เอกชน ย้ำจัดตั้งรบ.ใหม่ ควรเป็นไปตามไทม์ไลน์ เร่งเคาะเสร็จ ส.ค.นี้ ชี้หากเป็นไปได้หวัง ‘เพื่อไทย’ จับมือ ‘ก้าวไกล’ ช่วยกันฟื้นเศรษฐกิจต่อ
นายอิศเรศ รัตนดิลก ณ ภูเก็ต รองประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงกรณีหากการจัดตั้งรัฐบาลยืดเยื้อออกไปนานกว่าไทม์ไลน์ หรือนานถึง 10 เดือน ว่า จากการที่ผลโหวตนายกรัฐมนตรี รอบที่ 2 ยังไม่เสร็จสิ้น มองว่ายังไม่มีผลต่อเรื่องเศรษฐกิจและความเชื่อมั่นการลงทุน เนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองผลการเลือกตั้ง และรายชื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) 500 รายชื่อ เร็วกว่า 60 วัน จึงทำให้กระบวนการจัดตั้งรัฐบาลเร็วขึ้น แม้จะมีการโหวตนายกรัฐมนตรีหลายรอบ แต่ถ้าอยู่ในไทม์ไลน์จัดตั้งรัฐบาลเสร็จภายในเดือนสิงหาคม 2566 นี้ ก็ยังเป็นไปตามที่เอกชนคาดหวังไว้ และควรให้เป็นเช่นนั้น ไม่ควรยืดเยื้อไปกว่านี้
“การที่ผลโหวต และทิศทางการโหวตนายกฯ ไม่เป็นไปตามที่ประชาชนเสียงส่วนใหญ่คาดวังเอาไว้ มีการพูดคุยระหว่างพรรคที่ไม่ลงตัว จะนำไปสู่การชุมนุมขนาดใหญ่ได้ ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาพรวมการท่องเที่ยว ที่เป็นเครื่องยนต์หลักเครื่องยนต์เดียวที่สามารถฟื้นเศรษฐกิจในช่วงปลายปี 2566 ได้ โดยเราคาดหวังว่าจะมีนักท่องเที่ยวเข้ามายังไทยกว่า 30 ล้านคน เนื่องจากภาคการส่งออกยังติดลบ หนี้ครัวเรือนสูงถึงกว่า 90% ของจีดีพี ส่งผลให้ประชาชนไม่มีเงินในการจับจ่ายใช้สอย รวมถึงเอกชนทั้งในประเทศและต่างประเทศ ต่างรอทิศทางนโยบายจากรัฐบาลชุดใหม่ จึงอยากให้การจัดตั้งรัฐบาลสิ้นสุดโดยเร็ว ซึ่งทุกฝ่ายต้องยอมถอยกันคนละครึ่งก้าว” นายอิศเรศ กล่าว
ส่วนกรณีที่พรรคเพื่อไทยขึ้นมาเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล นั้น มองว่าหากยังยังอยู่ใน 8 พรรคร่วมรัฐบาลที่มีการเอ็มโอยูร่วมกัน มองว่ายังมีความเป็นไปได้สูงที่จะสามารถจัดตั้งรัฐบาลได้สำหรับ โดยมีเหตุผล 2 ข้อ คือ 1.ฝ่ายจัดตั้งรัฐบาลมีเสถียรภาพ 312 เสียง จาก 500 เสียง 2.ยังเชื่อในจุดเด่นของพรรคก้าวไกล ที่ต้องการปฏิรูปการปกครอง ในรูปแบบของการปฏิรูปสังคม ปฏิรูปการศึกษา ส่วนในเรื่องของเศรษฐกิจควรปล่อยให้ พรรคเพื่อไทย ที่มีประสบการณ์สูง แต่ในบุคคลที่อยู่ในพรรคเพื่อไทย ผ่านการทำงานในกระทรวงต่างๆ มาแล้วหลายกระทรวง โดยให้บุคคลเหล่านั้น ใช้ประสบการณ์ที่มีสูงในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจ แก้ปัญหาเรื่องปากท้องของประชาชน แก้ปัญหาเรื่องขีดความสามารถทางการแข่งขัน และแกปัญหาเรื่องการส่งออกที่ไทยเผชิญอยู่
