‘เพื่อไทย’ นำตั้ง รบ. เส้นทางทุลักทุเล ‘สลับค่าย-ย้ายขั้ว’
หมายเหตุ – นักวิชาการประเมินทิศทางของพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ที่ต้องเดินหน้ารวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองต่างขั้ว เพื่อสนับสนุนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค
โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
พรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาลเพื่อให้เสียหายน้อยที่สุด และไม่เกิดความขัดแย้งกับ 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เห็นว่าต้องคุยกันใน 8 พรรคร่วม โดยเฉพาะพรรคก้าวไกลเกี่ยวกับท่าที ม.112 ในการลดระดับลง และทำให้เรื่องนี้ชะลอออกไประยะหนึ่ง หรือจัดลำดับความสำคัญให้ ม.112 อยู่ท้ายๆ พร้อมทั้งทำความเข้าใจกับสังคม โดยเอาวาระสำคัญอื่นๆ มาแทนที่ก่อน นอกจากนั้น ต้องคุยกับ ส.ว. ซึ่งอาจจะได้รับความไว้วางใจจาก ส.ว.ขึ้นมาบ้าง มองดูแล้วแนวทางนี้ จะเกิดความเสียหายน้อยที่สุด
อย่างไรก็ตาม หากมองพรรคเพื่อไทยขณะนี้ ท่าทีไม่ได้เป็นไปตามนั้น แต่พยายามไปเปิดพื้นที่กับพรรคการเมืองต่างขั้วที่ล้วนยืนยันจะไม่ร่วมกับพรรคก้าวไกล ทำให้พรรคเพื่อไทยต้องแบกรับในจุดนี้หนักเหมือนกัน ในการพาพรรคก้าวไกลไปด้วย
การที่หลายคนมองว่า พรรคเพื่อไทยพยายามทิ้งพรรคก้าวไกลเพื่อให้เกิดความชอบธรรม แต่ส่วนตัวมองว่าอยู่ที่การเจรจา สังเกตได้จากการที่พรรคเพื่อไทยได้มีการพูดคุยกับพรรคการเมืองอื่นที่ไม่ได้อยู่ใน 8 พรรคร่วม จะต้องนำไปปรึกษาหารือกับพรรคก้าวไกลว่าทำได้หรือไม่ในสิ่งที่พรรคการเมืองอื่นๆ เรียกร้องมา เพราะทุกพรรคการเมืองยินดีทำงานร่วมกับพรรคเพื่อไทย แต่จะต้องไม่มีพรรคก้าวไกล ซึ่งในเรื่องนี้จะเป็นไปได้หรือไม่ที่พรรคก้าวไกลจะร่วมปิดสวิตช์ ส.ว.ด้วยกัน แล้วออกไปเป็นฝ่ายค้าน แต่เรื่องนโยบายต่างๆ ของพรรคก้าวไกลและนำมาเสนอให้รัฐบาลสานต่อ อาทิ การร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ การผลักดันเรื่องการกระจายอำนาจ นำนโยบายสำคัญของพรรคก้าวไกลมาปฏิบัติ เพื่อต่อรองให้พรรคก้าวไกลไปเป็นฝ่ายค้าน หากทำแบบนี้ได้ก็จะเป็นทางออกที่ดีอีกทางหนึ่ง
หากพรรคเพื่อไทยยังอยู่กับพรรคก้าวไกลเชื่อว่า แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี 3 คน ของพรรคเพื่อไทย อาจไม่ผ่านแม้แต่คนเดียว ถ้าเลือกนายกรัฐมนตรีไม่ได้ โอกาสการโหวตนายกรัฐมนตรีอาจจะไหลไปถึง พล.อ. ประวิตร วงษ์สุวรรณ พรรคพลังประชารัฐเลยทีเดียว
จากการที่พรรคเพื่อไทยมีความโน้มเอียงไปทางขั้วตรงข้ามกับ 8 พรรคร่วม ทำให้พรรคเพื่อไทยมีโอกาสฉีกสัญญาเอ็มโอยูสูง และหากมีการฉีกสัญญาโดยไม่มีการพูดคุยกัน รวมทั้งพรรคก้าวไกลไม่ดีดตัวออกจากพรรคเพื่อไทย จะทำให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง ท้ายที่สุดแล้วการเสนอแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยก็จะโหวตไม่ผ่าน และพรรคภูมิใจไทยก็ไม่ผ่านการโหวตนายกรัฐมนตรีด้วยเหมือนกัน แต่จะไปผ่านที่ พล.อ.ประวิตร ซึ่งจะไปลงตัวกับดีลลับที่มีกระแสข่าวออกมาก่อนหน้านี้
