หน้าแรก Election Slide โรม ปลุกปิดสว...

โรม ปลุกปิดสวิตช์ ส.ว. ขออย่าใช้วิชามารทำองค์ประชุมล่ม ลั่นโหวตนายกฯไม่ใช่เรื่องบุญคุณ

3.08.23 | 16:33 น.

‘รังสิมันต์’ ปลุกทุกฝ่ายร่วมโหวตปิดสวิตช์ ส.ว. แก้ ม.272 ทำการเมืองไทยติดหล่ม เตือนอย่าใช้วิชามารทำองค์ประชุมล่ม ลั่น ‘ก.ก.’ ติดหนี้บุญคุณแค่ ปชช. หลัง ‘เสรีพิศุทธ์’ แนะโหวตนายกฯให้ พท.

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายรังสิมันต์ โรม ส.ส.บัญชีรายชื่อและโฆษกพรรคก้าวไกล (ก.ก.) แถลงข่าวขอสมาชิกรัฐสภาร่วมปิดสวิตช์ ส.ว.ผ่านการลงมติร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ที่ถูกเลื่อนพิจารณาขึ้นมาแทนวาระโหวตนายกรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคม ว่า ศาลรัฐธรรมนูญได้เลื่อนการวินิจฉัยตามคำร้องผู้ตรวจการแผ่นดินในประเด็นที่มีปัญหาข้อกฎหมายเรื่องการยื่นญัตติซ้ำตามที่มีการลงมติไปแล้วของสภา ผู้ตรวจการแผ่นดินมีความเห็นว่าการลงมติของสภาดังกล่าวเป็นการกระทำที่ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญก็เลื่อนคำวินิจฉัยตรงนี้ออกไป ซึ่งสุดท้ายทำให้ประธานรัฐสภาเลื่อนการเลือกนายกรัฐมนตรีออกไป แล้วจะมาพิจารณาในเรื่องของวาระการประชุมที่พรรคก้าวไกลได้ยื่นแก้ไขรัฐธรรมนูญในส่วนของมาตรา 272 เป็นเรื่องของการปิดสวิตช์ ส.ว.ในการให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรี จากการที่เราได้ยื่นต่อสภาเมื่อวันที่ 14 กรกฎาคมที่ผ่านมา เราเห็นว่าการแก้ไขรัฐธรรมนูญเรื่องนี้ซึ่งเป็นการปิดสวิตช์ ส.ว.ในการให้ความเห็นชอบผู้ที่จะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีตามมาตรา 272 เป็นหล่มทางการเมืองที่มีความสำคัญ

ประการที่ 1 คือการที่เราไม่สามารถที่จะมีนายกรัฐมนตรีตามความต้องการของประชาชน ซึ่งเป็นผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศนี้ได้จากการโหวตนายกรัฐมนตรี ตอนที่มีการโหวต นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรค ก.ก. ก็จะเห็นว่าการโหวตครั้งนั้นจบลงที่ ส.ว. ส่วนใหญ่ไม่ให้ความเห็นชอบ กระบวนการแบบนี้เป็นเรื่องที่ชัดเจนว่าถ้าเราไม่มีมาตรานี้ การโหวตนายกรัฐมนตรีจบไปแล้ว เรามีนายกรัฐมนตรีไปแล้ว เราไม่ต้องรอให้ประเทศของเราถูกรักษาการโดยนายกรัฐมนตรีที่ชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี นานขนาดนี้

แต่เนื่องจากมีมาตรานี้ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของรัฐธรรมนูญฉบับนี้ที่เป็นกระบวนการที่ไม่ได้ชอบประชาธิปไตยมาตั้งแต่ต้น ไม่ว่าจะเป็นรัฐธรรมนูญที่มาจากการคณะรัฐประหาร กระบวนการทำประชามติที่มีการจับกุมคนที่เห็นต่างทางการเมืองไม่สามารถแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี กระบวนการเหล่านี้ในท้ายที่สุดก็กลายเป็นหล่มทางการเมือง วันนี้แม้ประชาชนส่วนใหญ่จะให้ความเห็นชอบไปแล้วว่าเขาต้องการรัฐบาลประชาธิปไตย ดังนั้น ประการที่ 1 เราต้องรีบเอาหล่มทางการเมืองนี้ออก เพื่อที่เราจะได้มีนายกรัฐมนตรีที่เป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

