ตามความเชื่อทางตะวันออกเกี่ยวกับโลกหลังความตายมีเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ คือเมื่อวิญญาณใดละสังขารแล้วจะถูกนำไปพิพากษากรรม ด้วยการให้ส่อง “กระจกส่องกรรม” ที่เมื่อยืนปรากฏตัวอยู่หน้ากระจกนี้กรรมทั้งหลายที่ได้กระทำไปในยามที่มีชีวิตทั้งหมดจะถูกสะท้อนฉายออกมา เพื่อให้พญายมพิพากษากรรมดีกรรมชั่ว เรื่องนี้เท่าที่ทราบว่ามีตรงกันทั้งในคติจีนและญี่ปุ่น
สำหรับบางดวงวิญญาณแล้วเพียงการส่องกระจกสะท้อนกรรมนี้อาจจะทุกข์ทรมานไปได้โดยยังไม่ต้องมีการลงทัณฑ์ใดๆ เนื่องจากจะได้เห็นว่าตนเองเคยทำอะไรไว้อย่างไรบ้าง เพราะเมื่อละโลกไปแล้วก็ไม่มีทั้งสถานะ ผลประโยชน์ และความเกี่ยวข้องใดๆ ทั้งสิ้นกับการกระทำที่ล่วงไปแล้วในยามนั้น จึงไม่มีทั้งเหตุผลที่จะต้องเข้าข้าง เห็นใจ ปกป้อง หรือไม่เหลือข้ออ้างอันใดอีก เป็นการมองจากมุมมองของวิญญูชนภายนอกที่มองเข้ามา ในฐานะที่ไม่ใช่ทั้งผู้กระทำและผู้ถูกกระทำ เพราะนั่นคือการได้เห็นว่าตัวเองนั้นทำอะไร ในมุมมองที่ไม่ใช่ตัวเองอีกต่อไปแล้ว
บางตำนานยังต่อยอดไปอีกด้วยว่า เมื่อกระจกส่องกรรมสะท้อนภาพกรรมดีกรรมชั่วของดวงวิญญาณนั้นครบถ้วนแล้ว ก็จะปิดท้ายด้วยการฉายภาพลูกหลานของบุคคลนั้นตลอดจนผู้คนที่ยังมีชีวิตอยู่และเกี่ยวข้องกับผู้ตายว่า เขารู้สึกและแสดงออกอย่างไรต่อความตายของบุคคลนั้น ซึ่งสำหรับบางดวงวิญญาณก็อาจจะเป็นรางวัล หรือการลงโทษในระดับต้น ที่ได้รู้ว่าในยามที่ตัวไม่อาจมีคุณให้โทษกับใครได้แล้ว ผู้คนเบื้องหลังเขาพูด เขาคิด เขากล่าวถึงตัวเองอย่างไร
อันที่จริงก็เป็นธรรมดาที่ถ้าเราได้มีโอกาสไหนสักโอกาสหนึ่งที่คล้ายกับการไปมองกระจกส่องกรรมนี้ โดยได้มองเห็นพฤติกรรมบางอย่างของเราในสายตาของบุคคลที่สามอย่างแท้จริง ได้เห็นตัวเองในมุมมองที่ไม่ใช่ตัวเองแล้ว ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยมีใครพอใจกับภาพที่ได้เห็นสักเท่าไร
เคยได้ยินอยู่ว่าวิธีการแบบ “กระจกส่องกรรม” นี้ บางครั้งมีผู้ใช้เป็นวิธีการระดับ “ยาแรง” เพื่อแก้ไขบำบัดพฤติกรรมหรือนิสัยเสียบางอย่าง โดยผู้ควบคุมการปรับพฤติกรรมหรือให้คำปรึกษาจะตั้งกล้องไว้ ภายใต้ความยินยอมของเป้าหมายที่ประสงค์เปลี่ยนพฤติกรรมซึ่งจะรู้ตัวหรือไม่ก็ได้ และให้ผู้นั้นใช้ชีวิตด้วยนิสัยหรือพฤติกรรมไปปกติธรรมดา จากนั้นค่อยนำภาพที่บันทึกได้มาฉายดูร่วมกัน