หาก พล.อ.ประวิตรจะดึงพรรคเพื่อไทยเข้ามาร่วมรัฐบาล ก็จะทำให้พรรคเพื่อไทยสามารถอ้างความชอบธรรมได้แล้ว เพราะไม่มีแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี และที่ผ่านมาพรรคเพื่อไทยได้พยายามทำเต็มที่แล้ว ในการเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล รวมทั้งชักชวนพรรคการเมืองต่างๆ มาร่วมจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งทุกพรรคให้ความร่วมมือ แต่กลับกลายเป็นว่าพรรคก้าวไกลต่างหากที่ทำให้แคนดิเดตของพรรคเพื่อไทยไม่ได้รับการโหวตการเป็นนายกรัฐมนตรี ส่งผลให้พรรคเพื่อไทยสามารถอ้างความชอบธรรมในการสนับสนุนการจัดตั้งรัฐบาลอีกฟากฝั่งหนึ่ง เพราะไม่มีทางเลือก
การที่พรรคการเมืองอื่นๆ ยกข้ออ้างไม่เอาพรรคก้าวไกล จะเกิดเดดล็อกในสภาหรือไม่นั้น มองว่าพรรคการเมืองอื่นๆ อ้างแบบนี้เพื่อให้พรรคก้าวไกลผูกกับพรรคเพื่อไทย เพื่อไม่ให้ ส.ว.โหวตให้ รวมทั้ง 188 เสียงพรรคขั้วตรงข้ามก็ไม่ยกมือโหวตให้อีก แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยก็จะไปไม่ได้ เรื่องนี้เชื่อว่าพรรคก้าวไกลก็รู้
อย่างไรก็ตาม หากพรรคก้าวไกลถอยไปเป็นฝ่ายค้าน และยื่นเงื่อนไขตามที่กล่าวมาข้างต้น พรรคเพื่อไทยอาจได้รับการโหวตเป็นนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าไม่ถอย โอกาส พล.อ.ประวิตรจะมานั่งตำแหน่งนายกรัฐมนตรีสูงตามไปด้วย เชื่อว่าพรรคก้าวไกลต้องการแยกมิตรและศัตรูให้เกิดความชัดเจน และการที่พรรคก้าวไกลยืนยันว่าไม่ถอย เชื่อได้เลยว่า พล.อ.ประวิตรมาแน่นอน คือไปจบที่พรรคพลังประชารัฐ
ถ้าพรรคก้าวไกลถอยไปเป็นฝ่ายค้าน การทำงานก็สามารถทำได้อย่างเต็มที่ในการตรวจสอบการทำงานของรัฐบาล ประกอบกับประชาชนยังมีความรักและศรัทธา และเมื่อยิ่งทำการตรวจสอบอย่างเข้มข้น ประชาชนก็จะได้ผลประโยชน์ การรักษาคะแนนนิยมให้เป็นแบบนี้ โอกาสจะกลับมาเป็นรัฐบาลในครั้งหน้าก็สูงขึ้นอีกด้วย
ส่วน 8 พรรคร่วมจะมาร่วมกับรัฐบาลใหม่หรือไม่นั้น มองว่าอาจจะมาร่วมหลายพรรคการเมือง ยกเว้นที่จะไม่เอาแล้วคือ พรรคไทยสร้างไทย พรรคก้าวไกล พรรคประชาธิปัตย์ และพรรคเป็นธรรม มองดูแล้วทั้งพรรคก้าวไกลและพรรคประชาธิปัตย์ทำงานฝ่ายค้านดีอยู่แล้ว ส่งผลให้รัฐบาลต้องทำงานเต็มที่ จะส่งผลดีกับประชาชน
สำหรับการลงโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 27 กรกฎาคม เชื่อว่าจากการที่มีการพูดคุยกันก่อนจะมีการโหวต ถ้าพรรคก้าวไกลยืนยันว่ายังจะอยู่เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ฟันธงอีกครั้งว่าแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยไม่ผ่านทั้ง 3 คน
วีระ หวังสัจจะโชค
อาจารย์ประจำภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์
คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร

การจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งต้องไปหาเสียงสนับสนุนเพิ่มเติม แต่พื้นฐานจะทำให้พรรคเพื่อไทยสามารถจัดตั้งรัฐบาลและได้รับการยอมรับจากประชาชน คือต้องยึดฉันทามติมาจากการเลือกตั้งไว้ก่อน หมายความว่าเอ็มโอยู 8 พรรค ต้องเป็นฐานไว้ก่อน การจะไปหาพรรคการเมืองอื่นมาเพิ่มเติมต้องเป็นลักษณะการบวกเพิ่ม โดยไม่ผลักใครออกไป จึงจะทำให้การจัดตั้งรัฐบาลได้อย่างค่อนข้างได้รับการยอมรับ
หากการจัดตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยต้องไปหาเสียงเพิ่มเติม โดยทิ้งฉันทามติของประชาชน ทิ้งพรรคอันดับ 1 อย่างพรรคก้าวไกล รวมถึงพรรคที่ร่วมตกลงกันมาเกือบ 2 เดือน อาจถูกสะท้อนว่าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ยืนอยู่ในฝั่งประชาธิปไตยแบบเดิมอีกแล้ว ดังนั้นเมื่อใดที่มีการผลักพรรคใดพรรคหนึ่งออก พรรคเพื่อไทยจะเกิดปัญหาทันที และไม่ใช่แค่ถูกวิพากษ์วิจารณ์ในโลกโซเชียล หรือในสื่อมวลชนเท่านั้น อาจส่งผลไปถึงปัญหาความชอบธรรมของรัฐบาลด้วย สุดท้ายก็จะจบแบบรัฐบาลในอดีตที่ต่างแบ่งเค้กกันดูแลในแต่ละกระทรวง ทำให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงจากรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มาสู่รัฐบาลของพรรคเพื่อไทย ก็ไม่ต่างจากเดิมมากนัก ตรงนี้จะทำให้พรรคเพื่อไทยเสียหายอย่างหนัก
ทางเลือกตอนนี้ขั้นแรก คือ 8 พรรคร่วมบวกกับพรรคภูมิใจไทยกับพรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคเพื่อไทยต้องไปต่อรองกับพรรคก้าวไกล ให้ถอย ม.112 นี่คือขั้นที่ 1 ส่วนขั้นที่ 2 ไปขอเสียง ส.ว.หากไม่ต้องการพรรคภูมิใจไทยมาร่วม นี่คือจุดที่พอจะยอมรับได้มีเพียงเท่านี้ ถ้ามากกว่านี้ต้องไปจับมือกับพรรคพลังประชารัฐ หรือพรรครวมไทยสร้างชาติ
สำหรับพรรคก้าวไกลสามารถทำได้ 3 อย่าง แต่ละอย่างจะนำไปสู่ผลลัพธ์ไม่เหมือนกัน อย่างแรก พรรคก้าวไกลไม่ถอยและยึดหลักการเดิม ยิ่งสร้างความลำบากใจให้กับพรรคเพื่อไทย
นำไปสู่ทางเลือกข้อที่ 2 ก็คือการถอยอย่างมีชั้นเชิง คืออาจจะมีการทำเอ็มโอยูเพิ่มเติมว่า พรรคก้าวไกลจะไม่ยื่นร่างแก้ประมวลกฎหมายอาญามาตรา 112 ใน 4 ปีนี้ แต่เปลี่ยนมาเป็นตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาผลกระทบก่อน ถือว่าเป็นการถอยอย่างพอมีกระบวนท่า อย่างน้อยที่สุด ส.ว.อาจจะไม่ฟัง แต่พรรคที่จะฟังก็คือพรรคภูมิใจไทยกับพรรคชาติไทยพัฒนา หากไปคุยกันข้างหลัง พรรคก้าวไกลมีการเจรจาเรื่องตำแหน่งของ 2 พรรคนี้ ก็จะสามารถคุยกันได้ในระดับหนึ่ง
และขั้นสุดท้ายคือ พรรคก้าวไกลลองถอยแบบขอทิ้งนโยบาย ม.112ไปเลย แล้วไปทำนโยบายเศรษฐกิจปากท้องแทน ทำนโยบายรัฐสวัสดิการ อย่างไรก็ตาม หากพรรคก้าวไกลถอยจนได้เป็นรัฐบาล ก็ไม่สามารถทำนโยบายของตัวเองมาปฏิบัติทั้งหมดได้ เพราะแกนนำตั้งรัฐบาลคือพรรคเพื่อไทย ที่ต้องเอากระทรวงสำคัญๆ ไว้
ถ้าเผื่อสถานการณ์ในอนาคต พรรคก้าวไกลต้องเป็นฝ่ายค้านจริงๆ ก็ถือเป็นฝ่ายค้านที่เพอร์เฟกต์ เพราะพรรคก้าวไกล โชว์ผลงานให้เห็นแล้วว่าเป็นฝ่ายค้านที่มีคุณภาพในช่วง 4 ปีที่ผ่านมา เห็นการตรวจสอบโครงการใหญ่ๆ เต็มไปหมดเลย อาทิ ตั๋วช้าง ซึ่งพรรคก้าวไกลทำได้ดีมีข้อมูล ซึ่งพรรคก้าวไกลอาจพลาดถ้าไปเป็นฝ่ายบริหาร แต่ตอนนี้ถ้าเป็นฝ่ายค้านคิดว่าอาจทำผลงานได้ดีเหมือนเดิม ขณะที่พรรคประชาธิปัตย์ที่คาดว่าจะไปเป็นฝ่ายค้านก็ขึ้นชื่อเรื่องการทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่ได้ดีเช่นกัน ในหลายๆ เรื่องพรรคประชาธิปัตย์มีบทบาทโดดเด่นในฐานะเป็นฝ่ายค้าน
ถ้าพรรคประชาธิปัตย์สามารถจับมือกับพรรคก้าวไกลทำหน้าที่ฝ่ายค้านที่ดี จะทำให้ประชาธิปไตยเดินได้ อย่างน้อยที่สุดมีฝ่ายตรวจสอบที่มีประสิทธิภาพ ฝ่ายบริหารจะทำอะไรตามใจแบบที่ตัวเองหวังมากไม่ได้ จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากพรรคก้าวไกลและพรรคประชาธิปัตย์

