อัยการธนกฤต เผยแนวทางศาล รธน.อาจไม่รับคำร้องผู้ตรวจการฯ ผู้ร้องไม่ถูกละเมิดสิทธิโดยตรง

1.08.23 | 10:11 น.

อัยการธนกฤต ยกจุดชี้ขาดศาลรัฐธรรมนูญรับหรือไม่รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน ชี้อาจไม่รับคำร้องหากเห็นว่าไม่ถูกกระทบสิทธิโดยตรง ยกเคสคำสั่งศาลเคยไม่รับคำร้อง ส.ส.ยื่นร้องรัฐสภาลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม ขัดรัฐธรรมนูญ เพราะไม่เป็นผู้ถูกกระทบสิทธิโดยตรงมาแล้ว

เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม ดร.ธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุดและอาจารย์ผู้บรรยายวิชากฎหมายวิธีพิจารณาความและกฎหมายพยานหลักฐาน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, มหาวิทยาลัยรามคำแหง, สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) และมหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ให้ความเห็นทางกฎหมายผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัว ความว่า จุดชี้ขาดศาลรัฐธรรมนูญรับหรือไม่รับคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดิน

ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีการพิจารณาว่าจะรับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาวินิจฉัยหรือไม่ในวันที่ 3 สิงหาคม 2566 นั้น ผมขอให้ความเห็นทางวิชาการด้านกฎหมายในเรื่องนี้ เพื่อให้ความรู้ทางกฎหมายแก่ท่านที่สนใจ โดยไม่มีวัตถุประสงค์ หรือจุดมุ่งหมายทางการเมืองที่จะสนับสนุนพรรคการเมือง หรือขั้วการเมืองฝ่ายใดทั้งสิ้น

จุดชี้ขาดสำคัญที่ศาลรัฐธรรมนูญจะรับหรือไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินในกรณีนี้เป็นไปตามหลักเกณฑ์ที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 213 และพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2561 มาตรา 46 โดยพิจารณาจากผู้ร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน ซึ่งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและประชาชนว่าเป็นผู้ถูกละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยตรงหรือไม่ จากการกระทำของรัฐสภาที่ลงมติว่าการเสนอชื่อบุคคลให้รัฐสภาเห็นชอบเพื่อแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ถือเป็นญัตติ ซึ่งต้องปฏิบัติตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ.2563 ข้อ 41

สำหรับกรณีนี้ หากพิจารณาข้อกล่าวอ้างในประเด็นเรื่องบุคคลที่ถูกละเมิดสิทธิตามรัฐธรรมนูญโดยตรงจากการลงมติของรัฐสภา ถ้าหากจะมีเกิดขึ้น ที่เห็นได้ชัดเจนน่าจะเป็น คุณพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ซึ่งถูกละเมิดสิทธิในการได้รับการเสนอชื่อเป็นนายกรัฐมนตรีตามกระบวนการที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ แต่คุณพิธาไม่ได้ร้องเรียนต่อผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่กลับเป็น ส.ส.และประชาชนจำนวนหนึ่งเป็นผู้ร้องเรียน

Advertisement

ดังนั้น หากศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่า ส.ส.และประชาชนผู้ร้องเรียนไม่ได้เป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยตรงจากการกระทำของรัฐสภาที่ลงมติดังกล่าว ศาลรัฐธรรมนูญก็อาจมีคำสั่งไม่รับคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินไว้พิจารณาวินิจฉัย และเมื่อมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้ว คำขอให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งยุติการเลือกนายกรัฐมนตรีไว้ก่อนจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัย ย่อมเป็นอันตกไปด้วย

นอกจากนี้ หากพิจารณาแนวคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ผ่านๆ มา ศาลรัฐธรรมนูญได้วางแนวคำวินิจฉัยมาโดยตลอดว่า ผู้ร้องต้องเป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยตรงจากการกระทำของผู้ถูกร้อง

ดังตัวอย่าง คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2565 ที่วินิจฉัยว่า ตามที่ นายระวี มาศฉมาดล ส.ส.พรรคพลังธรรมใหม่ ยื่นคำร้องว่าการลงมติของรัฐสภาที่ให้ความเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติม โดยแก้ไขให้มีจำนวน ส.ส.แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง 400 คน และ ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ 100 คน และกำหนดให้ใช้บัตรเลือกตั้ง 2 ใบ เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพของผู้ร้องในฐานะ ส.ส. ทำให้เกิดความไม่เท่าเทียมกันตามรัฐธรรมนูญ ขัด หรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ

ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญเป็นการกระทำโดยที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา ซึ่งเป็นการกระทำทางนิติบัญญัติตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่รัฐธรรมนูญกำหนด ไม่ปรากฏว่าผู้ร้องเป็นบุคคลซึ่งถูกละเมิดสิทธิ หรือเสรีภาพตามรัฐธรรมนูญโดยตรง เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็นของผู้ร้องในฐานะหัวหน้าพรรคการเมืองที่ไม่เห็นด้วยกับการกระทำของรัฐสภาที่ลงมติเห็นชอบร่างรัฐธรรมนูญแก้ไขเพิ่มเติมเท่านั้น จึงมีคำสั่งไม่รับคำร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย

คลิก เพื่ออ่านคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2565 จำนวน 6 หน้า

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง