จับตาโหวตนายกฯ4ส.ค. การเมืองในมือ‘เพื่อไทย’ ทาง2แพร่ง‘รัฐบาลปชต.’
การเดินหน้าจัดตั้งรัฐบาล เริ่มต้นที่เก้าอี้นายกรัฐมนตรีของขั้ว 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาล เปลี่ยนมือแกนนำ จากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ที่เสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” ส.ส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรค ก.ก.และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ไปไม่ถึงฝั่ง ไม่สามารถฝ่าด่านหินได้รับเสียงสนับสนุนจากสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) มาได้เพียง 13 เสียง รวมมีเสียงหนุนได้เพียงแค่ 324 เสียง
เกมการจัดตั้งรัฐบาลของขั้ว 8 พรรค จึงเปลี่ยนมาอยู่ในมือของพรรคเพื่อไทย (พท.) ที่พร้อมชู “เศรษฐา ทวีสิน” ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทยเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา
โหวตตัดสินชี้ขาดกันในวันที่ 4 สิงหาคมนี้
พร้อมกับเปิดปฏิบัติการเร็วในการเจรจาเพื่อหาเสียงมาเติมให้ผ่านด่านการเลือกนายกฯ ด้วยการเปิดพรรค พท. เทียบเชิญพรรคการเมืองในขั้วรัฐบาลปัจจุบัน 188 เสียง อาทิ พรรคภูมิใจไทย (ภท.) 71 เสียง พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 40 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 36 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 10 เสียง และพรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) 2 เสียงมาพูดคุยเพื่อร่วมกันหาทางออกให้ประเทศ ผ่านเครื่องดื่ม “มิ้นต์ช็อก” เป็นตัวเชื่อมการเจรจา
ขณะที่การจัดตั้งรัฐบาลของพรรค พท. ที่เร่งเปิดเกมดีลกับขั้วรัฐบาลปัจจุบัน ในลักษณะที่อาจออกมาด้วยสูตรข้ามขั้ว คือ พรรค พท.เป็นแกนนำ ร่วมมือกับขั้วพรรคร่วมรัฐบาลปัจจุบัน ที่ส่งสัญญาณและเงื่อนไข ผ่านวงพูดคุยกับแกนนำพรรค พท.ออกมาเป็นทิศทางเดียวกันว่า พร้อมร่วมกันหาทางออกให้ประเทศ แต่จะไม่ทำงานร่วมกับรัฐบาลที่มี พรรคการเมืองที่มีแนวคิดการเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 พรรคที่ตกเป็นเป้าชัดเจน คือ พรรค ก.ก. ซึ่งมีเงื่อนไขขึงตึงในจุดยืนของพรรคเช่นเดียวกันว่า “มีเรา ไม่มีลุง” ด้วยเหมือนกัน
จึงเป็นเงื่อนไขและโจทย์ยากของพรรค พท.ในการตัดสินใจบนทางสองแพร่งว่าจะเลือกสูตรการจัดตั้งรัฐบาลออกมาในรูปแบบใด ระหว่างสูตรขั้วฝ่ายประชาธิปไตย 8 พรรคเดิม กับสูตรข้ามขั้ว แบบ “ไฮบริด” รวมทั้งสูตรใหม่ล่าสุด ไม่มีทั้งพรรค ก.ก.และพรรค 2 ลุง
แต่ละสูตรการจัดตั้งรัฐบาล ภายใต้การนำของพรรค พท. ล้วนต้องแลกมาด้วย “ต้นทุน” และ “ค่าใช้จ่าย” จำนวนไม่น้อย เพราะพลันที่พรรค พท.เดินเกมจัดตั้งรัฐบาลที่ส่อว่าจะเป็นไปในลักษณะข้ามขั้วมาจับมือรวมเสียงกับรัฐบาลปัจจุบัน ยิ่งเป็นการเพิ่มแรงกดดันของมวลชนภายนอก ที่คาดหวังให้ขั้ว 8 พรรคจับมือกันจัดตั้งรัฐบาลฝ่ายประชาธิปไตย 312 เสียง ให้สำเร็จ
ดังเหตุการณ์ความเคลื่อนไหวของกลุ่มทะลุวังที่ไปคัดค้านแนวทางการจัดตั้งรัฐบาลของพรรค พท. ที่ฝืนความรู้สึกและฉันทามติของประชาชน ผ่านผลการเลือกตั้ง ที่อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะโฉมหน้าของรัฐบาลชุดใหม่
การเคลื่อนไหวของมวลชนทั้งกลุ่มผู้สนับสนุนพรรค ก.ก. และกลุ่มผู้สนับสนุนพรรค พท. แม้ขณะนี้ยังเป็นการนัดชุมนุมทุกสัปดาห์ ไม่ใช่การชุมนุมแบบปักหลักยาวทุกคน ดีกรีความร้อนแรง อาจจะยังไม่มากนัก เนื่องจากมวลชนและกลุ่มผู้ชุมนุม ยังคงรอการชี้ขาดคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดิน ส่งให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า มติที่ประชุมรัฐสภาเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคมที่ผ่านมา ที่ไม่ให้เสนอรายชื่อบุคคลเพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกรัฐมนตรีครั้งที่ 2 (นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์) เป็นการเสนอ “ญัตติซ้ำ” ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41 ถือว่าเข้าข่ายการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ และขอให้ออกมาตรการชั่วคราวเพื่อชะลอการให้ความเห็นชอบบุคคลเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกฯ ไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย
ส่งผลให้ที่ประชุมรัฐสภา วันที่ 4 สิงหาคม ที่มีวาระการเลือกนายกฯคนที่ 30 ยังคงต้องรอความชัดเจนจากที่ประชุมตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ วันที่ 3 สิงหาคม ว่าจะมีมติต่อคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินต่อการชี้ขาดมติที่ประชุมรัฐสภาที่ห้ามเสนอชื่อบุคคลเพื่อให้ความเห็นชอบเป็นนายกฯครั้งที่ 2 ว่าเป็นการเสนอญัตติซ้ำ ออกมาในแนวทางใด
หากชี้ออกมาว่าเป็นอำนาจของรัฐสภาในการพิจารณากรณีดังกล่าวได้ จะส่งผลให้ที่ประชุมรัฐสภา วันที่ 4 สิงหาคม สามารถเดินหน้าโหวตนายกฯ คนที่ 30 ได้ตามระเบียบวาระ
ซึ่งจะเป็นเกมวัดใจพรรค พท.ว่าจะเลือกสูตรการจัดตั้งรัฐบาลแบบใด โดยมีเดิมพันสูงผ่านการเลือก “นายกฯ คนที่ 30”
เพราะการเสนอชื่อนายกฯของพรรค พท. ให้ที่ประชุมรัฐสภาชี้ขาด ต้องได้รับเสียงสนับสนุนทั้ง ส.ส.และ ส.ว. ให้ผ่านเกณฑ์ 375 เสียง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 วรรคแรกกำหนด แบบชัวร์ 100 เปอร์เซ็นต์ หากการเสนอชื่อแคนดิเดตนายกฯของพรรค พท.ไม่ผ่านความเห็นชอบครั้งแรก จะไม่มีโอกาสแก้ตัวในรอบที่สอง เพราะจะเข้าเงื่อนไขเดียวกับการเสนอชื่อ “พิธา” เป็นแคนดิเดตนายกฯ ครั้งที่สองไม่ได้ เนื่องจากจะติดล็อกห้ามเสนอญัตติซ้ำตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา
ข้อที่ 41
การเมืองว่าด้วยการจัดตั้งรัฐบาลในมือพรรค พท. นับจากนี้จนถึงวันประชุมรัฐสภา เพื่อโหวตเลือกนายกฯคนที่ 30 ในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ จึงเป็นอีกจุดเปลี่ยนสำคัญว่า แกนนำพรรค พท.จะเลือกสูตรการตั้งรัฐบาลออกมาในรูปแบบใด ระหว่างสูตรรัฐบาลในฝันของมวลชน คือ รัฐบาลของฝ่ายประชาธิปไตย 8 พรรคร่วม 312 เสียง ตามฉันทามติของผลการเลือกตั้ง
หรือสูตรรัฐบาลไฮบริด ที่มีเสียงข้ามขั้วจากกลุ่มรัฐบาลปัจจุบันมาสนับสนุน
แต่ละสูตรและโฉมหน้าของรัฐบาล ที่พรรค พท.เป็นผู้เลือก ล้วนมี “ต้นทุน” และ “ราคา” ที่ต้องจ่าย ต่อผลลัพธ์ที่ออกมา

