‘พิชาย’ อัดจับมือเล่นละคร ขับก้าวไกล ระวังเจอปฏิกิริยามวลชนโต้กลับ
เมื่อวันที่ 23 กรกฎาคม ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ศูนย์นิติศาสตร์มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดเสวนา วิเคราะห์การโหวตนายกฯรอบที่สาม และการจัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตย
นายพิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) กล่าวว่า การจัดตั้งรัฐบาลครั้งนี้ค่อนข้างชัดเจนพอสมควรว่ามีปมปัญหาเยอะพอสมควร ปัญหาแรก คือเราได้เห็นอิทธิพลของ ส.ว.อยู่เหนือการเมืองในระบอบประชาธิปไตย และหยุดยั้งการพัฒนาประชาธิปไตยของประเทศไทยโดยการใช้อำนาจที่ตัวเองมีในการเลือกนายกฯ สกัดกั้นพรรคการเมืองเสียงข้างมากได้เป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเป็นการใช้อำนาจที่ขาดความชอบธรรมทางการเมือง ถึงแม้ว่าจะมีอำนาจก็ตาม แต่การกระทำของ ส.ว.ดูเหมือนจะไม่สะท้อนการเป็นปวงชนชาวไทย แต่สะท้อนถึงความคิดและจิตสำนึกของกลุ่มอำนาจที่เป็นเครือข่ายของพวกพ้องตัวเองเป็นหลัก และมองข้ามอำนาจของประชาชน
นายพิชายกล่าวต่อว่า ในการจัดตั้งรัฐบาลเราเห็นกระบวนการทำลายหลักนิติธรรมอย่างรุนแรง ซึ่งการมีมติของ ส.ว.และ ส.ส.ให้ข้อบังคับอยู่ในรัฐธรรมนูญถือเป็นการทำลายหลักนิติธรรมและเสาหลักของกฎหมาย สิ่งที่น่าสนใจคือถ้า ส.ว.เป็นเพียงกลุ่มเดียวที่ทำเช่นนั้นก็ไม่ประหลาดใจ เพราะที่มาไม่ได้มีความผูกพันกับประชาชน แต่สิ่งที่ประหลาดใจคือ ส.ส. 188 คน ไปผสมโรงกับ ส.ว.ทำลายแหล่งกำเนิดของตนเองที่มาตามรัฐธรรมนูญ นอกจากนี้ เมื่อพรรคก้าวไกลไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ก็ส่งไม้ต่อไปให้พรรคเพื่อไทย แต่ยังต้องการรักษาเจตจำนงที่ต้องการการเปลี่ยนแปลงอยู่ในการจัดตั้งรัฐบาลที่มาจากประชาชน
นายพิชายกล่าวอีกว่า เหตุการณ์เมื่อวันที่ 22 ก.ค.ที่ผ่านมา สร้างความคลางแคลงใจให้คนจำนวนมากกับการกระทำของพรรคหนึ่งว่าต้องการอะไรกันแน่ หรือพรรคเพื่อไทยจะเป็นส่วนหนึ่งในการบดขยี้เสียงของประชาชน พรรคเพื่อไทยจะเอาเช่นนั้นหรือ
“สิ่งแรกที่พรรคเพื่อไทยควรทำคือการโน้มน้าว ส.ว.ว่าควรจะได้กี่เสียง จากนั้นจึงค่อยมาดำเนินการไปพูดคุยกับพรรคการเมืองพรรคใดพรรคหนึ่งที่ไม่ใช่พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) กับพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อาจจะเป็นพรรคภูมิใจไทย (ภท.) พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) และพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เพื่อดูเสียง จึงค่อยไปดำเนินการกับพรรคการเมืองหลัง
“แต่ครั้งนี้พรรคเพื่อไทยข้ามขั้นตามที่ควรจะเป็น ไม่ใช่พรรคเพื่อไทยมาแสดงละคร เพราะมันทำให้สังคมเข้าใจและคิดไปในทิศทางเดียวกันว่าพรรคเพื่อไทยยืมปากของทุกพรรคการเมืองเหล่านี้พูดเพื่อขับไล่พรรคก้าวไกลออกจากการร่วมรัฐบาล ถึงแม้ว่าจะมีการปฏิเสธว่าเชิญมาเพื่อซักถาม แต่ก็เป็นการพูดที่คงไม่มีใครเชื่อ พูดไปเขาก็จะคิดว่าเป็นการแก้ตัวที่น่ารังเกียจมากกว่า” นายพิชายระบุ
นายพิชายกล่าวด้วยว่า ปรากฏการณ์นี้นำไปสู่ข้อสรุปความพยายามใน 1-2 วันนี้ของพรรคเพื่อไทยที่พยายามจะให้พรรคก้าวไกลออกไปจากการร่วมรัฐบาล เห็นว่าพรรคเพื่อไทยยังมีโอกาสในการแก้ตัวในเวลาที่เหลืออยู่อีก 6 วัน ทั้งนี้ เพียงแค่ชี้แนะ แต่หากไม่ทำก็ต้องรับผลการกระทำด้วยฉากทัศน์ที่เกิดขึ้นหากพรรคเพื่อไทยข้ามขั้ว หลังดูจากปฏิกิริยามวลชน อารมณ์ ความรู้สึกยิ่งมีความขุ่นมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากพรรคเพื่อไทยข้ามขั้วไปจริงๆ จะต้องเผชิญหน้ากับแรงปฏิกิริยาโต้กลับกับประชาชนที่สนับสนุนพรรคเพื่อไทยและคนที่ไม่ได้สนับสนุนพรรคเพื่อไทยคือพรรคก้าวไกล