หากยังเป็นสมการเดิม เพียงแค่เปลี่ยนแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และนายกรัฐมนตรี จากนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไปเป็นคนที่มีความเหมาะสมของพรรคเพื่อไทย อาทิ นายเศรษฐา ทวีสิน ยังเป็นภาพที่เอกชนยังพอรับได้ และอยากให้พรรคเพื่อไทย จับมือกับพรรคก้าวไกล ในการจัดตั้งรัฐบาลต่อไป แต่ความจริงแล้วภาคเอกชนสามารถทำงานกับพรรคการเมืองได้ทุกพรรค แต่เราก็อยากทำงานกับพรรคที่เคยเป็นฝ่ายค้านและได้ไปเป็นรัฐบาลบ้าง เพื่อให้โอกาส และเพื่อให้เกิดสิ่งใหม่ เนื่องจากนโยบายหลายข้อดีมาก อาทิ เรื่องกระเป๋าตังดิจิทัล หรือนโยบายในการขับเคลื่อนเศราฐกิจต่างๆ รวมถึง 2 เดือนที่ผ่านมา มีการทำงานร่วมมือระหว่างพรรคที่มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลและเอกชนมาโดยตลอด
นายอิศเรศ กล่าวอีกว่า แต่ในกรณีที่มีการสลับขั้วไปเลยนั้น เราคงจะได้เห็นภาพพรรคก้าวไกลเป็นฝ่ายค้านอีกครั้ง แต่จะเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็งที่สุด มองว่าพรรคก้าวไกล มีความพร้อมที่จะเป็นฝ่ายค้านสูง แต่พรรคที่จะได้จัดตั้งรัฐบาล หรือรัฐบาลผสม ที่ตอนนี้ยังไม่ชัดเจนว่าจะมีการจัดขั้วระหว่างพรรคใดกับพรรคใด การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ หรือการแบ่งกระทรวงจะเหมือนกับปัจจุบันนี้ ที่เราพอได้เห็นรายชื่อกันหรือไม่ ความหมายคือ ที่ 8 พรรคร่วมรัฐบาลมีการแบ่งกระทรวงกันชัดเจนเลยว่า พรรคเพื่อไทย ดูกระทรวงเศรษฐกิจ และพรรคก้าวไกล ดูในเรื่องสังคม การแบ่งเช่นนี้ถือเป็นจุดแข็ง
“จากที่กล่าวไปข้างต้นไม่ได้หมายความว่าพรรคที่จะเข้ามาจับมือกับพรรคเพื่อไทยไม่เก่ง เพียงแต่ 4 ปีที่ผ่านมา พรรคเหล่านั้นเคยทำงานมาแล้ว คุณภาพของคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่จะเข้ามาทำงานก็จะเป็นคนเดิมๆ ไม่ได้มีโอกาสสร้างความหวัง หรือมีโอกาสทำอะไรให้ดีขึ้น ผมคิดว่าในการเป็นประชาธิปไตย คนที่เป็นฝ่ายค้านเดิมเข้ามาบริหาร พรรคที่เคยเป็นรัฐบาลก็ไปเป็นฝ่ายค้านจับตามองใช้ประสบการณ์ที่เคยมี เพื่อทะลายกำแพงที่คนเดิม บริหารกระทรวงเดิม หากเป็นเช่นนั้นปัญหาที่มีก็จะมักหมมเหมือนเดิมไม่มีอะไรเปลี่ยน ซึ่งเรื่องนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดอย่างยิ่ง” นายอิศเรศ กล่าว

