป็นโหวตเตอร์หลักของพรรคก้าวไกล 14 ล้านเสียง ค่อนข้างสะท้อนความต้องการของประชาชนต้องการให้ประเทศเป็นไปในทิศทางไหน ถ้าเรื่องหลักที่คิดว่าต้องเปลี่ยนแปลงให้ได้ แต่ยังเปลี่ยนแปลงไม่ได้ แน่นอนว่า ประชาชนจะออกมาส่งสารอะไรบางอย่างอยู่ดี” น.ส.ภัสราวลีกล่าว

น.ส.ภัสราวลีกล่าวอีกว่า ส่วนสำคัญคือสมาชิกรัฐสภาไม่เห็นความสำคัญของประชาชน ใช้ดุลพินิจที่เคยชินในวัฒนธรรมทางการเมือง ที่พรรคการเมืองตัดสินใจหาทางออก เป็นส่วนที่ทำให้เรารู้สึกว่าถูกมองข้าม ถูกยึดอำนาจไป คนในสภาไม่พอใจกันเอง
“ถ้าหากบรรยากาศในสภายังดำเนินตามความต้องการของตัวเอง ไม่ฟังเสียงประชาชน ไม่แน่ว่าจะเป็นชนวนความขัดแย้งเกิดขึ้นที่ประชาชนจะตั้งคำถามกับสมาชิกรัฐสภา และสิ่งสำคัญที่สุดคือท่าทีของ ส.ว. 250 คน ที่มองข้ามหัวประชาชนมาโดยตลอด รวมถึงเป็นกลไกหลักในการขัดขวางไม่ให้ประชาชนจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งได้โดยเร็ว เป็นส่วนที่ยิ่ง ส.ว.มีท่าทีต่อประชาชนมากเท่าไหร่ ส.ว.เองนั่นแหละที่จะเป็นคนปลุกมวลชนขึ้นมา ไม่ใช่ใคร” น.ส.ภัสราวลีกล่าว และว่า
ต้องรอดูสถานการณ์ต่อไปเรื่อยๆ การตื่นตัวของมวลชน ไม่ได้เกิดขึ้กลุ่มก้อนเดียว วันนี้ตนได้รับการทาบทามมาร่วมปราศรัย หมายความว่า จะเกิดการชุมนุมหลายกลุ่มก้อนมากขึ้นไปอีก และทิศทางจะเป็นอย่างไร คงขึ้นอยู่กับว่าฝ่าย ส.ว. หรือ คสช.เดิม จะมีท่าทีอย่างไร น่าจะเป็นแรงกระตุ้นมากกว่า
อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

