‘จรัญ’ รับศาล รธน.ไม่มีเวทีแจงสังคม ชี้วิจารณ์โดยสุจริตเป็นขุมทรัพย์ให้พัฒนาปรับปรุง เคยมีตัวแทนต่างชาติกดดันศาลระหว่างพิจารณาคดี แนะตุลาการไม่หวั่นไหวอย่าตัดสินตามกระแสสังคม ขอยึดความจริง เหตุคดีสู่ศาล รธน.เดิมพันสูง
เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 25 กรกฎาคม ที่โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทาราศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ นายจรัญ ภักดีธนากุล อดีตตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กล่าวตอนหนึ่งในเวทีสัมมนาโครงการศาลรัฐธรรมนูญพบสื่อมวลชนว่า ศาลรัฐธรรมนูญและทุกศาลไม่มีโอกาสพูดแก้ตัวต่อสังคมผ่านช่องทางสื่อของศาล ศาลไม่มีไอโอ ตุลาการได้สร้างประเพณีไว้ว่าอยากจะพูดอะไรต่อประชาชนก็เขียนลงในคำวินิจฉัยให้กระจ่างให้หมด แล้วไม่ต้องไปแก้ตัวใดๆ กับประชาชน โดยขอให้ประชาชนที่เกี่ยวข้อง หรือสนใจรับเอาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปวิเคราะห์ และจะวิพากษ์วิจารณ์ หรือเสนอแนะโดยถูกต้องสุจริตเป็นธรรมก็จะเป็นประโยชน์ต่อศาล เสียงติติง เสียงวิพากษ์วิจารณ์ของผู้ที่มีใจเป็นธรรมในสังคมเหมือนผู้ที่ชี้ขุมทรัพย์ให้กับศาลเพื่อนำไปพัฒนาปรับปรุงเพราะไม่มีใครในโลกจะสมบูรณ์ หรือทำอะไรถูกหมดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่ขอให้ทำโดยความบริสุทธิ์ยุติธรรม ตรงไปตรงมา ไม่บิดเบือนข้อเท็จจริง ไม่หลงเชื่อไปตามพยานหลักฐานเท็จ และใช้กฎหมายให้ถูกต้องตามหลักนิติธรรม ถ้าสามารถพัฒนาระบบกฎหมายงานยุติธรรมของประเทศให้มั่นคงได้ก็จะมีส่วนช่วยให้ระบบการปกครอง การเมือง กฎหมาย เศรษฐกิจ และวิถีชีวิตของประชาชนมีคุณภาพมากขึ้น ดังนั้น สื่อจึงเป็นตัวกลางให้แก่ผู้ที่ไม่อยู่ในฐานะที่จะสื่อสารอธิบายชี้แจงให้กับคนจำนวนมากได้รับรู้ได้เข้าใจ นั่นจะทำให้ความเกลียดชัง ความโกรธแค้นได้เบาบางลง สังคมก็จะพออยู่ร่วมกันได้ ถ้าประเทศใดระบบศาลไม่เป็นที่เคารพนับถือของประชาชนแล้วใครเดือดร้อน คนยากจน ต่ำต้อย และอ่อนแอ จะเดือดร้อน

นายจรัญกล่าวต่อว่า สิ่งที่มองข้ามไปคือมหาอำนาจจากโลกเสรีประชาธิปไตย ทุนนิยมสุดโต่ง กำลังครอบงำการปกครองในระบอบประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นการเมือง กฎหมาย หรืองานยุติธรรม มีที่ไหนศาลกำลังพิจารณาพิพากษาคดีสำคัญอยู่ส่งตัวแทนจากต่างชาติเข้ามาโดยบอกว่าเข้ามาเพื่อรับรู้ แต่ผลกระทบมันคือการกดดันผู้พิพากษาที่ทำภารกิจนั้นอยู่ เว้นแต่ท่านจะมั่นคงตรงไปตรงมาจริงๆ ไม่หวั่นไหว แต่แรงกดดันเหล่านี้เป็นไปได้ และเคยเป็นมาแล้ว อย่างไรก็ตาม เมื่อคดีเข้าสู่ศาลแล้วต้องหยุดกดดัน เพราะก็ไม่มั่นใจว่าตุลาการศาลจะหวั่นไหวหรือไม่ ถ้าท่านหวั่นไหวการทำงานอาจจะตัดสินตามกระแสกดดัน แต่ฝั่งตรงข้ามที่ไม่มีกระแสหนุนหลังเขาจะได้รับความเป็นธรรมหรือไม่ หากไม่ตรงไปตรงมาคนในแวดวงตุลาการที่ดูแลองค์กรนี้ ไม่ปล่อยให้เนื้อแรงเจริญงอกงามในองค์กรของท่าน มะเร็งร้ายจะต้องถูกกำจัดไป
“กระแสกดดันในสังคมคดีแพ่ง คดีอาญา คดีปกครอง ไม่รุนแรงเท่าคดีที่เข้ามาสู่ศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเดิมพัน หรือผลของการแพ้ชนะที่ศาลรัฐธรรมนูญมหาศาล กระทบคนเป็นล้าน กระทบสถาบันหลักของชาติ เพราะฉะนั้น จึงเป็นเรื่องที่ปกติและธรรมดาที่แรงกดดันของฟากฝ่ายต่างๆ ในสังคม จึงอยากให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเป็นไปในทิศทางที่เป็นคุณประโยชน์ เพราะแพ้ไม่ได้ นี่แหละครับจึงเป็นสถานะที่ยากลำบากของศาล” นายจรัญกล่าว
นายจรัญกล่าวต่ออีกว่า สื่อมวลชนจะต้องเป็นสื่อกลางที่จะเชื่อมระหว่างรัฐกับประชาชนและประชาชนด้วยกัน เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ขณะเดียวกันสื่อจะต้องมีเสรีภาพเพื่อไม่ให้ตัวกลางหายไป ถ้าหายไปประชาชนก็จะถูกปลุกปั่นให้เป็นเครื่องมือของฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล แล้วจะต้องเป็นตัวกลางระหว่างสองฝ่ายที่มักจะขัดแย้งกัน เข้าใจกัน ไม่ใช่ยุยงให้ลงถนน เพราะการลงถนนของประชาชนต้องเป็นเส้นทางสุดท้ายของสังคม เพราะฉะนั้น จะกลายเป็น Mob Rule (กฎหมู่) เป็นภัยอันตรายมหาศาลของระบอบเสรีประชาธิปไตย เป็นตัวบ่อนทำลายหลักของหลักธรรมาภิบาล และหลักนิติธรรมที่ทรงพลังที่สุด รวมถึงทำให้เกิดความสูญเสียในสังคม มีผู้วิจารณ์การเมืองบอกว่า ถ้าเลือกตั้งใหม่จะเสียค่าใช้จ่าย 6 พันล้าน ซึ่งเป็นเรื่องเล็กมากถ้าเปรียบเทียบกับความล่มสลายทางเศรษฐกิจเป็นล้านล้านถ้าเกิด Mob Rule ซึ่งเสียหายทุกฝ่าย รวมทั้งม็อบเองก็ไม่ได้ประโยชน์อะไรจากการเดินถนน


