ผ่าทางตันรบ.เพื่อไทย พลิกขั้ว-ย้ายข้าง?

25.07.23 | 10:27 น.

หมายเหตุข้อเสนอนักวิชาการถึงทางออกในการจัดตั้งรัฐบาล หลังพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เดินหน้าขอเสียงพรรคการเมืองต่างขั้วสนับสนุนโหวตแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค และผลักดันให้จัดตั้งรัฐบาลให้ได้สำเร็จ ขณะที่พรรคการเมืองต่างขั้วตั้งเงื่อนไขพร้อมสนับสนุนหากไม่มีพรรคก้าวไกลร่วมรัฐบาลด้วย

ดุลยภาค ปรีชารัชช
อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

คิดว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีความยากลำบาก เพราะต้องผ่านเสียงจาก ส.ว.ด้วยส่วนหนึ่ง และนโยบายรณรงค์หาเสียงของพรรคการเมืองหลายพรรค มันสร้างเงื่อนไขไว้ทำให้ไม่เกิดความยืดหยุ่นในการฟอร์มทีมจัดตั้งรัฐบาลผสม อย่างบางพรรคมีเงื่อนไขว่า เอา-ไม่เอา 112 เอาลุง-ไม่เอาลุง หรือเพื่อไทยที่โดนเพ่งเล็งจับจ้องว่าจะไปดีลข้ามขั้วกับรัฐบาลเดิม แล้วจะทำให้พันธมิตร 8 พรรคระส่ำระสาย มีข้อจำกัด ทั้งในเรื่องของเสียง ส.ว. ในเรื่องของการปรับโยกพันธมิตรทางการเมือง และเงื่อนไขของพรรคการเมืองต่างๆ ที่ประกาศไว้ในช่วงหาเสียง

ทางแก้มีหลายสูตร สูตรแรกคือเพื่อไทยยืนกรานอยู่กับ 8 พรรคเหมือนเดิม แต่มีความเสี่ยงว่าการโหวตไม่น่าจะผ่าน เพราะขั้วรัฐบาลเดิมไม่เอาหากมีก้าวไกลร่วม ส.ว.ก็ไม่เอา ถ้าเพื่อไทยจะสลัดก้าวไกลและนำบางพรรคใน 8 พรรคคงเอาไว้ พร้อมทั้งเอาบางพรรคของขั้วอำนาจเดิมเติมเข้ามา เพื่อไทยต้องรับมือให้ได้ ต้องสร้างชุดคำอธิบายว่าถ้าใช้สูตรนี้มีข้อดีอย่างไร เพราะจะถูกมองว่าเป็นการทิ้งก้าวไกล และมวลชนที่หนุนส่งก้าวไกลตอนนี้ค่อนข้างจะกระฉับกระเฉง ออกมาส่งสัญญาณเตือนในหลายจุด จะผ่าตรงนี้อย่างไร

27 กรกฎาคมนี้ โหวตได้หรือไม่ได้ ถ้าต้องเลื่อนออกไปจะใช้สูตรไหน อยู่ที่กลยุทธ์การควบคุมประเด็นของประธานสภาด้วยว่าจะเอาเป็นวันไหน จะหาทางออกกันอย่างไร คือถ้ามันโหวตกันไปเรื่อยๆ ไม่ได้ จะต้องเป็นสูตรนายกฯ คนนอก ไม่รู้ว่าจะไปถึงจุดนั้นอย่างไร ต้องดูวิกฤตการณ์ทางการเมือง ทั้งในสภาและนอกสภา

Advertisement

ทุกอย่างเป็นไปได้หมด ตอนนี้ไพ่และโอกาสอยู่ในมือเพื่อไทย แต่เพื่อไทยคิดว่าอาจเป็นโอกาสเดียว ถ้าหลุดไปก็ต้องเป็นพรรคลำดับถัดไป ฉะนั้น เพื่อไทยต้องระดมทรัพยากรและพยายามล็อบบี้เสียงให้มากที่สุด เพื่อไม่ให้เกิดการพลาด เพราะถ้าพลาด แมตช์หน้าเพื่อไทยจบ ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ทุกอย่างมันเป็นไปได้ หากมันหลุดครั้งนี้ไปจะเป็นคิวของภูมิใจไทยหรือพลังประชารัฐ แต่ว่าพรรคเหล่านี้ตั้งด้วยตนเองไม่ได้ โดยดึงแค่เสียงรัฐบาลเดิม 188 เสียง ต้องเอาเพื่อไทยมาเติม อย่างไรก็ตัดเพื่อไทยไม่ขาด เพราะว่าพรรคขั้วรัฐบาลเดิมประกาศชัดเจนแล้วว่าทำงานกับเพื่อไทยได้ แต่ทำกับก้าวไกลไม่ได้ ไม่ร่วมกับพรรค 112 การโหวตที่จะถึงเป็นจุดชี้เป็นชี้ตายอยู่เหมือนกันสำหรับพรรคเพื่อไทย ในฐานะคุมตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หรือเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ถ้าหลุดตรงนี้ เพื่อไทยยังมีโอกาสได้เป็นพรรคร่วมรัฐบาลต่อ จะไปอยู่ในมือของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หรือนายอนุทิน ชาญวีรกูล แต่ก็ยากในการคุมโควต้าคณะรัฐมนตรีที่สำคัญ หรือคุมตำแหน่งนายกฯ

เป็นธรรมชาติของการฟอร์มรัฐบาลผสมภายใต้ระบอบการเมืองลูกผสม มีระบอบการเมืองลูกผสม มีการเลือกตั้ง มีสถาบันการเมืองแบบประชาธิปไตย มีรัฐสภา ไม่เหมือนคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ผ่านมา แต่มรดกจาก คสช. คือเรื่องของ ส.ว. และเรื่องของเนื้อหาสาระบางส่วนในรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ทำให้ ส.ว.ยังมีอำนาจอยู่ อย่างน้อยอีกประมาณ 1 ปี ทำให้ระบอบการเมืองลูกผสม มีประชาธิปไตยผสมอนุรักษนิยม และยังไปได้รัฐบาลผสมอีก

คือก้าวไกลเป็นที่ 1 แต่ไม่ได้เสียงข้างมากในการครองอำนาจในสภาเพียงพรรคเดียว ต้องใช้ความอดทนอดกลั้นในการเจรจาต่อรองกับทางพรรคอื่นๆ ทีนี้บางพรรคก็สร้างเงื่อนไขค่อนข้างเยอะและชัดเจน บางพรรคยืดหยุ่นเกินไปแต่ไม่งามในการอธิบายกับสังคม อาจจะเสียจุดยืนไป ฝ่ายประชาธิปไตยโดยเฉพาะก้าวไกลและเพื่อไทย มีความขัดแย้งกันมากขึ้นเรื่อยๆ นับจากนี้จะเปิดโอกาสให้ภูมิใจไทย หรือพลังประชารัฐมีอำนาจต่อรอง แต่ถ้าทีมที่ได้พูดไปมีโอกาสในการจัดตั้งรัฐบาล เพื่อไทยก็มีโอกาสในการร่วมรัฐบาล มีโอกาสเหนือกว่าก้าวไกลมากในการจับกับขั้วนายอนุทิน หรือ พล.อ.ประวิตร

กลุ่มชนชั้นนำหรือแนวร่วม คีย์แมนระดับสูงในพรรคก้าวไกลคงมี 2 แนวทางเตรียมไว้ 1.เป็นฝ่ายค้าน 2.ยืนยันยึดมั่นว่าจะร่วมรัฐบาลให้ได้ ออกได้หลายสูตร ถ้าถึงเวลาแล้วเพื่อไทยไม่อยากพลาดโอกาส ต้องไปดึงขั้วรัฐบาลเดิมมาจำเป็นต้องสลัดก้าวไกล ส่วนก้าวไกลจะเล่นเกมยื้อ ไม่ออก ไม่ลงจากเรือ ในแง่ของการสื่อสารทางการเมืองหรือการเรียกม็อบเรียกประชาชนมาส่งสัญญาณตรงนี้ ก็ทำได้ แต่ในการฟอร์มรัฐบาลที่จะเกิดขึ้นในสภา คือจะเขี่ยให้ออกวงตรงนั้นไป ด้วยการให้พรรคขั้วเดิมมาเติมเสียงแทน มีโอกาสเกิดขึ้นได้ และสามารถทำได้

