สถานะทางกฎหมายอย่างเป็นทางการของ “ทักษิณ ชินวัตร” อดีตนายกรัฐมนตรี ตัวละครหลักสำคัญในประวัติศาสตร์การเมืองไทยช่วง 20 ปีที่ผ่านมานี้ คือผู้ต้องคำพิพากษาให้จำคุกและหลบหนีการรับโทษดังกล่าวซึ่งรวมกันได้ประมาณ 10 ปี
เช่นนี้ “ตามหลักการ” แล้ว ทันทีที่เขามาปรากฏตัวที่ท่าอากาศยานดอนเมือง หรือสถานที่ใดก็ตามในราชอาณาจักร ก็จะต้องเป็นการกลับมารับโทษโดยจะต้องเข้าสู่เรือนจำนับแต่วันแรกที่เดินทางมาถึงประเทศไทย แต่ผู้ติดตามการเมืองก็เชื่อตรงกันแหละว่าถึงอย่างไรคนอย่างอดีตนายกรัฐมนตรีท่านนี้ไม่น่าจะยอมรับโทษในเรือนจำได้เป็นเวลานานหรอก เพราะถ้าเขายอมรับได้เช่นนั้น ก็คงกลับประเทศไทยมารับโทษเสียตั้งนานแล้ว
เช่นนี้ก็คงจะมีกระบวนการอะไรสักอย่างที่พอจะผ่อนผันให้การรับโทษตามคำพิพากษานี้ไม่หนักหนาจนเกินไป ซึ่งเรื่องนี้ต่อให้มีกฎหมายหรือระเบียบรองรับไว้ทุกขั้นตอนว่าพอมีช่องทางเป็นไปได้ก็จริง แต่วิญญูชนทั่วไปก็รู้เท่าตรงกันนั่นแหละว่า กฎหมาย ระเบียบ และกฎเกณฑ์ต่างๆ นั้น จะไม่ได้ดำเนินไปตามปกติธรรมดา อย่างที่ผู้ต้องคำพิพากษาจำคุกคนใดก็ตามที่มีอายุและเงื่อนไขเช่นเดียวกับทักษิณจะขอรับความเมตตาไม่ต้องอยู่ในเรือนจำเป็นเวลานานในแบบเดียวกันได้
ดังนั้น หากปรากฏว่าวันที่ 10 สิงหาคม 2566 ทักษิณ ชินวัตร “กลับบ้าน” มาจริง ก็ย่อมหมายความว่า มีหลักประกันบางอย่างให้เขาเชื่อว่าจะได้รับ “โอกาสพิเศษ” เช่นว่านั้น และในทางกลับกัน หากปรากฏว่าเขาไม่ได้กลับมาตามกำหนดหมายที่ได้แจ้งไว้ไม่ว่าจะชี้แจงแสดงเหตุหรือไม่ ก็ย่อมหมายความว่าไม่มีหลักประกันข้างต้นนั้นอยู่ หรือมีข้อเท็จจริงบางอย่างที่ทำให้เขาเลือกที่จะเปลี่ยนใจ ซึ่งก็ไม่มีใครตอบได้เช่นกัน
ไม่ว่า “ดีล” ตามข่าวลือต่างๆ จะมีจริงหรือไม่อย่างไร แต่การประกาศของ “แพทองธาร ชินวัตร” หนึ่งในผู้มีชื่อเป็นผู้เสนอตัวเป็นนายกรัฐมนตรีของพรรคเพื่อไทยที่เปิดเผยกำหนดการวันกลับประเทศไทยของ “ทักษิณ” ในช่วงเวลาระหว่างการจัดตั้งรัฐบาลและจะเลือกนายกรัฐมนตรี ซึ่งฝุ่นยังตลบอยู่นี้ ก็นับว่ามีนัยยะว่าน่าจะมีเรื่องที่ “ไม่ค่อยธรรมดา” อยู่เบื้องหลัง
ซึ่ง “สัญญาณ” นั้นก็น่าจะปรากฏขึ้นอย่างเร็วที่สุด ในวันศุกร์ที่ 4 สิงหาคม ที่เป็นกำหนดนัดที่รัฐสภาจะเลือกนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งหากได้ตัวนายกรัฐมนตรีในวันนั้น ก็อาจจะคาดเดาฉากทัศน์ที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 10 ได้ชัดเจนขึ้น หรือแม้แต่หากยังไม่สามารถเลือกนายกรัฐมนตรีได้ก็ด้วย
หากเรื่องราวที่แสนจะไม่เกี่ยวข้องกันนี้เกิดจะมาเกี่ยวข้องกัน รวมตลอดถึงความวุ่นวายอื่นๆ ที่รวมๆ แล้วมาขัดขวางพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งนั้นขึ้นเป็นรัฐบาลนั้น ก็ได้เปลือยให้เห็นว่าแท้จริงแล้วประเทศเรากำลังอยู่ในระบอบการปกครองที่ไม่รู้จะเรียกชื่ออย่างไร แต่เป็นระบอบที่อนุญาตให้ประชาชนไปออกเสียงเลือกตั้งได้ตามรอบวาระตามสมควร หากผู้มีอำนาจที่แท้จริงจะรวมหัวกันพิจารณาอีกทีว่าจะ “อนุญาต” ให้ผู้ที่ประชาชนได้เลือกมาแล้วนั้นได้เข้าสู่อำนาจรัฐแต่โดยดีหรือไม่
