‘พท.’ถือธงนำตั้งนายกฯ โจทย์เดิมบนความไม่ชัวร์ ฝ่าเกมบีบดีลเสียงข้ามขั้ว

23.07.23 | 12:00 น.

‘พท.’ถือธงนำตั้งนายกฯ โจทย์เดิมบนความไม่ชัวร์ ฝ่าเกมบีบดีลเสียงข้ามขั้ว

เส้นทางรัฐบาล 8 พรรคร่วม 312 เสียง ที่มีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) พร้อมกับชู “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ก.ก. ในฐานะแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี น่าจะจบแล้วกับการเป็นแกนนำชิงนายกฯ
และการจัดตั้งรัฐบาลในยกแรก

ภายหลังที่ประชุมร่วมรัฐสภามีมติด้วยเสียงข้างมาก 395 เสียง ไม่เห็นด้วย 312 เสียง งดออกเสียง 8 เสียง ไม่ลงคะแนน 1 เสียง ตีความว่าการเสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” สู่การพิจารณาให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ ในครั้งที่สอง เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา เป็นการเสนอญัตติซ้ำ ขัดกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 ไม่อาจสามารถเสนอชื่อซ้ำได้อีกในสมัยประชุมนี้ ชื่อของ “พิธา” จึงไม่สามารถฝ่าด่านเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา ไปลุ้นเสียงโหวตของสมาชิกรัฐสภาครั้งที่สองได้ เท่ากับเป็นการลั่นดาลปิดประตูตำแหน่งนายกฯของ “พิธา” ไม่มีสิทธิลุ้นเก้าอี้ “สร.1” อีกต่อไป แม้มติของที่ประชุมรัฐสภาดังกล่าว นำมาซึ่งการวิพากษ์วิจารณ์กว้างขวาง ถึงการยกข้อบังคับการประชุมรัฐสภาให้ใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทการปกครองประเทศสูงสุด

แต่ทว่าผลจากการลงมติดังกล่าว ทำให้ไม่สามารถโหวตชื่อ “พิธา” ได้อีกต่อไป โดยไม่ต้องใช้เหตุผล ข้ออ้าง ความไม่เหมาะสม เนื่องจากศาลรัฐธรรมนูญมีมติรับคำร้อง กรณีสมาชิกภาพความเป็น ส.ส.จากการถือหุ้นไอทีวีไว้พิจารณาวินิจฉัย และสั่งพักปฏิบัติหน้าที่ ส.ส.จนกว่ามีคำวินิจฉัยเป็นที่สุด

ผลจากการลงมติดังกล่าว ทำให้ชื่อ “พิธา” ต้องพ้นวงโคจรชิงเก้าอี้นายกรัฐมนตรีทันที สถานการณ์ทางการเมืองจึงไหลมาที่ “พรรคเพื่อไทย (พท.)” พันธมิตรร่วมเอ็มโอยู 8 พรรค ได้สิทธิความชอบธรรมรับไม้ต่อ เป็นการนำจัดตั้งรัฐบาลในฐานะพรรคการเมืองได้รับเลือกตั้งอันดับสอง 141 เสียง และขั้วการเมือง 8 พรรค ยังครองเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร ไม่แปรเปลี่ยน แต่แม้ว่า เปลี่ยนมือมาเป็น “เพื่อไทย” นำ และ   “อุ๊งอิ๊ง” แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ยืนยันก่อนหน้านี้ หากถึงคิวพรรค พท.เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จะเสนอชื่อ “เศรษฐา ทวีสิน” ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย เป็นแคนดิเดตนายกฯ เสนอที่ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ทว่า 8 พรรค ยังเผชิญโจทย์ยากเดิม นั่นคือ รวบรวมเสียงได้เพียง 312 เสียงเท่านั้น ขาดอีก 63 เสียงเป็นอย่างน้อย ยังไม่ทะลุถึง 375 เสียง ตามเกณฑ์ชี้ขาดของมาตรา 272 ของรัฐธรรมนูญ ที่ต้องได้เสียงเห็นชอบมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดที่มีอยู่ของสองสภารวมกัน (749 คน)

Advertisement

โจทย์ที่แกนนำจัดตั้งรัฐบาลอย่างพรรค พท.ต้องแก้ หากจะฝ่าด่านรวมเสียง ส.ส.และ ส.ว.ได้ให้ถึงเป้า 375 เสียง เพื่อปิดจ๊อบการเลือกนายกฯในการประชุมร่วมรัฐสภา ครั้งที่สาม วันที่ 27 กรกฎาคมนี้ แม้เปลี่ยนมือมาเป็น “เพื่อไทย” นำ แรงเสียดทานและแรงต้านอาจจะลดลงอย่างมาก แต่ยังก็ไม่มีหลักประกันใดว่า ส.ว.จะเป็นตัวช่วยโหวตให้ความเห็นชอบ รวมทั้ง ส.ส.อีกขั้วจะเติมเต็มเสียงที่พร่องขาดไป ให้ได้ถึงจำนวนเป้าหมาย 375 เสียงได้

ทั้งนี้ เนื่องจาก ส.ว.และ ส.ส.จากพรรคการเมืองอีกขั้วที่ผนึกกันได้ 188 เสียง ทั้งพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ต่างตั้งเงื่อนไขขึงตึง ไม่โหวตเห็นชอบให้กับแคนดิเดตนายกฯของพรรค พท.หากยังมี
“ก้าวไกล” พรรคที่มีแนวคิดการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 เป็นพรรคร่วมรัฐบาลอยู่ด้วย เป็นแรงกดดันที่ส่งผ่านมายังพรรค พท. หากจะดีลเสียงพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบันให้ข้ามขั้วมาโหวตหนุน จะต้องเคลียร์ความสัมพันธ์กับพรรคที่มีแนวคิดแก้ไขมาตรา 112 ให้ได้ก่อน

เมื่อมี “การตั้งป้อม” และ “วางเงื่อนไข” บีบให้หมากในกระดานว่าด้วยการจัดสูตรตั้งรัฐบาลเดินได้ไม่กี่ทางอยู่ในขณะนี้ “เพื่อไทย” และพันธมิตรจึงต้องร่วมกันหาทางออกที่เหมาะสม ฟังขึ้นมีน้ำหนัก ประชาชนยอมรับได้ เนื่องจากคงไปคาดหวังจาก ส.ว.ที่มีที่มาอีกแบบ ไม่ยึดโยงกับประชาชน ได้ลำบาก

แนวทางแรกขณะนี้ “เพื่อไทย” ได้โยนโจทย์กลับไปที่ “ก้าวไกล” หากจะล่มหัวจมท้ายกันต่อไปจะแก้ปัญหาเรื่องนโยบายเกี่ยวกับมาตรา 112 และการตั้งเงื่อนไข ไม่เอา “ก้าวไกล” อย่างไร เพื่อที่ว่าต่อไป เมื่อเสนอชื่อ “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นแคนดิเดตนายกฯให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบจะไม่ถูกตีตกซ้ำรอย “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ซึ่งจะถูกล็อกด้วยข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 ที่จะเสนอรายชื่อแคนดิเดตนายกฯในแต่ละรายชื่อได้เพียงครั้งเดียว ไม่มีโอกาสแก้ตัวในครั้งที่สองเพราะฉะนั้นหากพรรค พท.เดินหน้าเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯ จะต้องมั่นใจว่าสามารถรวบรวมเสียงให้ได้พอ 375 เสียง ก่อนวันที่ 27 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่ประธานรัฐสภานัดประชุมร่วมอีกครั้ง วาระสำคัญ คือ การให้ความเห็นชอบบุคคลผู้ได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกฯ

ฉากทัศน์ทางการเมืองว่าด้วยการโหวตเลือกนายกฯ ภายใต้การนำของพรรค พท. จึงอยู่ที่ “กลยุทธ์”
การเจรจาต่อรองการรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล โดยมี “ก้าวไกล” เป็นเงื่อนไขสำคัญต่อการชี้ขาดเก้าอี้นายกฯคนที่ 30 หากรัฐบาลยังเป็นสูตร 8 พรรค 312 เสียง ถือว่าเป็นสูตรรัฐบาลในฝันของประชาชนผ่านฉันทามติการเลือกตั้ง

หากจบที่สูตรรัฐบาลข้ามขั้ว โดยไม่มี “ก้าวไกล” อยู่ในสมการ อาจต้องแลกมาด้วยต้นทุนและราคาที่ต้องจ่าย สำหรับเหตุผลและคำอธิบายต่อโฉมหน้ารัฐบาลที่เกิดขึ้น

เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่เพิ่มเพื่อน