Advertisement

ประการที่ 2 หล่มทางการเมืองที่สะท้อนผ่านมาตรา 272 ยังสะท้อนถึงการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมาก คือเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากที่ไม่ได้เกิดจากการทำงานที่มีอุดมการณ์ความคิดความเชื่อที่ใกล้เคียงกัน แต่ก่อให้เกิดกระบวนการการผสมพันธุ์ข้ามสปีชีส์ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าอาจมีการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่ได้สนใจในเรื่องของความคิด ความเชื่อ หรืออุดมการณ์ทางการเมืองที่ต้องตรงกัน แต่กลายเป็นเรื่องของการที่เปิดโอกาสให้กับกลุ่มบุคคลซึ่งก็คือวุฒิสมาชิก ซึ่งไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ตั้งเงื่อนไขกับพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งโดยประชาชน 14 ล้านคน ว่าจะต้องไม่เอาพรรคการเมืองนี้ได้ หล่มทางการเมืองนี้เป็นหล่มทางการเมืองที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ดังนั้น เราจำเป็นที่จะต้องถอนหล่มนี้ออกเสีย

ประการที่ 3 เราต่างรู้กันดีว่ามาตรา 272 เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนแล้ว ดังนั้น คำถามสำคัญก็คือว่าเราจะปล่อยให้มาตรา 272 เป็นอุปสรรคทางการเมืองต่อไปทำไม

นายรังสิมันต์กล่าวว่า วันนี้ต่อให้พยายามใช้อำนาจนี้ในการสกัดขัดขวางเจตจำนงเสรีของประชาชน แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนใจประชาชนได้ สิ่งที่ทำได้คือแค่การยื้อเวลา ซึ่งการยื้อเวลาก็คือการยื้อเวลาของการพัฒนา ยื้อเวลาของการที่ประเทศจะเป็นประชาธิปไตย ด้วยเหตุผลทั้งหมดนี้คิดว่าเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องคงมาตรา 272 ไว้อีกต่อไป

“เมื่อพิจารณาจากเหตุผลทั้งหมด กระบวนการที่จะแก้ไขรัฐธรรมนูญ และปิดสวิตช์ ส.ว.ในการเห็นชอบนายกรัฐมนตรีจริงๆ แล้วใช้เวลาไม่นาน ถ้าทุกฝ่ายทำงานกันอย่างรวดเร็ว วันพรุ่งนี้เราสามารถโหวตวาระที่ 1 ได้ กระบวนการจะจบภายใน 3 วาระ เราสามารถใช้เวลาให้จบภายใน 1 เดือนได้ ถ้านับรวมการเสนอทูลเกล้าฯประกาศในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มันมีผลบังคับใช้ภายในเดือนกันยายน ส.ว.จะไม่มีอำนาจในการลงมติให้ความเห็นชอบบุคคลที่จะดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีอีกต่อไป

“ถ้ากระบวนการนี้จบลงผมเชื่อว่าความแปลกประหลาดทางการเมืองอาจจะมีรูให้หายใจ อาจจะเป็นรูระบายให้กับทุกฝ่ายที่ต้องการให้ประเทศเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคงได้ ไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองก็ดี ถ้าอย่างน้อยวันพรุ่งนี้มีการลงมติเห็นชอบให้เดินกันต่อได้ ก็อาจจะสร้างแง่ความคิดว่าต่อไปนี้เราอาจจะไม่ต้องพึ่งพา ส.ว.ก็ได้ เราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาเสียงข้างน้อยก็ได้ เราสามารถตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากอย่างที่ควรจะเป็น

“และถ้าเราลงมติให้ความเห็นชอบต่อเรื่องนี้จะเป็นการเปิดโอกาสทางลงบันไดหนีไฟให้กับ ส.ว.ที่ต้องการปิดสวิตช์ตัวเอง ดังนั้น ในการพิจารณาวันที่ 4 สิงหาคมนี้ ช่วยกันปิดสวิตช์ มาตรา 272 เพื่อเอา ส.ว.ออกจากสมการในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อให้อำนาจของประชาชนสามารถเดินได้” นายรังสิมันต์ระบุ

นายรังสิมันต์กล่าวอีกว่า อย่างไรก็ตาม ได้ยินมาว่าอาจจะมีการพูดคุยกันว่ามีความเป็นไปได้ที่อาจจะมีการทำให้องค์ประชุมล่ม และไม่สามารถที่จะพิจารณาการยกเลิกมาตรา 272 ได้ จะด้วยเหตุผลอะไรก็แล้วแต่ ซึ่งหวังว่าจะเป็นเหตุผลที่ไม่ควรจะมี ที่เป็นเหตุผลของการเลื่อนเรื่องนี้ออกไป หวังว่าทุกฝ่ายไม่ว่าจะเป็นวุฒิสมาชิกไม่ว่าจะเป็นพรรคการเมืองจะช่วยกันพิจารณาวาระนี้ อย่าใช้วิชามารใดๆ ในการทำให้องค์ประชุมล่ม อย่าใช้วิชามารใดๆ ในการทำให้การพิจารณามาตรา 272 ไม่สามารถเกิดขึ้นได้ หวังว่าทุกคนจะมีความจริงใจต่อประชาชนเพื่อที่เราจะได้ทำหน้าที่อย่างมีวุฒิภาวะให้ประชาชนได้มีศรัทธาต่อการทำหน้าที่ของรัฐสภาต่อไป หวังว่าสิ่งที่พูดจะเข้าไปถึงหัวจิตหัวใจของผู้ที่เป็นวุฒิสมาชิกและพรรคการเมืองที่ทำหน้าที่ในสภาทุกคน

เมื่อถามว่า การแก้ไขมาตรา 272 จะเป็นการปลดล็อกการเมือง โดยเฉพาะการโหวตเลือกนายกฯได้หรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ถ้าการพิจารณาพรุ่งนี้เราผ่านวาระที่ 1 ได้ ทุกฝ่ายก็ต้องกลับมาพิจารณาตัวเอง ในความคิดที่จะได้รัฐบาลที่เป็นขั้วตรงข้ามกับฝ่ายเดิมทั้งหมด ต้องกลับมาทบทวนว่าจะเป็นอย่างไร เพราะถ้าไม่มีมาตรา 272 แล้ว เงื่อนไขของ ส.ว.ที่ว่าอย่ามีพรรค ก.ก.นั้นก็ต้องกลับมาคิดเช่นกัน แต่ไม่ว่าประโยชน์จะตกลงที่ใคร จะทำให้เราใกล้ระบอบประชาธิปไตย จะทำให้เราใกล้ระบอบประชาธิปไตยมากขึ้น คืออำนาจการเลือกนายกฯไม่ควรตกอยู่กับผู้ที่ไม่ได้รับการเลือกตั้งมา จึงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะไม่ลงมติให้ความเห็นชอบกับเรื่องนี้ เรามาปลดล็อกตรงนี้ให้การเมืองเดินหน้ากันดีกว่า ขอเรียกร้องให้ทุกฝั่ง ทั้ง ส.ว.และพรรคการเมือง อย่าให้มีบางคนนำเรื่องนี้ไปเป็นเหตุผลว่าอาจจะทำให้ ส.ว.ไม่พอใจ

เมื่อถามว่า กรณีที่ พล.ต.อ.เสรีพิศุทธ์ เตมียเวส ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคเสรีรวมไทย (สร.) ออกมาเรียกร้องให้พรรค ก.ก.โหวตนายกฯให้พรรคเพื่อไทย (พท.) เพื่อเป็นการตอบแทนบุญคุณ จะรับคำแนะนำนี้หรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า ถ้าพูดกันเรื่องบุญคุณ การที่ตนมายืนอยู่ตรงนี้ประชาชน 14 ล้านคนน่าจะมีบุญคุณกับตนมากที่สุด

“แต่การทำหน้าที่ ส.ส.ไม่ใช่เป็นเรื่องบุญคุณกับพรรคใดพรรคหนึ่ง แต่ถ้าจะมาเรียกร้องเรื่องบุญคุณ การที่เรายอมมาหลายครั้งบุญคุณนับว่ามหาศาล ยอมแล้ว ยอมอีก แล้วจะยอมต่อไป มูลค่ามันมหาศาลมาก ซึ่งไม่ใช่เรื่องของบุญคุณ แต่เป็นเรื่องการทำหน้าที่ และเรามีหนี้บุญคุณต่อประชาชนที่เลือกเรามา” นายรังสิมันต์กล่าว

เมื่อถามว่า ดูเหมือนว่าพรรค ก.ก.ยังไม่ยอมถอยที่จะไปเป็นฝ่ายค้านอย่างสุดทางใช่หรือไม่ นายรังสิมันต์กล่าวว่า คงไม่ใช่เรื่องถอย พยายามประสานให้ 8 พรรคร่วมเดินต่อไปให้ได้มากที่สุด วันที่มีการเลือกประธานสภา ถ้าเรายังเดินหน้าต่อเพื่อที่จะได้ตำแหน่งประธานสภา วันนั้น 8 พรรคร่วมคงแตกไปแล้ว เราคิดว่า 8 พรรคร่วมสำคัญกว่า เพราะนี่คือความฝันประชาชน มันอีกนิดเดียว ความฝันของประชาชนก็จะเป็นจริง ดังนั้น ไม่ใช่เรื่องของการถอย แต่เรากำลังเจอกระบวนการที่ไม่เป็นธรรม ถูกตั้งขึ้นมาโดยคนไม่กี่คน ที่ไม่มีความชอบธรรมในเรื่องของเสียงข้างมาก เลยกลายเป็นว่าการตั้งรัฐบาลในสถานการณ์นี้มีความแปลกประหลาด

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง