หน้าแรก การเมือง ขอให้ตั้งรัฐบ...

ขอให้ตั้งรัฐบาล 8 +… พรรคให้สำเร็จ (อย่าหลงแตกแถว) โดย โคทม อารียา

22.07.23 | 14:00 น.

ขอให้ตั้งรัฐบาล 8 +… พรรคให้สำเร็จ (อย่าหลงแตกแถว) โดย โคทม อารียา

เมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ที่ประชุมรัฐสภามีมติ 395 ต่อ 312 ว่า การเสนอชื่อพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ เป็นนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง “กระทำไม่ได้” ในสมัยประชุมนี้ เพราะเป็นการขัดกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 โดยมีสมาชิกงดออกเสียง 8 คน และไม่ลงคะแนน 1 คน

ข้อบังคับของการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 มีข้อความดังนี้ “หากญัตติใดตกไปแล้ว ห้ามนำญัตติซึ่งมีหลักการเช่นเดียวกันขึ้นเสนออีกในสมัยประชุม เว้นแต่ญัตติที่ยังมิได้มีการลงมติหรือญัตติที่ประธานรัฐสภาจะอนุญาต ในเมื่อพิจารณาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป” สังเกตว่าถ้าประธานรัฐสภาเห็นว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป ก็ยังเสนอญัตติเดิมได้อีก อย่างไรก็ดี ประธานฯคงต้องให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบให้ดีว่า เคยมีตัวอย่างคำวินิจฉัยมาก่อนหรือไม่ว่ากรณีใดถือว่า “เหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป” ถ้าพรรคร่วม 8 พรรคเสนอชื่อพิธาคนเดียวอีกครั้ง ก็ยากจะตีความว่าเหตุการณ์ได้เปลี่ยนแปลงไป อนึ่ง ที่ผ่านมาสังเกตว่าถ้าเตรียมตัวไม่ดี ผู้ถูกเสนอชื่ออาจไม่ได้รับความเห็นชอบ ซึ่งจะทำให้ไม่มีโอกาสกลับมาเป็นแคนดิเดตนายกฯใหม่อีกครั้งในสมัยประชุมเดียวกัน ใช่หรือไม่

ในเรื่องนี้ บวรศักดิ์ อุวรรณโณ นักกฎหมายผู้มีชื่อเสียงคนหนึ่ง (ซึ่งเคยเป็นประธานกรรมาธิการร่างรัฐธรรมนูญตามคำขอของ คสช. แต่ร่างเสร็จแล้ว คลช. ไม่เอาด้วย) โพสต์ข้อตวามแสดงความเห็นว่า “เอาข้อบังคับการประชุมมาทำให้บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญเป็นง่อย ทั้ง ๆ ที่รัฐธรรมนูญกำหนดการเลือกนายกรัฐมนตรีไว้เป็นการเฉพาะแล้ว น่าสงสารประเทศไทย ผิดหวัง ส.ส. คนที่ไปร่วมลงมติห้ามเสนอชื่อซ้ำ แม้คุณจะอยู่ฝ่ายค้าน คุณก็ควรรู้ว่าเมื่อไหร่ต้องทิ้งความเป็นฝ่ายค้าน ทำสิ่งที่ถูกต้อง แต่การตีความของรัฐสภาไม่เป็นที่สุด คนที่คิดว่าสิทธิของตนถูกกระทบ ไปยื่นเรื่องต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ว่ามติรัฐสภา ซึ่งเป็นการกระทำทางนิติบัญญัติขัดรัฐธรรมนูญได้ ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญ ถ้าผู้ตรวจการไม่ส่งศาล ผู้นั้นยื่นตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญได้ ผมจะรอดูคำร้องว่าการกระทำของรัฐสภาขัดรัฐธรรมนูญ และจะดูว่าศาลรัฐธรรมนูญว่ายังไง สอนรัฐธรรมนูญมา 30 กว่าปีต้องทบทวนแล้วว่าจะสอนต่อไหม?”

