พรรคเพื่อไทยโดนโจมตีอย่างหนัก จากบทบาทพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล แทนพรรคก้าวไกล เหตุที่ถูกโจมตี เพราะไปเชิญพรรคการเมือง ที่แกนนำมีบทบาทในการรัฐประหาร 2557 หรือเป็นพรรคที่เคยร่วมงานกับผู้นำการเมืองที่มาจากคณะรัฐประหาร มาหารือแนวทางแก้ปัญหาชาติ ซึ่งเป็นที่เข้าใจว่า หมายถึงการหารือ เพื่อร่วมกันเป็นรัฐบาล โดยพรรคเหล่านี้ระบุว่า หากมีพรรคก้าวไกลในรัฐบาล จะไม่สามารถร่วมงานกันได้ ซึ่งเท่ากับบีบให้พรรคเพื่อไทยตัดพรรคก้าวไกลออกจากรัฐบาลผสม ทำให้อุณหภูมิการเมือง 2-3 วันที่ผ่านมาร้อนระอุ บรรดาผู้สนับสนุนพรรคก้าวไกล และพรรคเพื่อไทยบางส่วน ไม่เห็นด้วยและรับไม่ได้ และเรียกร้องให้พรรคเพื่อไทย รักษาพรรคทั้ง 8 พรรคเอาไว้ในสูตรรัฐบาล แล้วแสวงหาหนทางอื่นๆ เพื่อให้ได้เสียงสนับสนุนเพียงพอเป็นรัฐบาล นั่นคือ 375 เสียง จาก ส.ส. และ ส.ว.
พรรคเพื่อไทยเผชิญอุปสรรคในการเดินหน้าตั้งรัฐบาล เพราะพรรคการเมืองในสภาผู้แทนฯ ยื่นคำขาดให้เปลี่ยนสูตรรัฐบาล ไม่เอาพรรคก้าวไกลไปแล้ว ขณะที่ ส.ว.เอง ก็รุกคืบต่อไป ด้วยการประกาศว่า หากมีพรรคก้าวไกลในรัฐบาลผสมที่พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ส.ว.จะไม่โหวตสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯ จากพรรคเพื่อไทย ทางออกของพรรคเพื่อไทย มี 2-3 ประการ อาทิ ปฏิบัติตามเงื่อนไขจาก ส.ว. และ ส.ส.จากรัฐบาลเดิม ซึ่งจะเกิดปัญหาส่งผลต่อพรรคเพื่อไทยในทันที และสะสมถึงการเลือกตั้ง สอง เจรจากับพรรคก้าวไกลให้ผ่อนคลายนโยบาย สาม ยืนยันจุดยืนเดิมของพรรค ซึ่งจะตามมาด้วยปัญหาแคนดิเดตนายกฯ ของพรรค ไม่ผ่านด่าน 375 เสียงคล้ายกับการโหวตเมื่อ 13 ก.ค.
ล่าสุดได้มีการยื่นเรื่องถึงผู้ตรวจการรัฐสภา ให้ส่งศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อวินิจฉัยว่า การลงมติของรัฐสภาที่ระบุว่า การเสนอชื่อบุคคลเพื่อลงมติเป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำอีกครั้ง เป็นการเสนอญัตติซ้ำที่กระทำมิได้ ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ 41 หรือไม่ และเป็นการนำข้อบังคับการประชุมไปทำให้กระบวนการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีไม่เป็นไปตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 159 ประกอบมาตรา 272 หรือไม่ โดยผู้ตรวจการขอให้ศาลสั่งเลื่อนการลงมตินายกรัฐมนตรี ในวันที่ 27 ก.ค.ออกไปก่อน น่าสนใจว่า การหาตัวนายกฯ และตั้งรัฐบาล จะดำเนินไปอย่างไรต่อไป ภายใต้กฎกติกาที่ดีไซน์เพื่อคนบางกลุ่ม

