สถานีคิดเลขที่ 12 : การเมืองแบบ ‘เพื่อนน้อย’

31.07.23 | 11:45 น.
สถานีคิดเลขที่ 12 : การเมืองแบบ‘เพื่อนน้อย’ ผู้สันทัดกรณีคนนู้นคนนี้

ผู้สันทัดกรณีคนนู้นคนนี้นิยามการปะทะชน-ความยุ่งเหยิงไม่ลงตัวทางการเมือง หลังการเลือกตั้งวันที่ 14 พฤษภาคม 2566 เอาไว้หลายแบบ

หนึ่งในนิยามที่ชอบเอ่ยถึงกัน ซึ่งมักหลุดออกมาจากปากของผู้ที่คิดว่าตัวเองเป็น “คนการเมืองรุ่นเก๋า” ก็คือ นี่เป็นการปะทะชนระหว่าง “การทำงานการเมืองแบบมีเพื่อน” กับ “การทำงานการเมืองแบบไม่มีเพื่อน”

“(การทำ) การเมืองแบบมีเพื่อน” คือต้องรู้จักประสานประโยชน์กับพรรคการเมืองหรือกลุ่มการเมืองต่างๆ ให้ได้ ไม่ว่าจุดยืนในอดีตของเรากับพรรค/กลุ่มเหล่านั้นจะต้องตรงกันหรือไม่ แค่ไหน

“การเมืองแบบมีเพื่อน” คือ ต้องหาทางเอาชนะทางการเมืองในระยะสั้นๆ ให้ได้ก่อน ท่ามกลางกฎกติกาอันแปลกประหลาดและไม่ชอบธรรม โดยยังไม่จำเป็นต้องยึด “หลักการประชาธิปไตย” เอาไว้ให้มั่น แล้วพุ่งชนกับกติกาพิกลพิการแบบเด็ดเดี่ยว เพื่อหวังชัยชนะในระยะยาว

“การเมืองแบบมีเพื่อน” คือ การรู้จัก “คน” เยอะ หมั่นพูดคุยกับ “คน” ให้แยะ เข้าใจสังคมการเมืองอย่างที่มันเป็นจริงและถ่องแท้ ไม่ได้อยู่ในความฝันหรืออุดมคติอันเลื่อนลอย

Advertisement

หากเชื่อในชุดคำอธิบายทำนองนี้ “การเมืองแบบไม่มีเพื่อน” ก็ย่อมหมายถึงการไม่รู้จักประสานประโยชน์ ไม่รู้จักโอนอ่อนผ่อนปรน คิดเอาแต่ได้ไม่ยอมเสีย (ทั้งที่ชนะเลือกตั้งมาไม่ขาด)

“การเมืองแบบไม่มีเพื่อน” คือ การทำการเมืองแบบไม่รู้จัก “คน” ไม่คุยกับ “คน” อยู่แต่ในโลกจินตนาการ เพ้อฝันนู่นนี่ภายในกลุ่มคนเล็กๆ กันเองแค่หยิบมือเดียว

เราสามารถตั้งคำถามกับคำอธิบาย สมมุติฐาน และการทึกทักข้างต้น ได้หลายข้อ

เช่น เวลามีคนบอกว่าเขาเป็น “คนเพื่อนเยอะ” คำถามต่อเนื่อง คือ เขามี “เพื่อน” ได้มากที่สุดกี่คน? ถึงหลักหมื่นหลักแสนคนไหม?

แล้ว “เพื่อน” ที่เขามี เป็น “เพื่อน” แบบไหน? “เพื่อน” ที่ต่างตอบแทนกันได้ ในเรื่องที่พอจะตอบแทนกันได้ แต่เป็น “เพื่อน” ที่พร้อมหนีหายเมื่อภัยใหญ่กำลังเคลื่อนมาถึงตัวหรือเปล่า?

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่สำคัญกว่านั้น คือ ทุกฝ่ายต่างตระหนักดีว่าในโลกยุคสมัยใหม่ เราล้วนใช้ชีวิตอยู่ในสังคม ประเทศ ชาติ อันกว้างใหญ่ไพศาล มีประชากรจำนวนมากมายหลักล้านหรือสิบล้านคน กระทั่งทุกคนไม่สามารถเป็นเพื่อนคุย เพื่อนกิน เพื่อนเที่ยว เพื่อนร่วมงาน กันได้อย่างครบถ้วนพร้อมหน้า

พูดอีกอย่างคือ ทุกคนในสังคม-ประเทศ-ชาติ ไม่สามารถเป็น “เพื่อน” กันได้ในโลกความจริง

กระนั้นก็ตาม มีเรื่องใหญ่เรื่องหนึ่งที่ทุกๆ คน ในฐานะ “เพื่อนร่วมชาติ-เพื่อนร่วมประเทศ-เพื่อนร่วมสังคม” ในระบอบประชาธิปไตย ต้องมากำหนดชะตาชีวิตของตนเองร่วมกัน นั่นคือ การเลือกรัฐบาลมาบริหารประเทศทุกๆ สี่ปี

ตัวกลางที่จะทำให้พวกเราที่ต่างเป็น “เพื่อนร่วมชาติ” ของกันและกัน สามารถพูดคุยและแสวงหาข้อตกลงร่วมกันได้ ก็ย่อมหนีไม่พ้นกระบวนการเลือกตั้ง

เอาเข้าจริง “เพื่อนร่วมชาติ” ได้เจรจาต่อรองประเด็นนี้กันรู้เรื่องไปเรียบร้อยแล้วตั้งแต่วันที่ 14 พฤษภาคม

หากมองว่า “การเมือง” คือเรื่องที่ข้องเกี่ยวกับ “เพื่อนร่วมชาติ” จำนวนมหาศาล

ความยุ่งเหยิง-วุ่นวาย-สลับซับซ้อน ที่ดำเนินมาตลอดช่วง 2-3 เดือนหลัง ก็อาจบังเกิดขึ้นเพราะ “คนการเมือง” บางส่วน (ไม่ว่าระดับไหน) มัวไปคบหาสมาคมกับ “เพื่อนกลุ่มเล็กๆ” ใน “โลกแคบๆ” ใบเดิมๆ ของตัวเองมากเกินไป

แต่ไม่ยอมทำความรู้จัก ทำความเข้าใจ และพยายามวิเคราะห์บทสนทนาที่ “เพื่อนร่วมชาติ-เพื่อนร่วมประเทศ-เพื่อนร่วมสังคม” ส่งเสียงออกมา

แถมยังมีแนวโน้มจะบิดเบือนเจตนาของพวกเขาอย่างปราศจาก “ความซื่อตรง”

ปัญหาการเมืองไทยจึงเกิดขึ้นเพราะ “การทำงานการเมืองแบบมีเพื่อนน้อย” จริงๆ

ทว่า คนสร้างปัญหากลับกลายเป็น “คนที่หลงคิดว่าตัวเองมีเพื่อนเยอะ” และคนที่สุ่มเสี่ยงจะกลายเป็นปรปักษ์กับประชาชนหลายสิบล้านชีวิต