ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี ยืนยัน ศาลรัฐธรรมนูญ ทำถูกหลักเกณฑ์ทุกประการ ชี้ อำนาจวินิจฉัยคุณสมบัติ ส.ส.มีมาตั้งแต่ปี 2492
เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม เวลา 13.30 น. ที่ศูนย์ประชุมวายุภักษ์ โรงแรมเซ็นทรา บาย เซ็นทารา ศูนย์ราชการ และคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพฯ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญจัดเสวนา ‘สื่อกับศาล : มุมมองของสื่อที่มีต่อการสื่อสารองค์กรของศาลรัฐธรรมนูญ’ ดำเนินรายการโดย นายกล้า สมุทวณิช นักวิชาการคดีรัฐธรรมนูญชำนาญการ
ว่าที่เรือตรีดิเรก สุขสว่าง ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี กล่าวว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรศาล แม้จะถูกก่อตั้งขึ้นครั้งแรกตามรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 แต่มีประวัติที่ยาวนาน เริ่มตั้งแต่การเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อปี พ.ศ.2475 เราก็มีรัฐธรรมนูญ เมื่อมีรัฐธรรมนูญแล้วก่อให้เกิดผลที่ตามมา 2 ประการคือ 1.เกิดลำดับศักดิ์ของกฏหมาย รัฐธรรมนูญถือเป็นกฏหมายสูงสุด จะมีบทบัญญัติหรือกฎหมายใดขัดต่อรัฐธรรมนูญไม่ได้ 2.จำเป็นต้องมีองค์กรตรวจสอบความชอบของกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นรูปแบบใดก็ตาม จึงเกิดมีคณะตุลาการขึ้น และอำนาจหน้าที่ก็ถูกส่งต่อมาที่ศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบันและถือเป็นหน้าที่หลักอีกด้วย
ว่าที่เรือตรีดิเรก อธิบายว่า อำนาจหน้าที่ของคณะตุลาการแต่ก่อน มีการเพิ่มหน้าที่เข้ามา เช่น เรื่องคดีเกี่ยวกับวินิจฉัยคุณสมบัติ ส.ส.และ ส.ว. เป็นอำนาจหน้าที่ของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญมาแต่เดิม ตั้งแต่ปี พ.ศ.2492 มาแล้ว มิใช่เพิ่งเริ่มมีที่ศาลรัฐธรรมนูญ และในครั้งนั้นคณะตุลาการรัฐธรรมนูญก็มีคำวินิจฉัยหนึ่ง คือ 1/2494 วินิจฉัยคุณสมบัติ ส.ส.ท่านหนึ่งที่มีพฤติกรรมไม่เหมือนกับ ส.ส.ท่านอื่น ก็วินิจฉัยไปว่าไม่ขาดคุณสมบัติ เป็นคดีแรก
“ฉะนั้น ผมตอบคำถามได้ว่าศาลรัฐธรรมนูญเป็นศาลการเมืองหรือไม่ ถ้าท่านดูอำนาจหน้าที่ของศาลรัฐธรรมนูญในปัจจุบัน ก็จะมีอย่างหลายที่ไปเกี่ยวข้องกับการเมือง โดนเฉพาะการวินิจฉัยคุณสมบัติของสมาชิกรัฐสภาทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็นรัฐมนตรีหรือ ส.ส. และ ส.ว. หากไปดูรัฐธรรมนูญมาตรา 98 มีอีกตั้งหลายประการ คดีที่ศาลรัฐธรรมวินิจฉัย เช่น กรณีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิด” ว่าที่เรือตรีดิเรก ชี้
ว่าที่เรือตรีดิเรก กล่าวต่อว่า ส่วนรัฐธรรมนูญปี 2560 ซึ่งบัญญัติให้ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ในหมวด 11 เป็นหมวดเฉพาะ ศาลยุติธรรม ศาลปกครองอยู่ในหมวด 10 ที่แยกออกมา เพราะให้นำบทบัญญัติในบททั่วไปมาใช้ ในเรื่องความเป็นอิสระในการพิจารณา พิพากษา ต้องกระทำในนามพระปรมาภิไธย
“ที่ต้องแยกออกมา ผมวิเคราะห์ว่าเพราะศาลรัฐธรรมนูญมีข้อแตกต่างจากศาลอื่นๆ ประการแรกคือ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยศาลเดียว ไม่มีชั้นต้น ไม่มีชั้นสูง ไม่มีสาขาอยู่ต่างจังหวัด มีที่เดียว ประการที่สอง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญมาจากการสรรหาและการคัดเลือก ไม่ได้ไต่เต้าขึ้นมาจากฝ่ายชั้นต้น ประการที่สามคือ คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้ถือเป็นเด็ดขาด ตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ” ว่าที่เรือตรี ดิเรก ระบุ
ว่าที่เรือตรีดิเรก เผยอีกว่า ตามที่ปรากฏในข่าวของสื่อมวลชน เมื่อมีการยื่นร้องศาลรัฐธรรมนูญและมีการสั่งรับไว้ ทำให้มีข้อคิดเห็นประการหนึ่งว่าเป็นการสั่งรับในนามของหน่วยธุรการของศาลรัฐธรรมนูญ หรือสั่งรับไว้วินิจฉัยกันแน่ เพราะการสั่งรับไว้วินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ เป็นการวินิจฉัยถูกต้องตามหลักเกณฑ์ทุกอย่างในการยื่นคำร้องถึงจะสั่งรับไว้ได้ เมื่อรับเข้ามาแล้วก็เข้าสู่กระบวนการไต่สวน
“หากเป็นคดีที่ข้อเท็จจริงยังไม่เพียงพอ ศาลก็มีอำนาจเรียกเอกสาร หากเป็นคดีที่มีผู้ถูกกล่าวหา เมื่อรับแล้วผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นข้อชี้แจงแก้ข้อกล่าวหา ภายใน 15 วัน หรือภายในระยะเวลาที่ศาลกำหนด และมีการพิจารณาพยานหลักฐานทั้งปวง
“ถ้ายังไม่เพียงพอ ไม่ว่าจะเป็นข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมาย ศาลรัฐธรรมนูญก็มีอำนาจเรียก เพราะอยู่ในระบบไต่สวน เรียกให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจัดส่งความเห็น จัดส่งเอกสารหลักฐานต่างๆ โดยเฉพาะคดีเกี่ยวกับการขัดแย้งรัฐธรรมนูญ เราก็จะมีหนังสือไปที่รัฐสภาให้ส่งร่างพระราชบัญญัตินั้นมา เพื่อจะดูว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายนั้นเป็นอย่างไร” ว่าที่เรือตรี ดิเรกกล่าว

ด้าน นายอดิเทพ อุยยะพัฒน์ ผู้เชี่ยวชาญด้านคดี กล่าวว่า โครงการในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแลกเปลี่ยนการเรียนรู้ระหว่างศาลและสื่อมวลชน และสิ่งที่สำคัญคือ ให้สื่อได้ทราบว่าช่องทางการประชาสัมพันธ์ที่ถูกต้องเป็นอย่างไร ซึ่งโดยหลักแล้วจะถูกเผยแพร่อยู่ในเว็บไซต์ของศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งถือเป็นแหล่งข้อมูลหลักจะมีข้อมูลทุกประเภท และมีช่องทางสำรองอื่นๆ เช่น line ของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ, ช่องยูทูบ สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ยังมีเว็บคอนเทนต์ รวมบทความทางวิชาการ โดยมีทั้งเจ้าหน้าที่ศาลและบุคคลภายนอกช่วยกันเขียน และส่วนสุดท้ายคือ เฟซบุ๊ก
“ตอนนี้หน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทุกหน่วยงาน จะถูกบังคับว่าต้องให้ประชาชนหรือผู้ที่สนใจสามารถติดตามคดีได้ ศาลรัฐธรรมนูญก็เป็นองค์กรหนึ่งที่อยู่ภายใต้กฎหมายฉบับนี้ ในมาตรา 8 กำหนดว่าจะต้องให้ประชาชนสามารถเข้าถึงหรือติดตามคดีได้ทางอิเล็กทรอนิกส์ คดีของศาลทุกคดีที่มีลักษณะเป็นคดีทั่วไป จะเผยแพร่ทางเว็บไซต์ว่าสถานะของคดีอยู่ในขั้นตอนไหนแล้ว” นายอดิเทพชี้


