เกมการจัดตั้งรัฐบาลเปลี่ยนฉากและตัวละครใหม่ แต่ยังเห็นร่องรอยการขบเหลี่ยมกันอยู่ระหว่างพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทย
หลังจาก พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกฯและหัวหน้าพรรคก้าวไกล ไม่ผ่านด่าน ส.ว. ทั้งการโหวตนายกฯรอบแรกเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม และถูกสกัดไม่ให้เสนอชื่อโหวตรอบ 2 เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม ด้วยมติรัฐสภาที่กังขาของคนทั่วไปว่าข้อบังคับใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ
ต่อมา วันที่ 20 กรกฎาคม แกนนำพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยหารือกันถึงแนวทางที่จะเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล
พรรคเพื่อไทยให้การบ้านกับพรรคก้าวไกลไปว่า หากยังจับมือกันตั้งรัฐบาลภายใต้เอ็มโอยู 8 พรรค 312 เสียง แต่จากผลโหวตในรัฐสภายังไม่ผ่านเพราะมีการอ้างเรื่องมาตรา 112 ทางพรรคก้าวไกลจะแก้โจทย์นี้ยังไง พร้อมขอให้พรรคก้าวไกลส่งคำตอบให้พรรคเพื่อไทยในเวลา 10.00 น.วันที่ 21 กรกฎาคม
แต่เมื่อถึงเวลานัดหมาย 10.00 น. พรรคก้าวไกลแจ้งพรรคเพื่อไทยว่าขอแถลงข่าวก่อน โดย ชัยธวัช ตุลาธน เลขาธิการพรรคก้าวไกล แจกแจงถึงขบวนการต่างๆ ในการสกัดกั้น “พิธา” ไม่ให้เป็นนายกฯ และสกัดพรรคก้าวไกลไม่ให้จัดตั้งรัฐบาล
“พวกเขาไม่ยอมให้พรรคก้าวไกลเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล อย่างไรก็ดี การที่ ‘พิธา’ ไม่สามารถเป็นนายกฯได้ ไม่ได้หมายความว่า ภารกิจในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อพลิกขั้วอำนาจรัฐบาลจะไม่สำเร็จไปด้วย เป้าหมายสูงสุดในฐานะพรรคอันดับ 1 ยังอยู่ นั่นคือการจัดตั้งรัฐบาล หยุดการสืบทอดอำนาจของรัฐบาลเดิมให้สำเร็จ”
“พรรคก้าวไกลจะเปิดโอกาสให้ประเทศ คือให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลตามที่ลงเอ็มโอยู 8 พรรคกันเอาไว้ ดังนั้น ในการประชุมรัฐสภาครั้งต่อไป พรรคก้าวไกลจะเสนอชื่อแคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยเป็นนายกฯคนที่ 30”
พร้อมย้ำจุดยืน “มีเราไม่มีลุง” ส่วนเรื่องมาตรา 112 “ชัยธวัช” เลี่ยงตอบว่า ต้องรอพูดคุยกับพรรคเพื่อไทยอีกครั้ง ในฐานะที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแล้ว
เป็นการส่งคำตอบกับพรรคเพื่อไทยว่าส่งไม้ต่อให้แล้ว แต่ยังผูกเงื่อนไว้ว่ารัฐบาลยังเป็น 8 พรรคเดิม
ฉากต่อมา เวลา 13.30 น. ที่พรรคเพื่อไทย ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย พร้อม ประเสริฐ จันทรรวงทอง เลขาธิการพรรค และ ภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค นั่งโต๊ะแถลงข่าว 3 ข้อ 1.ขอบคุณพรรคก้าวไกลที่ส่งมอบภารกิจจัดตั้งรัฐบาลให้ภายใต้เงื่อนไข 8 พรรคการเมืองเดิม เบื้องต้นจะหารือกับ 8 พรรคเพื่อแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและกำหนดแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาล
2.พรรคเพื่อไทยเห็นว่าภายใต้ข้อตกลงของ 8 พรรค รวมเสียงได้ 312 เสียง ซึ่งเสียงส่วนใหญ่ในรัฐสภาไม่เห็นชอบ เนื่องจากมีเงื่อนไขสำคัญที่เกี่ยวกับมาตรา 112 จึงส่งผลให้ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้
3.พรรคเพื่อไทยจึงมีความจำเป็นต้องหาเสียงสนับสนุนจากสมาชิกรัฐสภาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้เสียงเกินกว่า 375 เสียง เบื้องต้นพรรคเพื่อไทยจะขอเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.และจากพรรคการเมืองอื่นๆ เพื่อจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ในที่สุด
ประเด็นอยู่ที่ข้อ 2 เป็นการบอกกับพรรคก้าวไกลว่ายังไม่ตอบคำถามเรื่องมาตรา 112 ว่าจะยอมลดเพดานอย่างไรบ้าง เพื่อให้มีความหวังจะผ่านเสียง ส.ว.และ ส.ส.ขั้วตรงข้าม
ต่อมาเวลาประมาณ 17.00 น. “ชลน่าน” พร้อมแกนนำทั้ง 8 พรรคออกมาแถลงหลังประชุมร่วมกันว่ามีมติให้ 3 ข้อคือ 1.พรรคก้าวไกลจะเป็นผู้นำเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทยต่อที่ประชุมรัฐสภาวันที่ 27 กรกฎาคม โดยพรรคเพื่อไทยจะหาเสียงจาก ส.ว.สนับสนุนอีก 63 เสียง โดยพรรคเพื่อไทยจะไปคุยกับ ส.ว.ว่าที่จะให้พรรคก้าวไกลลดเพดานเรื่องมาตรา 112 นั้นจะให้ลดอย่างไร แล้วมากลับมาแจ้งกับพรรคก้าวไกล
2.ถ้าหาเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.ไม่เพียงพอ ก็ให้สิทธิพรรคเพื่อไทยไปคุยกับพรรคอื่นเพื่อให้ได้เสียงเพียงพอจากฝ่าย ส.ส.
3.แนวทางอื่นๆ ที่ประชุมให้สิทธิพรรคเพื่อไทยไปพิจารณาดำเนินการ ซึ่งอาจต้องโละเอ็มโอยู 8 พรรคเพื่อล้างไพ่ใหม่
ต้องรอดูว่าพรรคเพื่อไทยจะนัดคุยกับ ส.ว.กลุ่มไหน อย่างไร และเงื่อนไขที่จะให้พรรคก้าวไกลลดเพดานมาตรา 112 อย่างไร และทางพรรคก้าวไกลจะยอมรับได้หรือไม่ แต่ยังมี ส.ว.ส่วนหนึ่งที่ประกาศก่อนหน้านี้แล้วว่าต้องไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลถึงจะโหวตให้
ดังนั้น หนทางคุยขอเสียงจาก ส.ว.ยังไม่การันตีว่าจะได้เสียงเพิ่มเกิน 63 เสียง
แนวทางที่ 2 ที่จะไปหาเสียงจาก ส.ส.พรรคอื่นมาเติมก็ไม่ง่าย เพราะแต่ละพรรคต่างออกมาตั้งแง่แล้วว่าไม่ขอร่วมรัฐบาลที่พรรคก้าวไกลอยู่ด้วย
จึงเป็นไปได้ว่า เกมอาจเดินไปสู่ข้อ 3 ที่ให้สิทธิพรรคเพื่อไทยดำเนินการที่จะมีการล้างไพ่ใหม่
ส่วนชื่อแคนดิเดตนายกฯ ทางพรรคเพื่อไทยจะประชุมกรรมการบริหารพรรควันที่ 26 กรกฎาคม เพื่อเคาะว่าจะเสนอใครให้รัฐสภาโหวตในวันที่ 27 กรกฎาคม
เหลือเวลาอีก 4-5 วันก่อนจะประชุมรัฐสภา พรรคเพื่อไทยต้องเดินหมากในเกมที่การันตีว่าโหวตรอบเดียวต้องเข้าฮอส เพราะหากยังไม่ชัดเจนว่าจะมีเสียงหนุนพอหรือไม่ แคนดิเดตนายกฯที่คาดว่าจะเป็น เศรษฐา ทวีสิน อาจจะวืดซ้ำรอย “พิธา” ได้
วันที่ 27 กรกฎาคม จะลงเอยอย่างไร ประเทศไทยจะหลุดจากหล่มได้นายกฯเพื่อจัดตั้งรัฐบาล หรือต้องจมปลักต่อไปอีก