เพียงแต่ว่าฟีดแบ๊กที่เพื่อไทยจะรับแรงเสียดทานตรงนี้ต่อไป ตอนนี้เพื่อไทยมีเกมที่ค่อนข้างชาญฉลาด แต่มีความเสี่ยง คือใช้วิธีไปคุย แสวงหาความต้องการจุดยืนกับพรรคร่วมรัฐบาลเดิม ขณะเดียวกันใช้การแถลงข่าวเสียงจากพรรคร่วมรัฐบาลเดิมว่าไม่เอา 112 ไม่เอาก้าวไกล เป็นการส่งสัญญาณกดดันก้าวไกลโดยอัตโนมัติ ก้าวไกลจึงใช้กลยุทธ์ยื้อ และใช้ประชาชนเข้ามากดดัน บอกว่าเพื่อไทยไม่ได้มีสัจจะ คราวนี้จะใช้ได้ผลอย่างไรก็ต้องดู เพราะทางเพื่อไทยก็มีความเสียเปรียบก้าวไกลตรงนี้ เพราะก้าวไกลในช่วงหลังสามารถเปิดปฏิบัติการมวลชนได้อย่างกระฉับกระเฉง ได้อย่างรวดเร็ว

แต่ของเพื่อไทยกับมวลชนคนเสื้อแดงก็สามารถเรียกแฟนคลับเสื้อแดงมาได้ ซึ่งมีแฟนคลับส่วนหนึ่งที่เห็นด้วยหากเพื่อไทยจะข้ามขั้วและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลเสียเอง แต่อดีตแกนนำเพื่อไทยบางคน เช่น นายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็จะออกมาต่อต้านเพื่อไทย และทำให้แนวร่วมจากเสื้อแดงไม่เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะมีกลุ่มที่ผิดหวัง ฉะนั้นการเรียกมวลชนให้ออกมาทัดเทียมกับที่ก้าวไกลทำ ตอนนี้ก้าวไกลมีความได้เปรียบในเกมมวลชนมากกว่า

แต่การระดมทรัพยากรทางการเมืองต่างๆ ของก้าวไกล เพื่อจะทุ่มไปกับการล็อบบี้หาเสียงจากพรรคต่างๆ ในการหาเสียง ส.ว.นั้น โน้มน้าวให้มีเสียงสนับสนุนได้ไม่พอ เพราะทรัพยากรแบ่งเป็นหลายขา ไม่ได้มีจุดโฟกัสที่ทุ่มไปที่การจัดตั้งรัฐบาลด้วยการล็อบบี้ฝ่ายตรงข้ามหรือฝ่ายอนุรักษนิยม เรื่องคอนเน็กชั่นของก้าวไกลยังมีปัญหา เพื่อไทยจะได้เปรียบตรงนี้มากกว่า

ถ้าจะรอ 10 เดือนเพื่อให้ ส.ว.ชุดนี้หมดหน้าที่ไป สิ่งที่หวังคือก้าวไกลกับนายพิธาน่าจะมีสิทธิ ถ้ารอดเรื่องคดีความต่างๆ ก้าวไกลก็มีสิทธินำในการจัดตั้งรัฐบาล แต่ต้องดูไทม์ไลน์ว่า 10 เดือนจากนี้จะมีอะไรเกิดขึ้น อาจจะมีการโกลาหล มีม็อบออกมาเพื่อทำให้รัฐบาลรักษาการอยู่ต่อไปเรื่อยๆ ถึง 10 เดือน แต่ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา รัฐบาลรักษาการชุดนี้ก็มีข้อจำกัดหลายเรื่อง เพราะเป็นแค่รัฐบาลรักษาการ การโหวตเรื่องงบประมาณจะมีปัญหาหมดเลย