อย่างไรก็ดี การมีมติดังกล่าว หมายความว่าในสมัยประชุมนี้ ไม่ควรเสนอพิธาเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกแล้ว ดังนั้น เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2566 พรรคก้าวไกลจึงประกาศว่าได้มอบ “ธง” ให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล และจะสนับสนุนพรรคเพื่อไทยอย่างเต็มที่ ที่เพิ่งผ่านมาได้มีการยกมาตรา 112 มาเป็นวาทกรรมการเมืองเพื่อเป็นอุปสรรคแก่พรรคก้าวไกล มาคราวนี้ พรรคก้าวไกลควรช่วยพรรคเพื่อไทยให้สามารถรวบรวมเสียงของสมาชิกรัฐสถาให้ได้อย่างน้อย 375 เสียง โดยวางตัวให้อยู่ห่างวาทกรรม 112

Advertisement

อันที่จริง การแก้ไขมาตรา 112 นั้น ไม่ใช่นโยบายของพรรคร่วม 8 พรรค พรรคก้าวไกลก็เคยถอยแล้วในเรื่องนี้ ดังนั้น เพื่อลดอุปสรรคที่อาจมีต่อพรรคเพื่อไทย พรรคก้าวไกลอาจยอมออมชอมว่า จะไม่ผลักดันการแก้ไขมาตรา 112 ให้แก่พรรคที่จะร่วมรัฐบาล และถ้าจะมีใครเสนอแก้ไขก็เป็นเรื่องของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร การถอยอีกครั้งของพรรคก้าวไกล น่าจะเปิดทางการร่วมรัฐบาลเพื่อช่วยกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ นานา ที่ประเทศกำลังเผชิญอยู่

ในเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 นั้น มีหลายฝ่าย รวมทั้งนักวิชาการและพรรคการเมืองที่มีข้อเสนอในเรื่องนี้

องค์กร iLaw ได้รวบรวมจุดยืนมาตรา 112 ของพรรคการเมืองในช่วงการหาเสียง ซึ่งสรุปเป็นแผนภาพดังนี้

คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) ที่ตั้งขึ้นเมื่อปี 2553 ซึ่งมีคณิต ณ นคร เป็นประธาน ได้แสดงความเห็นเกี่ยวกับมาตรา 112 ว่า “มีการระวางโทษในอัตราที่สูง ไม่ได้สัดส่วนกับความผิด จำกัดดุลพินิจของศาลในการกำหนดโทษที่เหมาะสม ไม่มีความชัดเจนในขอบเขตที่เข้าข่ายกฎหมาย และยังเปิดโอกาสให้บุคคลใด ๆ สามารถกล่าวโทษเพื่อดำเนินคดีได้ ทำให้กฎหมายดังกล่าวถูกใช้เป็นเครื่องมือ เพื่อกลั่นแกล้งบุคคลที่อยู่ฝ่ายตรงข้าม เพื่อหวังผลทางการเมือง … แต่การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว จะต้องใช้ความระมัดระวังอย่างสูง ว่าจะไม่ทำให้ความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น”

สังเกตจากแผนภาพของ iLaw ได้ว่า มีพรรค 3 พรรคในพรรคร่วม 8 พรรค ที่ยอมถอยในเรื่องการแก้ไขมาตรา 112 แม้จะมีเหตุผลที่ดีที่จะแก้ไขตามข้อเสนอของ คอป. ก็ตาม ทั้งนี้ คงคล้อยตามข้อความตอนท้ายของข้อเสนอของ คอป. ว่า ต้องไม่ทำให้ความขัดแย้งรุนแรงยิ่งขึ้น แต่ก็มีพรรคสำคัญ 3 พรรคคือ พรรคหลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ และพรรคภูมิใจไทย ที่ไม่ต้องการให้แก้ไขมาตรา 112 (ดูแผนภาพข้างต้น) และดูเหมือนจะทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องใหญ่ในการเลือกนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้

ขอความกรุณา ส.ว. บางคน และพรรคการเมืองบางพรรค อย่ายกเรื่องมาตรา 112 มาเป็นข้ออ้างเพื่อกีดกัน หรือเพื่อบังคับให้พรรคร่วม 8 พรรคสลายตัว และไม่ควรกล่าวโทษว่า พรรคก้าวไกลเป็นตัวถ่วง มิให้สามารถตั้งรัฐบาลได้โดยเร็ว เพราะพรรคร่วม 8 พรรคขอประนีประนอม และมีความกระตือรือร้นที่จะตั้งรัฐบาลอยู่แล้ว ไม่ใช่ตัวถ่วงแน่

พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกรัฐสภาปฏิเสธไม่ให้เป็นายกรัฐมนตรี แม้จะได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนจำนวนมาก และในวันเดียวกัน เขาก็โดนคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญให้หยุดปฏิบัติหน้าที่สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เหตุมาจาก กกต. ที่กล่าวหาว่า เขา “เป็นผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลใด ๆ” แต่ในการรับรู้ของสาธารณชนนั้น iTV ที่พิธาถือหุ้นอยู่ ไม่ได้ประกอบกิจการสื่อมวลชนมาตั้งแต่ปี 2550 แล้ว กล่าวได้ว่าเป็นกรณี “ผีซ้ำด้ำพลอย” ได้ทีเดียว

