เกมการจัดตั้งรัฐบาลต้องทอดเวลาออกไปอีก เมื่อ “วันมูหะมัดนอร์ มะทา” ประธานรัฐสภา สั่งเลื่อนการประชุมรัฐสภาในวันที่ 27 กรกฎาคมที่จะโหวตนายกฯอีกครั้ง ออกไปก่อน เพื่อรอดูว่าศาลรัฐธรรมนูญจะว่ายังไงกับเรื่องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องให้วินิจฉัย กรณีที่รัฐสภามีมติว่าการเสนอชื่อบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกฯถือเป็น “ญัตติ” ซึ่งต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อ 41 นั้นชอบด้วยรัฐธรรมนูญหรือไม่
พร้อมขอให้ศาลสั่งให้รัฐสภาเบรกการประชุมเพื่อโหวตนายกฯในวันที่ 27 กรกฎาคมนี้ออกไปก่อน จนกว่าศาลจะมีคำวินิจฉัยชี้ขาด
ทั้งนี้ ตามกระบวนการพิจารณาการรับคำร้องของศาลรัฐธรรมนูญ จะรับเรื่องคำร้องในทางธุรการ จากนั้นคณะพิจารณารับคำร้องชุดเล็ก จะทำความเห็นว่าจะรับหรือไม่รับ ก่อนส่งไปยังที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา
ดังนั้น การประชุมประจำสัปดาห์ทุกวันพุธของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญในวันที่ 26 กรกฎาคม อาจยังไม่มีวาระพิจารณารับหรือไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดิน เพราะต้องให้องค์คณะชุดเล็กพิจารณาก่อน
การเลื่อนประชุมรัฐสภาวันที่ 27 กรกฎาคมออกไป โดยไม่ต้องรอศาลรัฐธรรมนูญสั่ง เป็นผลต่อเนื่องจากมติรัฐสภาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล ถูกเกมเตะตัดขาว่าการเสนอชื่อให้รัฐสภาเห็นชอบบุคคลเป็นนายกฯนั้นเป็นญัตติ ดังนั้นไม่สามารถเสนอชื่อ “พิธา” ได้อีก (จากที่ “พิธา” ไม่ผ่านโหวตรอบแรกเมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม) เพราะถือเป็นการเสนอญัตติซ้ำ โดยใช้มติ 395 ต่อ 312 ว่าขัดข้อบังคับการประชุมรัฐสภาข้อที่ 41
อย่างไรก็ตามแม้ “พิธา” จะถูกรุมสกัดไม่ให้ผ่านรัฐสภาขึ้นเป็นนายกฯได้ แต่จะเห็นว่า 8 พรรค 312 เสียงที่เซ็นเอ็มโอยูกันไว้ยังแพคกันปึ้ก จากคะแนนโหวตนายกฯรอบแรก 324 เสียง (มี ส.ว. 13 เสียงช่วยหนุน) และการโหวตปมข้อบังคับการประชุมที่ 41 ที่ได้ 312 เสียง
แต่กระนั้นก็เริ่มเห็นรอยปริร้าวใน 8 พรรค ไม่เพียงกรณีที่พรรคก้าวไกลกับพรรคเพื่อไทย ที่ยื้อแย่งชิงเก้าอี้ประธานสภากันดุเดือด ก่อนจบด้วยการยกให้กับ “วันนอร์” จากพรรคประชาชาติ
ขณะที่หลังการประชุมรัฐสภาเมื่อ 19 กรกฎาคม “วันนอร์” ก็ถูกคนในพรรคก้าวไกลตำหนิ และถูกทัวร์ด้อมส้มลง ที่ไม่ยอมใช้อำนาจประธานรัฐสภา ที่จะอนุญาตให้โหวตนายกฯซ้ำได้ เพราะข้อ 41 เปิดทางให้อำนาจประธานรัฐสภาจะอนุญาตได้หากเห็นว่า “เหตุการณ์เปลี่ยนแปลงไป”
แต่เมื่อไม่อาจเสนอชื่อ “พิธา” เป็นนายกฯ ได้ ทำให้พรรคก้าวไกลต้องจำใจแถลงเมื่อ 21 กรกฎาคมส่งไม้ต่อให้พรรคเพื่อไทย ที่เป็นอันดับ 2 เสนอแคนดิเดตนายกฯและเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทน แต่ยังต้องผนึก 8 พรรคเหมือนเดิม
ต่อมาพรรคเพื่อไทยก็ออกแถลง 3 ข้อ 1.จะหาเสียง ส.ว.สนับสนุน 2.จะขอเสียงจาก ส.ส.จากพรรคอื่นมาช่วย และ 3.อื่นๆ คือสลายขั้ว 8 พรรค
รุ่งขึ้นอีกวัน 22 กรกฎาคม “นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว” หัวหน้าพรรคเพื่อไทย ก็เชิญผู้บริหารพรรคอีกขั้วที่อยู่นอกเอ็มโอยูมาหารือ ทั้งพรรคภูมิใจไทย พรรคชาติพัฒนากล้า พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคชาติไทยพัฒนา และพรรคพลังประชารัฐ มาชนแก้ว “มิ้นต์ช็อก” กันหวานชื่น
แม้พรรคเพื่อไทยจะยืนยันว่าไม่ได้คุยเรื่องจัดตั้งรัฐบาล แค่หารือแนวทางให้ช่วยสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย ปรากฏว่าทุกพรรคที่มาร่วมหารือต่างร้องเพลงเดียวกันคือ “มีก้าวไกล ไม่มีเรา”
ทำให้พรรคก้าวไกลสะอึกกับท่าทีพรรคเพื่อไทย ที่ดูเหมือนจะยืมเสียงคนอื่นมาไล่พรรคก้าวไกล และถีบให้พ้นจากเรือ
ขณะที่ “พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส หัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย” 1 ใน 8 พรรคก็ออกมาเสนอให้พรรคก้าวไกลเสียสละ ปล่อยพรรคเพื่อไทยเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาลเต็มที่
แต่แกนนำต่างๆ ของพรรคก้าวไกล ก็ออกมาตอบโต้และไม่ยอมถูกถีบออกจากเรือ แต่ขอให้ช่วยกันซ่อมเรือแทน พร้อมทวงสัจจะ ไม่ใช่เรื่องเสียสละ พร้อมยืนยันไม่รวมกับพรรค 2 ลุง
ขณะที่ด้อมส้มก็แค้น บุกถึงพรรคเพื่อไทยโปรยผงแป้งและเทมิ้นต์ช็อก ค้านพรรคเพื่อไทยจะไปเจรจาต้าอวยกับพรรคอีกขั้วแล้วจะเขี่ยพรรคก้าวไกลทิ้ง
ไม่เพียงเป็นรอยร้าวระหว่างพรรค เพราะในพรรคเพื่อไทยเองก็มีบางกลุ่มไม่เห็นด้วย
ที่จะไปดึงพรรคอีกขั้วมาร่วม โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ ที่มี “บิ๊กป้อม–พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” เป็นหัวหน้าพรรค กับพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่มี “บิ๊กตู่–พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” เป็นแคนดิเดตนายกฯ เพราะเป็นพรรคสืบทอดอำนาจจากการปฏิวัติเมื่อปี 2557
อีกทั้งเห็นว่า หากไปร่วมกับพรรค 2 ลุง จะได้ไม่คุ้มเสีย นอกจากจะถูกด้อมส้มถล่มหนักแล้ว แฟนคลับของพรรคเพื่อไทยเองที่แค้นฝังหุ่นกับ “บิ๊กตู่–บิ๊กป้อม” ก็ยากจะทำใจให้ยอมรับได้ อีกทั้งในระยะยาวจะทำให้พรรคเพื่อไทยเสียคะแนนนิยม และพ่ายแพ้ให้กับพรรคก้าวไกลขาดลอยไปอีก
ดังนั้น เมื่อสถานการณ์เปลี่ยน จากกรณีที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งคำร้องไปศาลรัฐธรรมนูญ และรัฐสภาเลื่อนประชุม ทางแกนนำพรรคเพื่อไทยจึงยกเลิกการประชุม 8 พรรคจากเดิมนัดวันที่ 25 กรกฎาคมออกไป
เมื่อมีเสียงระฆังพักยกการโหวตนายกฯ แต่ละพรรคกลับเข้ามุมไปให้น้ำและแก้เกมต่างๆ โดยเฉพาะพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ทำให้มีเวลาหายใจหายคอในการหาทางเขย่าสูตรรัฐบาลในเงื่อนไขที่ยุ่งยาก ซับซ้อน และรอยร้าวต่างๆ
พรรคเพื่อไทยต้องแก้โจทย์หินเพื่อตั้งรัฐบาลให้ได้ แม้จะไม่เป็นที่ถูกใจของทุกฝ่าย แต่ต้องไม่สร้างความแตกร้าว และก่อเกิดความขัดแย้งรุนแรงในสังคมตามมา

