แฟลชสปีช : ความสงบก่อพายุใหญ่

แฟลชสปีช : ความสงบก่อพายุใหญ่

แฟลชสปีช : ความสงบก่อพายุใหญ่

ช่วงสัปดาห์นี้เป็นวันหยุดยาว แม้การเมืองที่ร้อนระอุในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาจะคุกรุ่นด้วยความเคลื่อนไหว และความคิดความเห็น การเปิดโปงหรือวิเคราะห์เบื้องหน้าเบื้องหลัง ทั้งในแบบที่มีข้อมูล หรือคาดเดากันไปเองให้ได้ติดตามอยู่ต่อเนื่อง

ทว่าอะไรที่เป็นทางการน่าจะซบเซาลงไปได้บ้าง เพราะเป็นวันหยุดนั้นส่วนหนึ่ง แต่เหตุผลใหญ่น่าจะเป็นด้วยทุกฝ่ายจำเป็นต้องชะลอความเคลื่อนไหวเพื่อตั้งหลัก สำหรับตั้งรับผลสะเทือนที่จะเกิดขึ้น

ต้องยอมรับว่าการเดินเกมทางการเมืองรอบนี้เกิดผลสะเทือนรุนแรงมากมาย

Advertisement

และทุกฝ่ายต้องสรุปสถานการณ์เนื่องจากจำเป็นต้องรู้เท่าทันให้มากสุดเท่าที่จะมากได้ เพราะอย่างน้อยเพื่อไม่ให้เดินพลาดจนต้องเสียใจในภายหลัง

ความเป็นไปเที่ยวนี้

“พรรคเพื่อไทย” ดูจะเป็นเป้าการวิเคราะห์มากที่สุด เป็นการวางเกมระดับที่ต้องถือเป็นตำนาน หรือเป็นตำราการเมืองกันเลยทีเดียว
ก่อนที่จะมีการยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ ความล้มเหลวของ “ระบอบ 3 ป.” ทำให้ทุกฝ่ายประเมินว่า “พรรคเพื่อไทย” จะชนะการเลือกตั้ง และน่าจะเป็นชนะแบบถล่มทลาย ยิ่งกว่าทุกครั้งที่ผ่านมา เพราะพรรคคู่แข่งอ่อนปวกเปียก แทบไม่มีสภาพที่เทียบกันได้บนเวที

พรรคเพื่อไทยที่ชนะการเลือกตั้งมายาวนานกว่า 20 ปี ย่อมเชื่อเช่นนั้น

แต่เพราะประสบการณ์ที่ยาวนานนั้นเอง ทำให้รู้อยู่แก่ใจเช่นกันว่า การยึดครองอำนาจรัฐไม่ใช่แค่ “ชนะการเลือกตั้ง” โดยเฉพาะในยุคสมัยที่ “โครงสร้างอำนาจการเมือง” ถูกออกแบบไว้ให้ “ระบบผูกขาด” สืบทอดอำนาจได้ด้วยกติกาและกลไกที่ทรงอิทธิฤทธิ์มหาศาล

ทำให้แม้จะเชื่อมั่นในชัยชนะ แต่ยุทธศาสตร์ในการหาเสียงยังไม่กล้าเด็ดขาดกับ “กลุ่มผูกขาดอำนาจ”

และความที่มากประสบการณ์นี้เองที่สร้างปัญหาตามมา

“ความไม่ชัดเจน” ในช่วงแรก กว่าจะประกาศไม่ร่วมกับ “ระบอบสืบทอดอำนาจ” เปิดทางให้ “พรรคก้าวไกล” ที่ชัดเจน เข้มข้นตั้งแต่แรกเกาะกระแสประชาชนที่เอือมสุดขีดกับ “ระบอบ 3 ป.” ตีฝ่าขึ้นมาเป็นคู่แข่งสำคัญ

กระทั่งแม้ที่สุดจะเห็นว่าน่าจะทานกระแสไม่อยู่ และพยายามพลิกกลับมาสร้างความชัดเจน ปฏิเสธ 3 ป.ด้วยเสียงที่แข็งขันขึ้น แต่คำตอบคือไม่ทันการณ์เสียแล้ว

ผลการเลือกตั้งออกมาเป็น “พรรคก้าวไกล” ได้รับชัยชนะ

ทุกคน ทุกฝ่ายต่างตั้งคำถามเป็นเสียงเดียวว่า “ทำไมพรรคเพื่อไทยไม่ทำให้ชัดเจนเสียทีแรก”

ไม่มีคำตอบจนกระทั่งถึงวันนี้ นั่นคือเป้าหมายในความต้องการชัยชนะของ “เพื่อไทย” มีเรื่องใหญ่เป็นวาระซ่อนอยู่เบื้องหลัง

คือ ทักษิณ ชินวัตร เจ้าของพรรคของการกลับบ้าน และหนทางมีเพียง “การยึดกุมอำนาจรัฐไว้ให้ได้” เท่านั้นจึงจะเป็นเงื่อนไขให้ทำได้

กุม “อำนาจจากประชาชน” เพื่อต่อรองกับ “ระบบผูกขาดอำนาจ” ให้พบกันในเงื่อนไขที่ต่างฝ่ายต่างพอรับกันได้

จะมีอำนาจต่อรองขนาดนั้นได้ “เพื่อไทย” จะต้องเป็นพรรคแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ทว่าที่สุดไม่เป็นเช่นนั้น พรรคที่มีเสียงอันดับ 1 กลับเป็น “ก้าวไกล”

หมายถึงเกมไม่เป็นอย่างที่คิด การหาทางจัดการต่อในความเป็นจริงจึงเกิดขึ้น

และที่สุดก็มาถึงวันนี้ที่ “เพื่อไทย” พลิกกลับขึ้นมาเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล เกิดสูตรประนีประนอมกับ “ระบบผูกขาดอำนาจ”

ขณะที่การประกาศกลับไปของ “ทักษิณ ชินวัตร” ที่กำหนดการชัดเจน

ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาทุกคนต่างได้เห็นการวางเกมช่วงชิงอำนาจการเมืองเป็นไปอย่างซับซ้อน ซ่อนเงื่อน ชนิดที่ประชาชนแทบให้ความไว้วางใจกับใครไม่ได้เลย ดูเหมือนว่าทุกคนมีวาระซ่อนเร้นอยู่เบื้องหลังทั้งนั้น

แม้จะเป็นเบื้องหลังที่อ่านได้ไม่ยาก แต่ทุกฝ่ายพร้อมที่จะเล่นเกมอำนาจตามแผนเดิมที่วางเอาไว้ ด้วยการมองข้ามความรู้สึกของประชาชน

สัปดาห์นี้ความเคลื่อนไหวอาจจะชะลอลงบ้าง

แต่หลังกลับมาจากหยุดยาว

ทุกฝ่ายน่าจะตั้งหลัก ทั้งเพื่อตั้งรับ และเกิดเกมรุกกันอย่างรู้เท่าทันดุเดือดขึ้น

ไม่เว้นแม้แต่ขบวนประชาชนที่ ตื่นตัวสูง จนไม่น่าจะปล่อยให้การเมืองหลังเลือกตั้งเป็นแต่สิทธิที่จะทำอะไรก็ได้ของนักการเมืองอีกต่อไป

การ์ตอง

QR Code
เกาะติดทุกสถานการณ์จาก Line@matichon ได้ที่นี่
Line Image