ทางแก้คือ ถ้าได้รัฐบาลใหม่มาไวๆ อาจจะเป็นเพื่อไทยหรือพรรคอื่นๆ อาจดีกว่าที่จะรอถึงขนาดนั้น แต่ถ้าพูดถึงในมุมของก้าวไกลหรือในมุมของคนที่ยึดมั่นว่าพรรคที่ได้อันดับ 1 อย่างไรต้องเป็นแกนนำ เขาคิดว่าหมดทางแล้วในการโหวตที่ผ่านๆ มา เลยใช้วิธีรอเพื่อให้ ส.ว.หมดอายุ และให้ พล.อ.ประยุทธ์เป็นไป แต่ขณะเดียวกัน ถ้า พล.อ.ประยุทธ์เป็นรัฐบาลรักษาการต่อไปเรื่อยๆ ภาพมันก็จะซ้อน เพราะทางก้าวไกลเหมือนเป็นดั่งรัฐบาลแล้ว เพียงแต่ยังตั้งให้เสร็จสมบูรณ์ไม่ได้ ต้องรออีก 10 เดือนให้ ส.ว.หมดวาระ ในระหว่าง 10 เดือนก้าวไกลจะทำกิจกรรมทางการเมือง แถลงนโยบาย จะยังไม่นำไปปฏิบัติ เหมือนกับว่ามีผลงานอะไรปูรองพื้นไว้ จนกระทั่งครบกำหนด ส.ว.ก็ค่อยขึ้น

แต่ถ้าเป็นเช่นนี้ กลุ่มการเมืองอื่นๆ หรือพันธมิตรทางการเมือง จะมีปฏิบัติการตอบโต้อย่างไร สุดท้ายระหว่าง 10 เดือน สามารถเปลี่ยนแปลงได้หมด อาจจะไม่มีใครรอก้าวไกลถึง 10 เดือน 8 พรรคร่วมในปัจจุบันก็อาจไปจับมือกับนายอนุทิน ก็ทำได้หมด

คิดว่า 10 เดือนยาวไป มีการเปลี่ยนแปลงของพันธมิตรทางการเมืองได้ทุกวัน ไม่มีทางจะยื้อได้ น่าสนใจตรงที่ระหว่างทางจะมีการเปลี่ยนแปลงผลการพิจารณาจากศาลรัฐธรรมนูญ เรื่องหุ้นสื่อ เรื่องล้มล้างการปกครอง หรือเรื่องการมีม็อบออกมา ทำให้รัฐบาลรักษาการอ้างได้ว่าต้องอยู่เพื่อดูแลรักษาบ้านเมือง จะไปเข้าทางใคร ตรงนี้ยังตอบไม่ได้

วีระ หวังสัจจะโชค
ภาควิชารัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ ม.นเรศวร

ประชาชนได้ออกฉันทามติมาแล้วในวันเลือกตั้ง พบว่าปฏิเสธกลุ่มขั้วรัฐบาลเดิม ไม่ว่าจะเป็นพรรครวมไทยสร้างชาติ พลังประชารัฐ เพราะคือภาพที่มาจากรัฐบาลสืบทอดอำนาจปี พ.ศ.2557 ประชาชนจึงออกฉันทามติมาชัดเจน ให้ฝั่งที่เป็นฝ่ายค้านเดิม หรือฝั่งประชาธิปไตย เป็นฝ่ายจัดตั้งรัฐบาล ด้วยเหตุเช่นนี้ในการจัดตั้งรัฐบาลไม่ว่าจะออกมาเป็นแบบไหน ฉันทามติของประชาชนคือการยืนพื้นไว้แล้วต้องอยู่ภายใน 8 พรรคร่วมรัฐบาลนี้ ซึ่งทิศทางในการจัดตั้งรัฐบาล พบว่าเพื่อไทยพรรคอันดับ 2 จะได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล จุดที่ประชาชนจะยอมรับได้ คือต้องมีฐานของ 8 พรรคร่วมยืนพื้นอยู่ด้วย

การที่จะไปหาเสียงมาร่วมโหวตในการจัดตั้งรัฐบาลสามารถเกิดขึ้นได้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคภูมิใจไทย หรือชาติไทยพัฒนา แต่จะมีอยู่ 2 พรรค อย่างพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ หากรวมกันคือพรรคเผด็จการเดิม คือการปฏิเสธฉันทามติของประชาชน ซึ่งแนวทางที่จะสามารถเป็นไปได้ในการจัดตั้งรัฐบาล คือการหาแนวร่วมจากพรรคการเมืองอื่น เพื่อใช้ในการต่อรอง และการต่อรองเป็นหน้าที่ของแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาล คือพรรคเพื่อไทยต้องเข้าไปคุยกับพรรคก้าวไกลอย่างไร อาจจะถอยในเรื่องกฎหมายมาตรา 112 หรือการประกาศว่ามาตรา 112 จะไม่แก้ใน 4 ปีนี้ ต้องเป็นการถอยพอที่จะรักษาภาพของพรรคก้าวไกลให้รับได้ และเป็นการที่ประชาชนยังพอรับได้ ไม่ได้ปฏิเสธเสียงประชาชน

ในการจัดตั้งรัฐบาลแบบนี้ แม้ดูเหมือนจะจัดตั้งได้ก็ตาม แต่สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) จะไม่โหวตให้รัฐบาลผสมที่มีพรรคก้าวไกลเข้ามาร่วม เมื่อ ส.ว.ไม่ยอมรับจะทำอย่างไรให้พรรคภูมิใจไทยยอมรับอยู่ด้วยกันกับก้าวไกลให้ได้ เพราะฉะนั้น เป็นหน้าที่ของพรรคเพื่อไทยที่จะเข้าไปเจรจากับทางก้าวไกลถอยในเรื่องมาตรา 112 เพราะฉะนั้นหน้าที่ของเพื่อไทยไม่ใช่ไปจับกับขั้วรัฐบาลอื่นแล้วเอาพรรคก้าวไกลออกไป เมื่อไหร่ก็ตาม หากเพื่อไทยพาการจัดตั้งรัฐบาลไปถึงจุดนั้น การผลักพรรคก้าวไกลออกเหมือนผลัก 151 เสียงไปด้วย นั่นหมายความว่าต้องได้เสียงจากพรรคการเมืองทั้งหมดเข้ามาร่วมด้วย ซึ่งรวมไปถึงพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ ด้วยด้วยเหตุนี้ทางเลือกดังกล่าวจะเป็นรัฐบาลที่มีเสถียรภาพแค่ไหน หากจะเป็นการจัดตั้งรัฐบาลที่เปลี่ยนขั้วแล้วมาอ้างว่าต้องแก้ไขปัญหาเพื่อปากท้อง พรรคเพื่อไทยมั่นใจได้อย่างไรว่าการที่เอาพรรคภูมิใจไทยเข้ามาจะสามารถรักษากระทรวงเศรษฐกิจและใช้นโยบายเพื่อไทยได้อย่างเต็มที่ เพราะฉะนั้น เพื่อไทยจะไม่ได้ใช้นโยบายตัวเองได้อย่างเต็มที่หากจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเล็กพรรคน้อยแล้วเอาพรรคก้าวไกลออก การเปลี่ยนขั้วก็ไม่ได้นำมาสู่สิ่งที่ดีในการจัดตั้งรัฐบาลเช่นเดียวกัน จะออกมาเป็นรัฐบาลผสมเหมือนในปี พ.ศ.2562 ต่างคนต่างอยู่ การประสานงานจะไม่เกิดขึ้น

