“จาตุรนต์” เป็นพยานให้ ผอ.ร.ร.ไทยรัฐวิทยา 6 หวังสร้างความเข้าใจทุกฝ่าย หวั่น รัฐส่งสัญญาณผิดทำบุคลากรด้านการศึกษาหวาดกลัวไม่กล้ารับเด็กมีปัญหาสถานะบุคคล ชี้ส่งเด็กนักเรียน 126 คนกลับพม่าแก้ปัญหาผิดทาง-สวนมติ ครม.
เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม นายจาตุรนต์ ฉายแสง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่หน่วยงานในสังกัดสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ร่วมกันผลักดันเด็กนักเรียนที่ไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร 126 คนจากโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 อ.ป่าโมก จ.อ่างทอง กลับประเทศพม่าเนื่องจากเข้าเมืองผิดกฎหมาย ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางเนื่องจากเด็กทั้งหมดต้องหลุดออกจากระบบการศึกษา
อ่านข่าว
- จวกรัฐไทยส่งเด็กไม่มีทะเบียนจาก ร.ร.ในอ่างทอง 126 คน กลับพม่า
- ผอ.รร.ไทยรัฐ 6 แจง วิธีการดึงเด็กจากชายแดนมาเรียนทำกันมา 20 ปีแล้ว รับเด็กมาอย่างถูกต้อง
- ‘กัณวีร์’ รุดเยี่ยมเด็ก ที่กำลังถูกผลักดันออกนอกประเทศ วอนอย่าตัดอนาคตเด็ก
- ‘กัณวีร์’ ไม่ขอยุ่งเรื่องสืบสวนค้ามนุษย์ แต่ขออย่ากีดกั้นการศึกษา’เด็กชายขอบ’
- ดย. ยันส่งเด็กกลับพม่า ‘ปลอดภัย’ พบ 4 คนหนีการสู้รบมา ป้าวอนขอตัวเด็กมาเรียนต่อ
-
‘บิ๊กโจ๊ก’ ลงพื้นที่เชียงราย ดึง กสม.-สพฐ.ร่วมหารือกรณีส่งเด็ก 126 คนกลับพม่า
-
นักกม.ชี้ส่งเด็ก 126 คนกลับพม่าเสี่ยงถูกวิจารณ์เวทีระหว่างประเทศ จวกทำลายโอกาสการศึกษา
นายจาตุรนต์กล่าวว่า เมื่อปี 2548 ขณะนั้นตนดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี ได้เกิดกรณีที่เด็กไร้สัญชาติ ไร้บัตร และไม่มีเอกสารใดๆ ติดตัวเลย ประสบปัญหาไม่ได้รับสิทธิด้านการศึกษา รวมถึงสิทธิการรักษาพยาบาล และมีการเคลื่อนไหวจากภาคส่วนต่างๆเพื่อหาทางแก้ปัญหาโดยเฉพาะฝ่ายความมั่นคงกำลังพิจารณา ขณะที่กลุ่มคนที่ออกมาเคลื่อนไหวได้มาพบตนและนำเสนอกับสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ผลักดันเป็นยุทธศาสตร์การจัดการเกี่ยวกับงานสถานะบุคคล
นายจาตุรนต์กล่าวว่า ฝ่ายความมั่นคงมองเห็นปัญหาจึงหาทางกำหนดยุทธศาสตร์เพื่อให้เกิดการคุ้มครองเด็กที่มีปัญหา เช่น เกิดในไทยแต่ไม่มีสัญชาติ เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านที่ไม่มีใครรับรอง หรือเด็กที่ไม่มีเอกสารใดๆ เราให้เด็กได้รับการคุ้มครองและออกเป็นบัตรเฉพาะให้ โดยกำหนดให้เขาได้รับการคุ้มครองอะไรบ้าง ต่อมา ศธ.ได้เสนอออกกฎระเบียบต่อเนื่องจากยุทธศาสตร์ของ สมช. คือให้คุ้มครองเด็กที่ไม่มีสัญชาติ เด็กที่ไม่มีหลักฐานทางทะเบียนราษฏร และเด็กไร้บัตร ให้ได้รับสิทธิด้านการศึกษาในประเทศไทยเพื่อเป็นการคุ้มครองสิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐานตามหลักสากล โดยคำนึงถึงว่ามีเด็กที่มีปัญหาด้านสถานะบุคคลจำนวนมากให้ได้รับการคุ้มครองเรื่องการมีสิทธิเข้าเรียน และกลายเป็นมติคณะรัฐมนตรีเมื่อปี 2548 ซึ่งตนดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ศธ.
ผู้สื่อข่าวถามว่า การจัดส่งเด็กนักเรียนไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร 126 คนกลับพม่าครั้งนี้ถือว่าเป็นการสวนทางกับมติ ครม.ที่เขียนไว้หรือไม่ นายจาตุรนต์กล่าวว่า เป็นการสวนทางกัน โดยตอนแรกตนเข้าไปดูเพราะเห็นว่ามีการดำเนินคดีกับผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 ก่อนหน้านั้นเลยไม่ได้ดูในประเด็นส่งเด็กกลับไป ถ้าพูดในหลักใหญ่ของสิทธิมนุษยชนสากลแล้ว ถือว่าเป็นเรื่องที่ไม่ถูกเพราะเมื่อพบเด็กที่มีปัญหาเรื่องสถานะ หรือเข้าเมืองไม่ถูกกฎหมายและกำลังเรียนอยู่ในไทย ถ้าจะดำเนินการใดๆ ก็ต้องไม่ให้กระทบการเรียนของเด็กนักเรียนเหล่านี้
“ไม่ใช่พอพบว่าเข้าเมืองผิดกฎหมายแล้วส่งพวกเขากลับไปก่อน ยิ่งหากเป็นพื้นที่ที่อันตราย แล้วส่งเขากลับไปก็ผิดหลักกติกาสากล แถมยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะได้เรียนเมื่อไหร่ พวกเขาบางส่วนอาจไม่ได้เรียนอีกนับปี โดยหลักแล้วเราต้องคุ้มครองให้เขาได้เรียนก่อน น่าเป็นห่วงว่าตรงนี้ทำไม่ถูกหลักสากลและอาจถูกตำหนิจากองค์กรระหว่างประเทศได้” อดีตรองนายกรัฐมนตรี กล่าว
นายจาตุรนต์กล่าวว่า การดำเนินคดีกับผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยา 6 และบุคลากรทางการศึกษาของโรงเรียนไทยรัฐวิทยา เป็นสิ่งที่น่ากังวลเพราะอาจเป็นการส่งสัญญาณที่ผิด ทำให้บุคลากรทางการศึกษาเกิดการหวาดกลัว และปิดโอกาสให้เด็กที่มีปัญหาสถานะบุคคล ไม่มีชื่อในทะเบียนบ้าน เด็กไร้สัญชาติ ในการเรียนหนังสือ กลายเป็นการทำให้บุคลากรทางการศึกษาต้องมาเข้มงวดกับเด็กที่มีปัญหาเรื่องเอกสารทางทะเบียนราษฏร ทั้งเด็กที่มีอยู่ในประเทศไทยแล้ว หรือเด็กที่เข้ามาใหม่ เมื่อเข้มงวดก็เกิดปัญหาผู้ปกครองของเด็กๆ เหล่านั้น เพราะไม่กล้านำเด็กเข้าระบบการศึกษาและกลายเป็นเด็กต้องอยู่กับพ่อแม่ หรือเร่ร่อนโดยไม่เข้าระบบการศึกษาเป็นอันตรายต่อสังคมเป็นอย่างมาก
“ในวันนี้ ผมได้ไปเป็นพยานให้กับผู้อำนวยการโรงเรียนไทยรัฐวิทยาที่ถูกดำเนินคดี ที่ สภ.ป่าโมก และจะฟังเรื่องราวจากมูลนิธิต่างๆ นักวิชาที่เชี่ยวชาญว่าจะช่วยเด็กเหล่านี้อย่างไร และพยายามทำให้เกิดความชัดเจนทางนโยบายความมั่นคงและกระทรวงศึกษาธิการในการคุ้มครองเด็กให้ดีขึ้นและสอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงมากขึ้นอย่างไร หวังว่าผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องนี้ รวมทั้งทางฝ่ายความมั่นคงจะเข้าใจในเรื่องนี้มากขึ้น” นายจาตุรนต์กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ประชาชนไทยบางส่วนยังข้องใจว่าทำไม่เราถึงต้องสนับสนุนให้เด็กไม่มีเอกสารทางทะเบียนราษฎร หรือเด็กจากประเทศเพื่อนบ้านได้เรียน แทนที่จะเอางบประมาณไปใช้กับเด็กไทย นายจาตุรนต์กล่าวว่าการที่เด็กจากประเทศเพื่อนบ้านเข้ามาประเทศไทยมากหรือน้อยอย่างไร เป็นเรื่องที่ฝ่ายความมั่นคงต้องไปดูแลตามความความเหมะสม แต่กรณีที่พวกเขาต้องหนีตายหรือหนีอันตรายเข้ามาหลบภัย ในฐานะที่เราเป็นประเทศเพื่อนบ้าน และประชาชนสองฝั่งแดนต่างมีสายสัมพันธ์กัน รวมถึงการมีแรงงานข้ามชาตินับล้านๆ คนเข้ามาทำงานในไทย ถ้าเข้ามาด้วยความจำเป็นก็ต้องดูแลกัน การให้การศึกษากับเด็กก็ต้องคิดแบบที่เป็นปลายทางคือเมื่อมีเด็กเข้ามาอยู่ก็ต้องการการศึกษา เพราะเขาเข้าอยู่ในประเทศไทยแล้ว
“ต้องถามว่าอะไรดีกว่ากันระหว่างให้เด็กเรียนกับไม่ให้เรียนอะไรเลย ถ้าเขาอยู่จนโต อะไรเป็นผลดีต่อสังคมไทยมากกว่ากัน มันจึงไม่ใช่เป็นปัญหาแคบๆ ว่าเด็กไทยยังไม่มีงบเพียงพอ ปัญหาเด็กไทยควรได้รับการดูแลดีขึ้นก็ควรแก้ไข และแก้ได้ด้วย ถ้าจัดสรรงบอย่างเหมาะสม แต่เด็กจากเพื่อนบ้านที่ติดตามพ่อแม่ที่เป็นแรงงานข้ามชาติซึ่งอนาคตยิ่งมีเพิ่มขึ้น ขณะที่สังคมไทยเป็นสังคมสูงวัย หากเขาเป็นแรงงานข้ามชาติ มีความรู้ก็เป็นประโยชน์ต่อเศรษฐกิจและสังคม แต่หลักง่ายๆ ทางสังคมเมื่อมีเด็ก โลกนี้เขายอมรับว่าต้องให้เด็กได้รับการศึกษา ซึ่งเป็นประยชน์ต่อสังคมนั้น ไม่ต้องไประแวงว่าเราจะเสียหายอะไร การใช้จ่ายด้านการศึกษาเป็นการลงทุนที่มีคุณค่าต่อสังคมมากที่สุด” นายจาตุรนต์กล่าว

