หน้าแรก การเมือง จตุพร เชื่อ พ...

จตุพร เชื่อ พท. ‘หวั่นไหว’ ชลน่านเครียดหนัก ทำตรรกะคณิตศาสตร์ไม่เป็นเหตุเป็นผล

25.07.23 | 09:23 น.
แฟ้มภาพ

จตุพร เชื่อ พท. ‘หวั่นไหว’ ชลน่านเครียดหนัก ทำตรรกะคณิตศาสตร์ไม่เป็นเหตุเป็นผล

เมื่อวันที่ 24 กรกฎาคมที่ผ่านมา นายจตุพร พรหมพันธุ์ วิทยากรคณะหลอมรวมประชาชน เฟซบุ๊กไลฟ์ประเทศไทยต้องมาก่อน ตอน “จุดล่มสลาย?” โดยระบุว่า การเชิญฝ่าย 188 เสียง โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐกับพรรครวมไทยสร้างชาติที่ถูกตราหน้าว่าเป็นพรรคสืบทอดอำนาจการรัฐประหารมาหาที่พรรค ถือเป็นจุดล่มสลายของพรรคเพื่อไทย

“ไม่รู้ว่าพรรคเพื่อไทยนัดฝ่ายพรรคข้างน้อย 188 เสียงมาหารือตั้งรัฐบาลทำไม เพราะคำตอบมีชัดอยู่แล้วว่าพวกเขาไม่เอาพรรคก้าวไกล และไม่ต้องการแก้ ม.112 แล้วมีความจำเป็นต้องนัดมาพูดคุยกันด้วยหรือ?

อีกอย่างตรรกะวิบัติของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ที่บอกว่าก้าวไกลเป็นพรรคอันดับสอง เพราะฝ่าย 188 เสียงรวมได้มากกว่าจึงเป็นพรรคอันดับหนึ่ง ซึ่งเป็นการพูดที่ไม่สมเหตุสมผล คงเกิดจากความเครียดมาก

นอกจากนี้ เห็นว่าพรรคก้าวไกล พรรคอันดับหนึ่งส่งไม้ต่อให้เพื่อไทยพรรคอันดับสองเป็นแกนนำตั้งรัฐบาลนั้น เพราะทั้งสองพรรคได้ประกาศจะตั้งรัฐบาลร่วมกัน แล้วอีกฟาก 188 เสียงยืนยันไม่ตั้งรัฐบาลข้างน้อย ดังนั้น ในทางการเมืองการหารือกันของสองฝ่ายจึงมีความชัดเจนและยิ่งไม่น่าจำเป็นต้องมาพบปะคุยกัน เนื่องจากย่อมรู้คำตอบผลลัพธ์สุดท้ายได้ชัดเจนแล้ว” นายจตุพรกล่าว

Advertisement

นายจตุพรกล่าวว่า การโหวตนายกฯวันที่ 27 ก.ค.นี้คงต้องเลื่อนออกไปค่อนข้างแน่นอน เพราะผู้ตรวจการแผ่นดิน (สผผ.) ได้ยื่นเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยการเสนอชื่อนายกฯ ตาม ม.272 เมื่อวันที่ 19 ก.ค.ที่ผ่านมานั้น เป็นการเสนอญัตติตามข้อบังคับประชุมรัฐสภาข้อที่ 41 หรือไม่ พร้อมขอให้สั่งเลื่อนการโหวตนายกฯออกไปจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีผลชี้ขาดออกมา

“เมื่อเป็นเช่นนี้จึงเห็นว่าทุกกระบวนการกำลังถูกล็อกหมด โดย นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ถูกศาลรัฐธรรมนูญล็อก คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ถูกล็อกโดยศาลทุจริต อีกทั้งการโหวตนายกฯของ ส.ส.และ ส.ว.เมื่อวันที่ 19 ก.ค.กำลังเข้าสู่กระบวนการศาลรัฐธรรมนูญ ดังนั้น เส้นทางการเมืองย่อมถูกล็อกไว้หมด จึงเป็นวิวัฒนาการทางการเมืองที่สะท้อนถึงความลังเล เกิดความไม่มั่นใจเต็มไปหมด