หากพรรคเพื่อไทยยังจับกันแน่นกับพรรคก้าวไกล พรรคอันดับ 3 อันดับ 4 ล้วนเป็นเสียงข้างน้อยในสภาทั้งสิ้น การบอกว่าเสียงข้างน้อยเดี๋ยว ส.ว.ก็โหวตให้ เดี๋ยวก็ไปซื้อแจกกล้วยเอาจากพรรคการเมืองอื่น เดี๋ยวก็เป็นเสียงข้างมากเอง แต่ไม่ได้ง่ายขนาดนั้น หากเพื่อไทยและก้าวไกลสามารถคุมคนของตัวเองได้ จับกันให้แน่น พรรคอันดับ 3 อันดับ 4 จะโหวตหรือทำอย่างไรให้ชนะ ก็ทำงานไม่ได้ ฉะนั้นหัวใจสำคัญคือ 8 พรรคร่วมรัฐบาลที่จะจับกันแน่นขนาดไหน ปัญหาคือฝั่งพรรคขั้วอำนาจเดิมอย่างพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ รู้แล้วว่าแพ้การเลือกตั้ง ทางเลือกในการที่จะยืนยันจัดตั้งรัฐบาลได้ คือการทำให้พรรคร่วม 8 พรรคนั้นแตกกัน ฉะนั้น หากพรรคเพื่อไทยไปเล่นในเกมที่แตกกับพรรคก้าวไกล เหมือนกับการไปเล่นเกมที่ฝ่ายอนุรักษนิยมตั้งไว้ ไม่ส่งผลดีกับพรรคเพื่อไทย

ส่วนการที่พรรคก้าวไกลยืนยันว่าไม่ยอมเป็นฝ่ายค้านนั้น หากพรรคเพื่อไทยไม่สามารถหาเสียงมาเติมได้ ในการตอบสนองของพรรคก้าวไกลในช่วงเวลานี้ แม้ไม่ได้จัดตั้งรัฐบาล แต่ยังพอกำหนดทิศมางในการจัดตั้งรัฐบาลได้อยู่ด้วยท่าทีของกฎหมายมาตรา 112 แม้ว่าพรรคภูมิใจไทยกับพรรคชาติไทยพัฒนาจะไม่ร่วมกับพรรคก้าวไกล แต่อย่าลืมว่าพรรคภูมิใจไทยกับพรรคชาติไทยพัฒนาเป็นนักการเมืองมืออาชีพ เป็นพรรคที่พร้อมจะต่อรอง หากเพื่อไทยและก้าวไกลต่อรองโดยใช้ตำแหน่งของฝ่ายบริหารเข้าไปคุยกับ 2 พรรคนี้ ทำภาพลักษณ์ให้ถอยมาตรา 112 ก็พอที่จะอยู่ด้วยกันได้

ถ้าจะรออีก 10 เดือน ถามว่าได้คุ้มเสียหรือไม่ ในฐานะคนเชียร์ฝ่ายประชาธิปไตยไม่ได้มีปัญหา แต่ที่กังวลก็คือ เราจะมีรัฐบาลรักษาการ 10 เดือน ไม่มีแนวนโยบายเศรษฐกิจที่เข้ามาแก้ปัญหาในช่วงเวลา 10 เดือน แก้รัฐธรรมนูญก็ไม่ได้ ส่วนตัวมองว่าไม่เป็นข้อดี หากถามว่าฝ่ายประชาธิปไตยมั่นใจได้อย่างไรว่า 10 เดือน ส.ว.จะออกไป ส.ว.อาจจะรักษาการแทนจนกว่าจะมี ส.ว.ชุดใหม่ก็เป็นไปได้ ดีไม่ดี 10 วันแรกโหวตรัฐบาลเสียงข้างน้อยขึ้นมา ก็มีความเป็นไปได้ เพราะฉะนั้นการเมืองจึงจำเป็นต้องหาข้อสรุปให้ได้จาก 8 พรรคร่วมตรงนี้ ในการต่อรองทางการเมืองของแต่ละพรรคต้องสุดโต่งอยู่แล้ว แต่ต้องมีการถอยในบางเรื่องกันบ้าง หากก้าวไกลถอยเรื่องประธานสภาไปแล้ว การทำให้รัฐบาลเดินหน้าต่อต้องถอยเรื่องมาตรา 112 และเชื่อว่าประชาชนเข้าใจ