เอสเอ็มอีภูธร ร้อนใจ หวังโหวตนายกฯ 4ส.ค.ผ่านฉลุย-ตั้งรัฐบาลได้ลงตัว ชี้ยิ่งนานห่วงปัจจัยรุมเร้ายิ่งรุนแรง
เมื่อวันที่ 31 กรกฎาคม นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย กล่าวกับ “มติชน” ถึงมุมมองต่อการโหวตนายกรัฐมนตรี ในวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ว่า ถ้าผ่าน การขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคมและการพัฒนาประเทศในมิติต่างๆจะดำเนินการไปได้เร็วขึ้น สร้างภาพลักษณ์ที่ดีและการยอมรับจากต่างประเทศ ก่อให้เกิดความเชื่อมั่นในเศรษฐกิจไทย ส่งผลต่อการค้า การลงทุนที่ขยายตัวได้รวดเร็วขึ้น
แต่ถ้าไม่ผ่าน ครั้งต่อไป มองว่า น่าเป็นห่วงเศรษฐกิจ จะไม่เกิดการขยับขยายตัวตามเป้าหมายจีดีพี 3.6% และภาวะการหยุดชะงักของโครงการใหม่ๆที่ดีๆของภาครัฐจากงบประมาณแผ่นดินอาจต้องชะลอล่าช้าตัวออกไป และสถานการณ์เศรษฐกิจโลกมีความแปรปรวนตลอด และแข่งขันระหว่างประเทศที่สูงขึ้น
“ขณะที่ปัจจัยลบรุมเร้าเศรษฐกิจไทย ดอกเบี้ยขาขึ้น พลังงานขาขึ้น ต้นทุนวัตถุดิบและปัจจัยการผลิตขาขึ้น เป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจที่มาจากการขาดความต่อเนื่องของการบริหารประเทศที่เป็นสุญญากาศทางการเมืองให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดกับประเทศและประชาชน” นายแสงชัย กล่าว
นายแสงชัย ตอบคำถามว่ารับได้ไหมกับขั้วพรรคเก่า เสริมพรรคเพื่อไทย ว่า การจับมือจัดตั้งรัฐบาลสูตรใดก็แล้วแต่ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ดำเนินการโดยซื่อสัตย์สุจริต ไม่ผิดกฎหมาย ไม่ผิดกติกา ไม่มีการบังคับ ล้วนทำได้ทั้งสิ้น เพื่อให้บ้านเมืองเดินหน้าต่อเนื่อง แต่หากการดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้สะท้อนเสียงหรือเจตนารมณ์ของประชาชนที่ใช้สิทธิ์เลือกสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเข้ามาทำหน้าที่แทน ก็เป็นห่วงสถานการณ์การเมืองที่จะมีความรุกคืบเกิดข้อขัดแย้งที่จะเป็นปัญหาบานปลายได้
“ทางออกที่จะเกิดการเปลี่ยนผ่านช่วงเวลานี้ได้ คือ ไม่สุดโต่งทางความคิด นำเหตุผลมาช่วยกันหาทางออกและยึดผลประโยชน์ประเทศชาติ และประชาชนเป็นสำคัญ และถ้าอ้างประชาชนเราก็ต้องกลับมาทบทวน มติประชาชนเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลเพื่อประชาชน” แสงชัย กล่าว
นายแสงชัย กล่าวว่า จากการรับฟังสมาชิกสมาพันธ์เอสเอ็มไทย ส่วนภูมิภาค สะท้อนว่าเป็นกังวลกับสถานการณ์การเลือกนายกรัฐมนตรีที่ยังไม่ลงตัว และห่วงใยเศรษฐกิจท้องถิ่นที่ส่วนหนึ่งต้องขับเคลื่อนด้วยกลไกภาครัฐในการช่วยส่งเสริม สนับสนุนการพัฒนายกระดับขีดความสามารถผู้ประกอบการเอสเอ็มอี และภาคแรงงาน และมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่สร้างความยั่งยืนให้กับเศรษฐกิจในท้องถิ่น รวมทั้งสามารถผลักดันไปเติบโตได้ในตลาดอาเซียนและตลาดโลก
อีกทั้งมาตรการส่งเสริมการท่องเที่ยวทั้งเมืองหลัก เมืองรองที่ต้องใช้กลไกภาครัฐร่วมเอกชนในการขับเคลื่อนดึงดูดนักท่องเที่ยวจากต่างประเทศ และส่งเสริมการท่องเที่ยวภายในประเทศของคนไทยกันเองอีกทางหนึ่ง เพราะ 1 ใน 3 ของรายได้การท่องเที่ยวมาจากนักท่องเที่ยวชาวไทย การพัฒนาดิจิทัลเทคโนโลยีกับผู้ประกอบการอุตสาหกรรมท่องเที่ยวให้เข้าถึงการใช้ประโยชน์และพัฒนาธุรกิจอย่างต่อเนื่อง
พร้อมกับกลไกสนับสนุนแหล่งทุนต้นทุนต่ำการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานและความปลอดภัยในทุกมิติเพื่อสร้างความเชื่อมั่นกับนักท่องเที่ยว สิ่งสำคัญ คือ การส่งเสริมการท่องเที่ยวท้องถิ่นให้คึกคักตามแนวชายแดนไทยกับประเทศเพื่อนบ้าน