การทำแบบนี้ ผู้ถูกบันทึกภาพจะตกใจว่าตัวเองมีพฤติกรรมที่ไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าตัวเองเป็นหรือกระทำ เช่น นั่งสั่นขาในระดับที่เสียบุคลิกภาพ เผลอพูดคนเดียว หรือพฤติกรรมอื่นๆ ที่อาจจะน่าอับอาย หรือบางครั้งอาจจะเป็นเรื่องที่รู้ตัวอยู่ว่าตัวเองมีนิสัย พฤติกรรม หรือการกระทำอย่างไร แต่ก็ไม่เคยรู้ว่าภาพที่ออกมาในสายตาของบุคคลภายนอกนั้นเป็นแบบไหน เช่น เคยทราบว่ามีเจ้านายผู้โมโหร้ายท่านหนึ่ง และเขาเองก็รู้ตัวด้วยว่าตัวเองเวลาโมโหแล้วจะควบคุมตัวเองได้ไม่ดี ก็สั่งลูกน้องว่า ถ้าตนเองโมโหระดับนั้นเมื่อไร ให้ช่วยถ่ายคลิปเก็บไว้ให้ดูหน่อย ซึ่งเมื่อเขาได้ดูคลิปนั้นก็ถึงกับตกใจว่า ในตอนที่ตัวเองโมโหได้ทำสีหน้า สีตา ใช้น้ำเสียง หรือพฤติกรรมได้แย่ขนาดนั้นเลยหรือ บางคนยังไม่ทันต้องเข้าโปรแกรมปรับพฤติกรรมอะไร แต่เมื่อได้เห็นภาพและคลิปที่ถ่ายตัวเองไว้อย่างที่ว่านี้ก็จะระวังตัวเอง ลด ละ เลิก พฤติกรรมหรือบุคลิกไม่ดีเหล่านั้นด้วยตัวเองระดับหนึ่งแล้ว อันนี้ใครอยากเอาไปลองทำดูก็ได้
ระลึกถึงเรื่องกระจกส่องกรรมนี้ขึ้นมาแวบแรก คือเมื่อสัปดาห์ที่แล้วได้เห็นภาพของ ส.ว.คนหนึ่งโวยวาย พยายามห้ามมิให้เปิดคลิปของตนเองที่เคยได้กล่าวไว้ในรัฐสภาอีกครั้งในที่ประชุม โดยพยายามอ้างว่านั่นเป็นเรื่องไม่เหมาะสม เป็นคนละเรื่อง คนละบริบท ไม่เกี่ยวกัน
ในยุคของโซเชียลเน็ตเวิร์กและสื่ออิเล็กทรอนิกส์ “กระจกส่องกรรม” ของผู้คนนั้นอยู่ในรูปแบบของ “ดิจิทัลฟุตพรินต์” หรือร่องรอยทางอิเล็กทรอนิกส์ที่ถูกบันทึกไว้ ทั้งที่จริงๆ แล้วเทคโนโลยีการบันทึกภาพและเสียงแบบวิดีโอนี้มีมากว่า 40 ปี แต่ในยุคดิจิทัลที่แทบทุกสื่อสาธารณะนั้นถูกเผยแพร่ทางอินเตอร์เน็ตและโซเชียลเน็ตเวิร์ก ด้วยความสามารถของระบบสืบค้น ทำให้สามารถค้นหา “รอยเท้า” อิเล็กทรอนิกส์กลับมาหลอกหลอนได้รวดเร็วทันใจ หลายครั้งหรืออาจจะเรียกว่าเป็นส่วนใหญ่ก็ได้คือร่องรอยทางดิจิทัลเหล่านั้นก็เป็นตัวผู้นั้นเองแหละที่บันทึก จัดทำ และเผยแพร่ไว้ด้วยความสมัครใจ (หรือเผลอๆ ภูมิใจด้วยซ้ำ) เช่น โพสต์ในโซเชียลเน็ตเวิร์กต่างๆ
หลังการเลือกตั้งที่ผ่านมา หลายคน ทั้งคนธรรมดาและบุคคลที่มีชื่อเสียงต่างถูก “ดิจิทัลฟุตพรินต์” ของตัวเองย้อนกลับมาทำร้ายอย่างเจ็บปวด เช่น “นางแบก” ชื่อดังท่านหนึ่งถูกคนไปขุดเอาดิจิทัลฟุตพรินต์ในช่วงก่อนเลือกตั้งมาล้อกันอย่างครึกครื้น บางครั้งเอาข้อความที่เธอเคยทวีตไว้ก่อนหน้ามา “ทะเลาะกับตัวเอง” ในวันนี้ เจ็บๆ คันๆ ฮาๆ ก็ว่ากันไป
ล่าสุดหลังจากที่พรรคก้าวไกลประกาศส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทยจัดตั้งรัฐบาล การขุดดิจิทัลฟุตพรินต์นี้ขึ้นมาล้อกันก็โหดร้ายขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งที่ได้พูด ได้แสดงออกอย่างไรไว้ก่อนเลือกตั้งว่ารังเกียจพรรคการเมืองใด หรือบุคคลใดที่ “เคยอยู่” อีกฝั่งหนึ่ง เช่น จะไปไล่หนูตีงูอย่างโน้นอย่างนี้ หรือลำเลิกเบิกประจานราวกับสั่งลูกหลานว่าตายเมื่อไรไม่ต้องให้คนนี้ส่งหรีด กลับมาถึงวันนี้มาดูดมิ้นต์ช็อกกันชื่นมื่น ก็ต้องโดนกันไป
เรื่องมันแย่ที่ “กองเชียร์” บางคนดันทิ้งดิจิทัลฟุตพรินต์นี้ไว้แบบ “พูดไปเรื่อย” เช่น ถ้าพรรคที่ตัวถือหางไปจับมือกับพวกสืบทอดอำนาจเผด็จการก็ให้เอาอะไรต่อมิอะไรมาปาหัวได้เลย ซึ่งอันนี้คนเชียร์ฟุตบอลจะได้เห็นกันบ่อยๆ ว่ามันก็จะมีที่เกรียนคีย์บอร์ดกองเชียร์บางทีมผู้มั่นใจประกาศก้องว่า ถ้าทีมที่ตัวเองเชียร์แพ้จะกิน [ข้าวราดแกงกะหรี่] ไลฟ์สดให้ดู ซึ่งถ้าปรากฏว่าเมื่อทีมแพ้จริงๆ เกรียนคีย์บอร์ดผู้นั้นก็พร้อมจะหายตัวไป (หรืออาจจะเคยมีที่กินให้ดูจริงๆ ก็ไม่ทราบเหมือนกัน)
ถ้าเป็นระดับเกรียนคีย์บอร์ดที่หายตัวไปได้ง่ายๆ ก็แล้วไป แต่ถ้าเป็นบุคคลผู้มีชื่อเสียงในสังคม และต้องอาศัยต้นทุนดังกล่าวในการมีตัวตนต่อไปในสังคมแล้ว การจะหายไปดื้อๆ หรือทำลืมแบบเกรียนคีย์บอร์ดนั้นก็น่าจะก่อความเสียหายให้แก่ชื่อเสียงและต้นทุนสังคมนั้น แต่ครั้นจะให้คนเอา [ข้าวราดแกงกะหรี่] มาปาหัวจริงตามที่ท้าก็คงจะเป็นภาพที่ดูสกปรกอเนจอนาถเต็มที ทั้งก็ไม่รู้ว่านั่นจะเป็นการได้เสียอย่างไรต่อต้นทุนทางสังคมของท่านผู้นั้นในอนาคต
เป็นการตัดสินใจที่ออกทางไหนก็เสียทั้งนั้น ขึ้นกับว่าจะเสียมากหรือเสียน้อย ที่แย่คือเราไม่อาจประเมินได้ว่าทางไหนจะแย่น้อยกว่ากัน
นึกถึงสถานการณ์ลักษณะที่ “เลือกทางไหนก็เจ็บ” นี้กับการเล่นหมากล้อม ซึ่งผู้เล่นแต่ละฝ่ายจะผลัดกันวางหมากของตนลงบนกระดานกันได้แค่ฝ่ายละ 1 หมากต่อหนึ่งตา เช่นนี้ในการเล่นกันไปเรื่อยๆ ก็จะเกิดสถานการณ์ที่ผู้เล่นแต่ละคนจะต้องเจอคือการต้องเลือกว่าจะวางหมากตรงจุดหนึ่งเพื่อกิน หรือรักษาพื้นที่ในจุดนี้ แลกกับการปล่อยหมากตรงพื้นที่อื่นให้อาจจะถูกกินหรือชิงพื้นที่ ซึ่งเป็นเป้าหมายและจุดชี้แพ้ชนะของการเล่นหมากล้อม หรือเลือกปล่อยพื้นที่ใดให้เสียเปรียบเพื่อไปป้องกันกลุ่มหมากหรือพื้นที่ที่น่าจะเป็นประโยชน์หรือมีอันตรายกว่า
กรณีจะเกิดขึ้นบ่อยในสถานการณ์โคะ (Ko) ที่ได้แก่สภาพหมากทั้งสองฝ่าย สามารถกินกลับไปกลับมาได้ไม่จบ เช่น หมากดำกินหมากขาวที่จุดหนึ่ง แต่การกินนั้นก็เป็นการเปิดช่องให้ถ้าหมากขาววางหมากลงไปที่จุดเดิมเพื่อกินหมากดำกลับแล้วสภาพกระดานก็จะเป็นแบบเดียวกันก่อนที่หมากดำจะวางเพื่อกินหมากขาว จนเกิดสภาพชะงักงัน หรือเดดล็อก
ดังนั้น ตามกติกาของหมากล้อมจึงต้องห้ามไม่ให้มีการกินหมากที่จะทำให้เกิดสภาพเหมือนเดิมได้โดยทันที ดังนั้น หมากขาวจะวางกินหมากดำในจุดนั้นไม่ได้ โดยบังคับให้หมากขาวต้องไปเล่นหมากที่จุดอื่นก่อนหนึ่งครั้ง ซึ่งควรเป็นจุดที่วางหมากไปแล้วจะเกิดจุดอันตรายเพื่อให้ดำต้องชั่งน้ำหนักว่าจะเลือกไปเดินหมากในพื้นที่ซึ่งหมากขาวไปเล่นไว้ในตาก่อน แล้วยอมปล่อยให้ฝ่ายขาวกลับมากินโคะ หรือจะวางหมากของตัวลงไปในจุดที่เกิดโคะนั้นซึ่งจะทำให้การกินกลับของหมากขาวทำไม่ได้เพื่อรักษาพื้นที่หรือกลุ่มหมากดังกล่าว
ดังนั้น ผู้เล่นหมากล้อมจึงต้องคิดให้รอบคอบว่าจุดไหนในกระดานที่สำคัญและคุ้มค่าต่อการเล่นหมากหรือชิงพื้นที่มากกว่ากัน
สถานการณ์การเมืองในตอนนี้ทำให้เข้าใจเลยว่า ทำไม “เจ้าสัว” เบอร์ใหญ่ของประเทศจึงให้ความสำคัญและยกย่องเกมหมากล้อมนี้เป็นอย่างมาก ถึงกับยอมรับให้การสอบได้ระดับการเล่นหมากล้อม ให้นับเป็นประกาศนียบัตรหนึ่งในการเลื่อนขั้นหรือมีผลต่อความก้าวหน้าในองค์กรได้
ถ้านี่เป็นเกมหมากล้อม ในตอนนี้ “พรรคเพื่อไทย” กำลังโดน “ขู่โคะ” บังคับให้เลือกเล่น ระหว่างการรักษาพื้นที่กับพรรคที่เชื่อว่าเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยด้วยกัน และประชาชนผู้สนับสนุน หรือไม่ยอมรับพรรคที่สืบทอดอำนาจ หรือพรรคที่มีท่าทีเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นประธิปไตย หรือไปเล่นใน “พื้นที่อื่น” ที่อาจจะได้เปรียบด้วยการเข้าสู่ “อำนาจรัฐ” ได้เป็นรัฐบาล
ก็เหมือนเกมหมากล้อมเช่นกันนั่นแหละว่า ฝ่ายที่ตัดสินใจที่จะเล่นโต้ตอบโคะอาจจะคิดว่าจุดที่ถูกล่อให้ไปเล่นนั้นเป็นกับดัก หรือจุดที่ถูกไปขู่โคะไว้นั้นเอาจริงก็ช่วงชิงกลับมาได้ในภายหลัง ถ้าพื้นที่ที่ต้องรักษาไว้นั้นยังแข็งแรงพอก็จะเลือกไม่สนใจจุดที่ถูกขู่ แล้วเลือกรักษาพื้นที่เล่นเดิมของตนไว้
การเลือกที่จะเดิน หรือวางหมากในสถานการณ์ที่เกิด “โคะ” ที่แหลมคมนี้เป็นเรื่องยาก ยิ่งถ้าประมือกับคู่แข่งที่มากประสบการณ์หรือมีชั้นเชิงแพรวพราวยิ่งต้องคิดให้หนัก
กระนั้น “ท่าที” ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ซึ่งอาจจะมีส่วนในการรักษาพื้นที่ทางการเมืองก็ได้ ว่าที่จำต้องเล่นหมากตามที่ขู่มานั้นเป็นไปโดยเต็มใจหรือไม่เต็มใจ หรือเห็นประโยชน์ที่อยากได้จนยอมทิ้งกลุ่มหมากที่เคยเห็นประโยชน์ไปอย่างไม่ไยดี
อย่างไรก็ขอให้นึกถึงเรื่องของดิจิทัลฟุตพรินต์กันไว้บ้าง ว่ามันค้นคืนกลับให้มาเป็น “กระจกส่องกรรม” ในกาลครั้งหน้าได้ง่ายดายเพียงไร
กล้า สมุทวณิช

