หน้าแรก การเมือง บทนำ : ต้องสอ...

บทนำ : ต้องสอดคล้อง

5.08.23 | 06:09 น.
บทนำ : ต้องสอดคล้อง พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองอันดับ 2

พรรคเพื่อไทยในฐานะพรรคการเมืองอันดับ 2 หลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม ได้รับไม้ต่อจากพรรคก้าวไกล ซึ่งเป็นพรรคอันดับ 1 ไปเพื่อจัดตั้งรัฐบาล ภายหลังจากที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ หัวหน้าพรรคก้าวไกล ต้องคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้หยุดการทำหน้าที่ ส.ส.ระหว่างรอฟังการพิจารณาคดีที่มีผู้ร้องเกี่ยวกับการถือหุ้นไอทีวี ซึ่งล่าสุดพรรคเพื่อไทยได้แถลงว่า จะดำเนินการจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่มีพรรคก้าวไกล เนื่องจากมีความเห็นไม่เหมือนกันกรณีการแก้ไข ม.112 โดยหลังจากที่พรรคเพื่อไทยประกาศแนวทางออกไป พรรคเป็นธรรม ซึ่งมี 1 เสียงได้ประกาศถอนตัวจาก 8 พรรค ขอไปอยู่เป็นฝ่ายค้านเช่นเดียวกับพรรคก้าวไกล

ทางด้านพรรคเพื่อไทยที่รับหน้าที่จัดตั้งรัฐบาลนั้น มีกระแสข่าวว่าได้ทาบทาม พรรคภูมิใจไทย พรรคประชาธิปัตย์ พรรคชาติไทยพัฒนา พรรคชาติพัฒนากล้า รวมกับพรรคประชาชาติ พรรคเพื่อไทรวมพลัง พรรคเสรีรวมไทย และพรรคอื่นๆ ที่มีเสียงเดียว เพื่อจัดตั้งรัฐบาล ซึ่งเดิมมีกำหนดเปิดตัวในวันที่ 3 สิงหาคม ก่อนการประชุมรัฐสภาเพื่อโหวตให้นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯจากพรรคเพื่อไทยเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 4 สิงหาคม แต่ปรากฏว่า ศาลรัฐธรรมนูญซึ่งต้องวินิจฉัยคำร้องเกี่ยวกับมติรัฐสภาที่ห้ามเสนอชื่อผู้จะเป็นนายกรัฐมนตรีซ้ำว่าขัดรัฐธรรมนูญหรือไม่ ได้เลื่อนการพิจารณา ทำให้กระบวนการลงมติเลือกนายกรัฐมนตรี และการตั้งรัฐบาลต้องเลื่อนออกไปเช่นกัน

การรวบรวมพรรคการเมืองเพื่อจัดตั้งรัฐบาลโดยพรรคเพื่อไทยนั้น ในแถลงการณ์ประกาศแยกทางกับพรรคก้าวไกล ได้ระบุว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่แก้ไข ม.112 ขณะเดียวกัน พรรคเพื่อไทยก็เผยแพร่คลิปที่นายเศรษฐาประกาศว่าจะไม่ร่วมกับคนที่ยึดอำนาจ สอดคล้องกับกระแสที่ว่าพรรคเพื่อไทยจะไม่ดึงพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ มาร่วมรัฐบาล แต่ก็มีเสียงทักท้วงด้วยความเป็นห่วงว่าพรรคเพื่อไทยจะมีจำนวน ส.ส. เพียงพอที่จะไม่เป็นปัญหาต่อเสถียรภาพของรัฐบาลหรือไม่

ในขณะที่ทุกอย่างยังไม่ประกาศ การดึงพรรคการเมืองมาร่วมรัฐบาลใช้มาตรฐานเดียวกับที่แยกทางจากพรรคก้าวไกล นั่นคือ ควรเลือกพรรคที่มีจุดมุ่งหมายเดียวกัน โดยเฉพาะประเด็นการแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อเลือกตั้ง ส.ส.ร.เข้ามายกร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ซึ่งพรรคเพื่อไทยกำหนดให้เป็นวาระแห่งชาตินั้น ต้องได้พรรคที่เห็นด้วยกับพรรคเพื่อไทย เช่นเดียวกับนโยบายเศรษฐกิจที่แจกเงินหัวละ 10,000 บาททางดิจิทัล นโยบายการปฏิรูปกองทัพ นโยบายขึ้นค่าแรง และอื่นๆ เพราะจากนี้ต่อไป นโยบายเหล่านี้จะกลายเป็นนโยบายรัฐบาล หากมีพรรคการเมืองใดไม่เห็นด้วย พรรคเพื่อไทยก็ควรจะใช้มาตรฐานเดียวกับกรณีการแก้ไข ม.112 คือ หากไม่เห็นด้วยกับพรรคร่วมก็ไม่ควรจะเชิญพรรคนั้นมาทำงานด้วย เพราะอุดมการณ์ความเชื่อทางการเมืองแตกต่างกัน