ความไม่มั่นใจนั้นส่วนหนึ่งเกิดจากคนพูดตระบัดสัตย์กับประชาชนไว้ก็ยังลังเลใจเช่นกัน โดย คุณเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯเพื่อไทย ประกาศไม่จับมือกับพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และรวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) อีกทั้ง คุณอุ๊งอิ๊ง-แพทองธาร ชินวัตร ยังพูดชัดเจนไม่แตกต่างกัน แต่วันที่พรรค พปชร.กับพรรค รทสช.มาพรรคเพื่อไทย ทั้งคุณเศรษฐาและคุณอุ๊งอิ๊งกลับไม่ปรากฏตัวเลย หายวับไปหมด คงอับอายคำสัญญาที่ให้กับประชาชน” นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวว่า การเมืองในสภาพแบบนี้จะไปได้ยาก เพื่อไทยต้องอธิบายว่ามีเหตุผลอย่างไรจึงชวนพรรคต่างๆ จากอีกฝ่ายหนึ่งมาที่พรรคเพื่อไทย พูดคุยหารือการตั้งรัฐบาล แล้วประเมินผลลัพธ์จะเป็นอย่างไรในขั้นสุดท้าย

“การเมืองรอบนี้ตอนแรกดูเหมือนจะดีแต่กลับเละเทะกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา และไม่อยากจินตนาการว่าหากเกิดรัฐบาลข้ามขั้วจะเกิดอะไรขึ้น ดังนั้น ทุกฝ่ายควรมาเจรจากันให้ได้ แต่การคิดจะเป็นนายกฯข้ามขั้วให้ได้โดยไม่ใส่ใจตรรกะนั้น ถามคุณเศรษฐา คุณอุ๊งอิ๊งว่ากล้าเป็นเหรอ? เมื่อคุณเศรษฐาสัญญาจะไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรค พปชร.กับพรรค รทสช.แล้ว แต่เพื่อไทยเชิญแกนนำจากพรรคเหล่านี้มาร่วมหารือการตั้งรัฐบาลนั้น คุณเศรษฐาต้องไม่เห็นด้วย และควรแสดงปฏิกิริยาให้ปรากฏอย่างชัดเจน แต่กลับเงียบกริบ ซึ่งหมายความว่าอย่างไร

อีกทั้ง นพ.ชลน่าน หากตั้งรัฐบาลข้ามขั้วแล้ว แม้จะลาออกจากหัวหน้าพรรคตามสัญญาก็ตาม แต่จะไม่มีที่ยืนได้สักที่ การเป็น ส.ส.เขตอาจจะถูกกดดัน รวมทั้งเมื่อไปเป็นรัฐมนตรีก็จะถูกประชาชนตามไปไล่ไม่ลดละ” นายจตุพรกล่าว

นายจตุพรกล่าวด้วยว่า จากนี้การจะข้ามขั้วตั้งรัฐบาลคงไม่ง่ายเสียแล้ว เพราะประชาชนมีความรู้สึกว่าถูกทรยศหักหลัง ดังนั้น เพื่อไทยคงหวั่นไหว ยิ่ง ส.ส.ที่ต่อต้านการสืบทอดอำนาจบนเวทีหาเสียงกลับเงียบกริบเมื่อฝ่ายที่ตัวเองต่อต้านมาถึงที่พรรค และ ส.ส.เหล่านั้นหายหน้าไปหมดสิ้น

“เมื่อพร้อมคุยกับพรรคสืบทอดอำนาจที่พรรคตัวเอง มันจึงไปกระแทกใจมวลชน อารมณ์ผู้คนไม่พอใจยิ่งไปไกล ในทางการเมืองนั้นเพื่อไทยถือว่าไปกินเบ็ดอย่างใหญ่โตที่สุด เพราะพรรคฝ่าย 188 ไม่มีเสียง แล้วยังพูดเหมือนเดิม ดังนั้น ใครพัง ใครเจ๊ง ดังนั้น นาทีนี้แม้เพื่อไทยอยากเป็นรัฐบาล แต่ก็ไม่ง่ายเลย” นายจตุพรกล่าว

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง