09.00 INDEX ปรับแก้ หรือยกเลิก MOU เงื่อนไข คำขาด จากเพื่อไทย
หากประเมินท่าทีของพรรคเพื่อไทย หากประเมินท่าทีของพรรคประชาชาติ หากประเมินท่าทีของพรรคพลังสังคม หากประเมินท่า ท่าทีของพรรคเสรีรวมไทย
ต่อการดำรงอยู่ของ “บันทึกช่วยจำ” หรือ MOU น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง
แม้ว่าน้ำเสียงจากพรรคก้าวไกลยังยึดมั่นในความผูกพันเดิม
กระนั้น หากมองจากสภาพการณ์ทางการเมืองที่เปลี่ยนไปของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ว่าจะมาจากมติของที่ประชุมรัฐสภา ไม่ว่าจะมาจากคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ
ต้องยอมรับว่าสถานะของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ มิได้ดำรง อยู่อย่างที่เห็นและเป็นอยู่เมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม อีกแล้ว แม้ความเป็นแคนดิเดตยังมีเหมือนเดิม
ปัจจัยที่สำคัญเป็นอย่างมากอันเป็นแรงสะเทือนโดยตรง ไม่เพียงแต่จากภายใน 8 พรรคพันธมิตรเท่านั้น หากที่สำคัญเป็น อย่างสูงคือน้ำเสียงจากพรรครัฐบาล “เดิม”
นี่ย่อมสะท้อนให้เห็นถึงความเป็นอนิจจังในทางการเมือง ความเป็นอนิจจังอันกระทบต่อพรรคก้าวไกล
และจำเป็นที่พรรคเพื่อไทยในฐานะ “นำ” ต้อง “ตัดสินใจ”
แม้ในลักษณะอันเป็นทางการความสัมพันธ์ 8 พรรคยังดำเนินไป ในแนวอันเป็นพันธมิตรตาม MOU อย่างเหนียวแน่นและมั่นคง กระนั้น แนวโน้มก็เริ่มเห็นอย่างเด่นชัด
เป็นแนวโน้มที่พรรคเพื่อไทยต้อง “เลือก” เป็นแนวโน้มที่พรรคก้าวไกลต้อง “พิจารณา”
จากนี้จึงเห็นได้ว่าการตั้งข้อสังเกตจากพรรคเพื่อไทยที่ว่าการ ผูกกันระหว่างพรรคเพื่อไทยกับพรรคก้าวไกล “มัดแน่น” เกินไปจนเข้าลักษณะเหมือน “คลุมถุงชน”
จากนี้จึงเห็นได้ว่าทำไมไม่ว่าพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคภูมิใจไทย พรรคชาติไทยพัฒนา จึงมีความ เห็นเสนอต่อพรรคเพื่อไทยตรงกัน
นั่นก็คือ ด้านหนึ่ง สามารถร่วมกับพรรคเพื่อไทยได้ ด้านหนึ่งติดอยู่กับพรรคก้าวไกล ติดอยู่ที่การยังยืนอยู่กับมาตรา 112
ข้อเสนออันมาจากพรรคเสรีรวมไทยทั้งในที่ประชุม 8 พรรค ทั้งที่ แสดงต่อสาธารณะอย่างเปิดเผย เรียกร้องให้พรรคก้าวไกลเสียสละตนเองออกไปจากการร่วมรัฐบาลเป็นฝ่ายค้าน
จึงถือได้ว่าเป็น “ข้อเสนอ” ในลักษณะอันเป็น “ทางออก”
เพียงแต่ข้อเสนอนี้มิได้รับการขานรับจากพรรคก้าวไกลด้วย ความเต็มใจและสุกงอมในทางความคิด ยังยืนหยัด ยืนยันอยู่ใน ความเป็นพันธมิตรตาม MOU อยู่
พรรคเพื่อไทยและพันธมิตรจึงไม่มีหนทางอื่นนอกจากต้องปรับแก้ MOU เสนอหนทางใหม่ที่เป็นคุณต่อการตั้งรัฐบาล
นี่จึงเหมือนกับเป็นบทสรุปอันเท่ากับเริ่มต้นปมใหม่การเมือง