ท่าทีที่แสดงออกและการใช้อำนาจอย่างไม่เป็นปกติของ ส.ว. องค์กรอิสระและอื่นๆ ก็ปรากฏนั้น ชัดเจนว่าพวกเขากำลังใช้ความพยายามบีบบังคับจัดตั้งรัฐบาลตามแต่ใจพวกตัวแล้ว ไม่ใช่เพียงข้ออ้างว่าจะขอพิจารณาบุคคลที่สมควรเป็นนายกรัฐมนตรีเท่านั้น
หนทางเดียวที่จะออกจาก “ระบอบ” เช่นนี้ คือการปฏิเสธการเล่นหรือดำเนินตามเกมของเขา และใช้ช่องทางที่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญและครรลองคลองธรรมแห่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยเท่าที่เป็นไปได้ เพื่อส่งให้ผู้แทนที่ได้รับเลือกของปวงชนได้เป็นนายกรัฐมนตรี หรืออย่างน้อยพรรคการเมืองที่ชนะการเลือกตั้งต้องได้เป็นรัฐบาล หรือได้อำนาจรัฐ
พูดง่ายๆ ว่า เราต้อง “ไม่อนุญาต” ให้ผู้ที่ไม่ใช่ประชาชน หรือเป็นตัวแทนของประชาชนมา “อนุญาต” ว่าจะให้ใครที่จะได้ปกครองประเทศนี้ ซึ่งไม่ว่าจะอย่างไร อย่างน้อยเขาก็ยังหน้าบางอ้างว่าอำนาจสูงสุดในประเทศนี้เป็นของปวงชน
วิถีทางเท่าที่เป็นและเหลืออยู่ตามรัฐธรรมนูญนี้ที่ได้รับการกล่าวถึง คงไม่มีทางใดที่เป็นไปได้ไปมากกว่าการรอให้พ้นเวลาที่ ส.ว.ชุดแรกนี้จะมีอำนาจในการให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ ซึ่งเหลือเวลาอีกประมาณ 10 เดือนจากนี้
ที่ต้องใช้ข้อความว่า “รอให้พ้นเวลาที่ ส.ว.ชุดแรกนี้จะมีอำนาจในการให้ความเห็นชอบผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรีได้” ก็เพราะว่า เดิมนั้นเราอาจจะเผลอไปหรือเข้าใจว่าเรื่องนี้ต้อง “รอให้ ส.ว.ชุดแรกนี้พ้นวาระ” ซึ่งการไปหลงใช้ถ้อยคำประโยคนี้เอง ก็ไปเปิดช่องให้ฝ่ายที่ “รอไม่ไหว” หรือพยายามที่จะให้คนอื่น “ไม่ต้องรอ” นั้น เอาไปบิดเบือนว่า แม้ว่า ส.ว.ชุดแรกนี้จะพ้นวาระ ก็ยังต้องรักษาการ
และมีอำนาจหน้าที่อยู่ต่อไปจนกว่าจะดำเนินกระบวนการเลือก ส.ว.ชุดใหม่ ซึ่งมีกระบวนการวุ่นวายซับซ้อนอย่างยิ่ง ทั้งตามรัฐธรรมนูญเองและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เสร็จสิ้นเสียก่อน ซึ่งไม่รู้ว่าเวลานั้นจะมาถึงเมื่อไรแต่โดยข้อเท็จจริงแล้ว บทบัญญัติในรัฐธรรมนูญที่ให้อำนาจ ส.ว.แส่ส่ายมาใช้อำนาจเลือกนายกรัฐมนตรีได้นี้ บัญญัติไว้ในมาตรา 272 วรรคหนึ่งว่า “ในระหว่างห้าปีแรกนับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรกตามรัฐธรรมนูญนี้ การให้ความเห็นชอบบุคคลซึ่งสมควรได้รับแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีให้ดำเนินการตามมาตรา 159 เว้นแต่การพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา 159 วรรคหนึ่ง ให้กระทำในที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา…”
ดังนั้น กรอบเวลาที่ “ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา” คือ ส.ส.ร่วมกับ ส.ว.นั้น จึงมิได้ผูกติดอยู่กับวาระของ ส.ว. หากแต่กำหนดไว้ชัดเจนว่ามีเพียงห้าปี นับแต่วันที่มีรัฐสภาชุดแรก ซึ่งวันที่มีสภาชุดแรก คือวันที่มีทั้ง ส.ส.และ ส.ว.ครบแล้ว ซึ่งมันไปเริ่มพอดีกับวาระแรกเริ่มของ ส.ว.เท่านั้นเอง และเมื่อพ้นจากระยะเวลา 5 ปีนี้ แม้ว่าจะยังคงมี ส.ว.คณะเดิมอยู่ในตำแหน่งและยังปฏิบัติหน้าที่ไปได้ แต่ก็หมดเวลาที่จะใช้อำนาจในการให้ความเห็นชอบนายกรัฐมนตรีได้แล้ว
ขอบันทึกกันลืมไว้ด้วยว่า มันออกจะน่าเศร้าที่หนึ่งในผู้พยายามสร้างความเข้าใจผิดนี้ เคยเป็นถึงทนายความคดีการเมือง นักกฎหมายสิทธิมนุษยชนที่เคยได้ชื่อว่าเป็น “ทนายคนเสื้อแดง” ผู้เคยยืนยันการใช้เสรีภาพทางการเมือง ไม่ยอมรับการรัฐประหารยึดอำนาจหรือใช้อำนาจโดยมิชอบทั้งปวง ซึ่งเชื่อได้ยากเหลือเกินว่าเขาจะอ่านกฎหมายที่เขียนง่ายๆ ตรงไปตรงมาเช่นนี้ผิดไปได้ขนาดนั้น
คงไม่มีใครตอบแทนใครได้ว่า แล้วประชาชนทั่วไปจะรออีก 10 เดือนได้หรือไม่ เพราะยังไม่เคยมีการสำรวจอย่างจริงจังและเชื่อถือได้ว่าประชาชนทั่วไปเห็นควรรอให้เวลาที่เป็นเงื่อนโซ่พันธนาการประชาธิปไตยของเรานี้สลายไปเองหรือไม่ นอกจากนี้สำหรับคนทำงานประจำกินเงินเดือนหากตอบว่ารอได้ก็อาจจะถูกตอกหน้ากลับมาว่าไม่ใช่เจ้าของกิจการหรือทำธุรกิจจะไปรู้อะไร ดังนั้นจึงออกจะเป็นเรื่องที่พูดไปสองไพเบี้ย
ใคร่ขอเสนอข้อเท็จจริงทางกฎหมายดีกว่าว่า ระยะเวลาแห่งการรอคอย 10 เดือนนี้ หากต้องรอกันจริงๆ “สภาพแวดล้อม” ทางการเมืองและเศรษฐกิจจะเป็นไปอย่างใดบ้าง
ในกรณีที่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้และระยะเวลาทอดยาวออกไป ก็จะถือว่ารัฐบาลของ ประยุทธ์ จันทร์โอชา นั้นยังรักษาการอยู่ต่อไป แต่ก็เป็นการรักษาการในลักษณะเดียวกับที่เป็นไปตั้งแต่วันที่ 20 มีนาคม 2566 ที่เป็นวันที่มีการยุบสภานั่นแหละ นั่นคือกลไกของรัฐต่างๆ ยังดำเนินการอยู่ได้ตามปกติ ดังนั้นใครที่เคยทำอะไรได้ไม่ได้อย่างไร ในช่วง 10 เดือนจากนี้ไป ก็น่าจะอยู่ในสภาพได้หรือไม่ได้เช่นนั้น ไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงใดๆ ไปได้มากมายนัก หรือแม้หากจะเกิดเหตุเร่งด่วนฉุกเฉินหรือมีภัยพิบัติ รัฐบาลรักษาการก็อาจอนุมัติให้ใช้จ่ายงบประมาณสำรองจ่ายเพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้เท่าที่จำเป็น โดยต้องได้รับความเห็นชอบจาก กกต.เสียก่อน ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 169(3)
หรือถ้าเป็นห่วงเรื่องของงบประมาณรายจ่ายประจำปีที่จะไม่มีรัฐบาลที่มีอำนาจเต็มมากำหนดและตรา พ.ร.บ.งบประมาณ รัฐธรรมนูญมาตรา 141 ก็กำหนดว่า ถ้า พ.ร.บ.งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณออกไม่ทันปีงบประมาณใหม่ ก็ให้ใช้กฎหมายว่าด้วยงบประมาณรายจ่ายในปีงบประมาณปีก่อนนั้นไปพลางก่อนได้ ดังนั้นไม่ต้องห่วงว่าจะเกิดกรณีที่ราชการและหน่วยงานของรัฐจะต้องปิดตัวลงอย่างกรณี Government Shutdown ของสหรัฐอเมริกา
ส่วนใครที่กลัวว่า อาจจะมี “อภินิหาร” ทางกฎหมาย ที่บันดาลให้ระยะเวลา 5 ปีที่ ส.ว.จะใช้อำนาจเลือกนายกฯได้ยืดขยายออกไปนั้น “โดยกลไกปกติ” แล้วถือว่าทำได้ยากมากๆ เพราะจะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ซึ่งตามมาตรา 256(3) นั้นกำหนดว่าในการลงมติขั้นสุดท้ายที่จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญสำเร็จลงได้นั้น จะต้องมีคะแนนเสียงเห็นชอบด้วยในการที่จะให้ออกใช้เป็นรัฐธรรมนูญมากกว่าครึ่งหนึ่งของ ส.ส.และ ส.ว.รวมกัน โดยในจำนวนนี้ต้องมี ส.ส.จากพรรคการเมืองที่สมาชิกไม่ได้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ประธานสภาผู้แทนราษฎรหรือรองประธานสภาผู้แทนราษฎรเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าร้อยละ 20 ของทุกพรรคการเมืองดังกล่าวรวมกัน และมีสมาชิกวุฒิสภาเห็นชอบด้วยไม่น้อยกว่าหนึ่งในสามของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของวุฒิสภา จะเห็นได้ว่าเป็นเงื่อนไขที่เกิดขึ้นได้ยากมาก หากพรรคร่วมรัฐบาลทั้ง 8 พรรคนั้นยังคงจับมือกันอยู่อย่างเหนียวแน่น
เพราะที่จริงแล้ว “ดีล” ที่จะพา “ทักษิณ ชินวัตร” กลับบ้าน ที่ปลอดภัยที่สุด สง่างามที่สุด ตรงไปตรงมาที่สุด คือการ “ไม่ต้องไปดีล” กับใครทั้งสิ้น นอกจากที่พรรคเพื่อไทยจะจับมือกับพรรคร่วม MOU เดิมอย่างแน่นหนาไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นไปจนตั้งรัฐบาลได้ ไม่ว่าใครจะได้เป็นนายกมนตรีก็ตาม จากนั้นก็ร่วมกันล้างผลพวงแห่งการรัฐประหารในปี พ.ศ.2549 และ 2557 เป็นภารกิจแรก
อาจจะกระทำโดยให้ประชาชนร่วมออกเสียงประชามติแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญว่าด้วยการดังกล่าวก็ได้ โดยให้ถือว่าการใช้อำนาจใดๆ ในทางการเมือง และกระบวนการเอาผิดต่อบุคคลทั้งหลายที่กระทำไปในช่วงเวลานั้น ที่ได้เป็นการกระทำโดยอาศัยอำนาจตามคำสั่งหรือประกาศของคณะรัฐประหารที่ไม่ใช่กลไกตามกฎหมายตามปกติ ให้ถือว่าการนั้นไม่มีผลทางกฎหมายมาตั้งแต่ต้น และรวมถึงการดำเนินการอื่นๆ ตามกฎหมายปกติที่มีพื้นฐานมาจากใช้อำนาจของคณะรัฐประหารข้างต้นด้วย
เช่นนี้เท่ากับคดีความและข้อกล่าวหาทั้งหลายของทักษิณก็จะเป็นอันสิ้นผลไป เพื่อให้เขาได้กลับบ้านในฐานะผู้บริสุทธิ์ ไม่จำเป็นต้องเข้าเรือนจำแม้แต่วินาทีเดียว ไม่ต้องลุ้นอะไรกับใครทั้งสิ้น
แม้อาจจะดูยุ่งยากและใช้เวลานาน แต่ก็อย่าลืมว่าการอนุญาตที่ดีที่สุดคือการไม่ต้องขออนุญาต เพราะเมื่ออนุญาตได้ก็ย่อมถอนได้ และการที่ยอมให้ใครมามีอำนาจ “อนุญาต” โดยไม่มีหลักเกณฑ์ทางกฎหมายยิ่งถอนได้ง่ายขึ้นเท่านั้น แล้วจะยอมรับความเสี่ยงอันไม่แน่นอนเช่นนั้นทำไม หากหนทางอันถูกต้องนั้นก็ยังไม่ได้ถูกปิดตายลงเสียทีเดียวนัก
กล้า สมุทวณิช