พรรคร่วม 8 พรรคจะต้องระมัดระวังในอันที่จะเดินไปข้างหน้า เราไม่ทราบชัดว่า ส.ว. เขาเดินเกมอะไร แต่ต้องไม่เสี่ยง เพราะเขากุมอำนาจการเลือกนายกรัฐมนตรี โดยมีเสียงอยู่ 250 เสียงซึ่งมากกว่าพรรคใด ๆ ส.ว. เปรียบเสมือนผู้ที่ คสช. แต่งตั้งให้มาถือกุญแจประตูสู่ทำเนียบ และไม่ทราบชัดว่าทำไม ส.ว. กว่าร้อยละ 90 จึงออกเสียงได้พร้อมเพรียงกันถึงขนาดนี้ และมักพูดเกือบเป็นเสียงเดียวกันด้วย ซึ่งในกรณีนี้คือ ไม่เลือกหัวหน้าพรรคก้าวไกลเป็นนายกรัฐมนตรี เพราะพรรคนี้มีนโยบายขอแก้ไขมาตรา 112 มีคำศัพท์ภาษาอังกฤษอยู่คำหนึ่งคือ groupthink หรือการคิดแบบติดกลุ่ม อาศัยความเหนียวแน่นของกลุ่มเป็นที่ตั้ง จะแลกเปลี่ยนเหตุผลอย่างไร ก็มักตอบด้วยคาถาเดิม เช่น ความจงรักภักดีต่อ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” และด้วยอารมณ์เดิมของการพิทักษ์คุณค่าที่สำคัญ แต่ใช่ว่าจะเป็นเช่นนี้สำหรับทุกคนเสมอไป

การไปขอเสียงสนับสนุนจาก ส.ว. เป็นเรื่องจำเป็น และควรทำอย่างเปิดเผย เป็นระบบ เช่น พรรคเพื่อไทยเชิญ ส.ว. ทุกคนที่เคยโหวตเข้าข้างฝ่ายประชาธิปไตยไม่มากก็น้อย มาประชุมกันโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อขอความเห็นและขอความสนับสนุนให้เดินหน้าตั้งรัฐบาลต่อไป ส.ว. ที่มาประชุมอาจมีข้อเรียกร้อง เช่น ต้องการคำยืนยันเป็นลายลักษณ์อักษรอะไรหรือไม่จากพรรคก้าวไกล ต้องการแก้ไข MOU ของ 8 พรรคในเรื่องใด เพราะอะไร ฯลฯ แต่เรื่องการผลักดันพรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้านจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม หรือเรื่องการเลือกนายกคนนอกนั้น แม้จะคุยกันได้ แต่ไม่ใช่วาระ เพราะปรกติ น่าจะเกินขอบเขตอำนาจของ ส.ว. การประชุมเช่นนี้แม้จะแจ้งให้สื่อมวลชนทราบ แต่ไม่ควรมีสื่อมวลชนอยู่ในห้องระหว่างการประชุม และควรตกลงกันก่อนว่าจะใช้กฎชัทแธมเฮาส์ กล่าวคือ ผู้เข้าร่วมสามารถใช้ข่าวสารที่ได้รับระหว่างประชุม แต่ไม่สามารถเปิดเผยว่าใครเป็นผู้ให้ข่าวสารนั้น ในตอนท้ายของการประชุม น่าจะมีข้อสรุปแบบสุภาพชนว่า มี ส.ว. ที่มาประชุมกี่คน พร้อมที่จะโหวตให้แคนดีเดตจากพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรี และจะมี ส.ว. สัก 2 หรือ 3 ที่จะช่วยเป็นวิปได้หรือไม่

พรรคเพื่อไทยควรนัดหมายกับพรรคการเมืองสามพรรคที่ไม่อยู่ในพรรคร่วม 8 พรรค โดยใช้วิธีการประชุมที่เหมือนกับการประชุมกับ ส.ว. ที่กล่าวไว้ข้างต้น วัตถุประสงค์คือชวนมาร่วมรัฐบาล เพื่อให้รวมคะแนนเสียงในรัฐสภา (ส.ส. + ส.ว.) เกินกว่า 375 เสียง อาจจะต้องมีการประชุมกันหลายหน ตามจังหวะก้าวของแต่ละพรรค และของพรรคร่วม 8 พรรค แน่นอนว่าเงื่อนไขให้พรรคก้าวไกล “เสียสละ” ไปเป็นฝ่ายค้านนั้น ไม่ใช่วาระ แต่การปรับนโยบายร่วม ให้เป็นที่ยอมรับของทุกพรรคที่เข้าร่วมคือวาระสำคัญ ผลการประชุม (หลายครั้ง) คือการจัดทำ MOU ระหว่างพรรคที่จะร่วมก่อตั้งรัฐบาลจำนวน 8 + … พรรค

เมื่อพรรคเพื่อไทยสามารถทำการบ้าน คือรวบรวมเสียงเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภาได้แล้วเท่านั้น จึงจะขอให้ประธานรัฐสภานัดประชุมเลือกนายกรัฐมนตรี กระบวนการควรเปิดเผยต่อสาธารณะ เพื่อให้เห็นว่าพรรคการเมืองย่อมอยากอยู่ฝ่ายประชาธิปไตย และถ้ารวมกันได้ เราจะได้นโยบายที่แม้จะไม่แหลมคมที่สุด แต่อย่างน้อย ต้องตอบสนองความต้องการของประชาชนให้มากที่สุด ทั้งในด้านกายภาพ ด้านจิตใจ และด้านการอยู่ร่วมกันด้วยความเคารพต่อกันในสังคม

แต่ถ้าพรรคร่วม 8 พรรค หลงเดินตามวาทกรรมและตามเกมของ ส.ว. บางคน เช่น คนที่เสนอให้รีบตั้งรัฐบาลโดยไว ทั้งที่พรรคร่วมยังรวบรวมเสียงได้ไม่พอ ก็เดาได้ว่าเขากำลังชวนให้พรรคร่วม 8 พรรคส่งแคนดิเดตนายกไปให้ฆ่า (ในทางการเมือง) ทีละคน พอหมดหน้าตัก ก็อาจต้องทิ้งพรรคก้าวไกลให้ไปเป็นฝ่ายค้าน หรือจำใจรับนายกคนนอก (มาจากไหนเล่า) รัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตยและนโยบาที่ฝันใฝ่ไว้ก็ต้องกัดฟันรอต่อไป มีตัวอย่างจากต่างประเทศตัวอย่างหนึ่งว่า ครั้งหนึ่งประเทศเบลเยี่ยม เลือกตั้งแล้วไม่มีเสียงข้างมากในสภาผู้แทนราษฎร เขาใช้เวลาต่อรองกันร่วมสองปี กว่าจะสำเร็จ กรณีเราคงไม่ถึงอย่างนั้น

วันที่ 27 กรกฎาคม 2566 ถ้ายังไม่แน่ใจ (เพราะมีเวลาไม่พอ) ที่จะได้เสียงข้างมากในรัฐสภา พรรคเพื่อไทยอย่าเสนอแคนดิเดตลงแข่งขันเป็นนายกรัฐมนตรี อธิบายตรงไปตรงมาว่าไม่พร้อม ใครจะวิจารณ์อย่างไรก็ไม่ว่า ภารกิจข้างหน้าสำคัญกว่ามาก ถ้าเสนอแคนดิเดตให้เขาเอาไป “ฆ่า” ทางการเมือง ก็จะเสียต้นทุนการต่อสู้ไปเปล่า ๆ ถ้าถูกถามว่าจะขอเวลาเตรียมตัวให้พร้อมสักเท่าไร ตอบได้เลยว่าไม่รู้ ได้เสียงข้างมากในรัฐสภาเมื่อไรก็เมื่อนั้น แล้วใครรับผิดชอบสำหรับความล่าช้า พรรคร่วมก็ตอบว่ากำลังทำอย่างดีที่สุด แบ่งรับความรับผิดชอบไว้ส่วนหนึ่ง แต่การทำงานอย่างโปร่งใส จะช่วยให้ประชาชนมองได้เองว่า ใครคือผู้รับผิดชอบหลัก ถ้าเกิดความล่าช้า ขอให้พรรคเพื่อไทยนิ่งและอดทนต่อคำวิจารณ์ ส่วนพรรคร่วม 8 พรรคคอยเกื้อหนุน โดยเฉพาะเมื่อพรรคเพื่อไทยขอแรงสนับสนุน และไม่ทำอะไรที่กระทบภารกิจหลักที่มีร่วมกัน หวังว่าเราจะได้รัฐบาลที่ตั้งใจทำงานและเปิดกว้าง ในการทำงานเพื่อส่วนรวม ในไม่ช้านี้

โคทม อารียา