เดินหน้าชน : อย่ายืดเยื้อ
ยังคงต้องลุ้นกันเหนื่อยกับการจัดตั้งรัฐบาลชุดใหม่ ที่จะต้องฝ่าด่านแรกในการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีรอบที่ 3 ในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ แม้จะเป็นการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรคเพื่อไทย ที่รับไม้ต่อเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลมาจากพรรคก้าวไกล หลังนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกลและแคนดิเดต นายกรัฐมนตรี ไม่ได้ไปต่อ
แต่ก็ยังการันตีไม่ได้ว่าการโหวตนายกฯ 27 ก.ค. จะสำเร็จอย่างที่แกนนำเพื่อไทยต้องการหรือไม่
แม้ 8 พรรคที่เอ็มโอยูจัดตั้งรัฐบาลที่หารือกันวันที่ 21 ก.ค.ที่ผ่านมามีมติออกมา 3 แนวทาง เพื่อให้การโหวตนายกฯสำเร็จ
ทั้งการระดมขอเสียงจาก ส.ว.ให้ได้ครบ 63 เสียง เพื่อให้เสียงสนับสนุนครบ 375 เสียง
หากเสียงของ ส.ว.ที่หาเพิ่มได้ยังไม่พอ ให้สิทธิพรรคเพื่อไทยในการเดินหน้าพูดคุยกับพรรคการเมือง อื่นๆ เพื่อเพิ่มเสียง
และแนวทางอื่นๆ นอกจากนี้ให้สิทธิเพื่อไทยพิจารณาดำเนินการ
3 แนวทางนี้ถูกจับตาว่าเป็นช่องทางในการเพิ่มขั้ว หรือผลักดันให้บางพรรคการเมืองไปเป็นฝ่ายค้านหรือไม่
เพราะลำพังการขอเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.นั้นถือเป็นโจทย์ยากอยู่แล้ว แม้เพื่อไทยจะเป็นแกนนำตั้งรัฐบาล ท่าทีของ ส.ว.ส่วนใหญ่ยังตั้งป้อมไม่โหวตหนุนหากยังมีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาล
ส่วนการขอเสียงสนับสนุนจากพรรคการเมืองอื่นที่อยู่ขั้วอำนาจเก่าแน่นอนไม่ใช่เรื่องยาก หากแลกกับเงื่อนไขการเข้าร่วมรัฐบาล
จากถ้อยแถลงของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ค่อนข้างชัดเจนว่า หาก “แนวทางที่ 1-2 ไม่สำเร็จ จะเป็นแนวทางเลือกที่ 3 คือ ทางเลือกอื่นๆ อาจไม่มีพรรคใดพรรคหนึ่งอยู่ในสมการนี้”
ก่อนการโหวตนายกฯสัปดาห์หน้ายังต้องเกาะติดการเจรจาพูดคุยกับพรรคการเมืองขั้วเดิม หากเพื่อไทยจะเติมเสียงให้ครบ 375 ปิดสวิตช์ ส.ว. จะมีพรรคใดเข้าร่วมบ้าง ที่ชัดเจนและหารือแล้วมีพรรคภูมิใจไทย รวมไทยสร้างชาติ และชาติพัฒนากล้า
สุดท้ายเพื่อไทยจะตัดสินใจเดินหน้าอย่างไร และก้าวไกลจะไปต่ออย่างไรหากดึงขั้วอำนาจเดิมเข้ามา
ถือเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่ของเพื่อไทย หากท้ายที่สุดแล้วขั้วรัฐบาลใหม่ไม่มีพรรคก้าวไกล แต่มีขั้วอำนาจเดิมเข้ามา
สิ่งสำคัญจะอธิบายอย่างไรกับกลุ่มคนที่สนับสนุนเพื่อไทย ที่มีความคาดหวังให้จัดตั้งรัฐบาลประชาธิปไตยจริงๆ
แน่นอนว่าย่อมจะมีผลอย่างมากต่อการเลือกตั้งครั้งหน้า
การข้ามขั้วโดยไม่มีพรรคก้าวไกลน่ากังวลว่าจะนำไปสู่การออกมาชุมนุมประท้วงที่ขยายใหญ่ และรุนแรงกว่าเดิมหรือไม่
ฐนิวรรณ กุลมงคล นายกสมาคมภัตตาคารไทย มองว่า “การจัดตั้งรัฐบาลยังมีความกังวล โดยเฉพาะเรื่องการชุมนุมทางการเมือง หากมีการพลิกขั้วจัดตั้งรัฐบาล หรือดีลลับทั้งหมดเกิดขึ้นจริง จะมีคนลงถนน มีผู้ออกมาชุมนุม และถ้าการชุมนุมยืดเยื้อก็จะมีผลกระทบต่อธุรกิจแน่นอน
“การโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีในรอบถัดไป ในมุมมองของคนทำธุรกิจนั้นก็อยากเห็นบ้านเมืองสงบ อยากเห็นการเมืองที่สู้กันในสภา สู้ในระบอบประชาธิปไตย อย่าให้ประชาชนต้องมาลงถนนเลย’
จนถึงตอนนี้ยังคาดเดาได้ยากว่าบทสรุปทางการเมืองจะจบที่สมการไหน
แต่หากยังตกลงกันไม่ได้ มีความยืดเยื้อในการตั้งรัฐบาล ย่อมส่งผลต่อความเชื่อมั่นการลงทุน กระทบเศรษฐกิจ ประเทศเดินหน้าไม่ได้ แล้วใครจะรับผิดชอบ

