‘เอสเอ็มอี’ โอดตั้งรบ.ใหม่ลากยาวทำศก.เสี่ยง ฉุดจีดีพี-ความเชื่อมั่น แถมหุ้นดิ่ง 21.27 จุด

4.08.23 | 06:15 น.

‘เอสเอ็มอี’ โอดตั้งรบ.ใหม่ลากยาวทำศก.เสี่ยง ฉุดจีดีพี-ความเชื่อมั่น แถมหุ้นดิ่ง 21.27 จุด

เมื่อวันที่ 3 สิงหาคม นายแสงชัย ธีรกุลวาณิช ประธานสมาพันธ์เอสเอ็มอีไทย เปิดเผยว่า การเลื่อนโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีที่จะมีผลต่อการจัดตั้งรัฐบาลอาจล่าช้าออกไปอีก ได้เพิ่มความวิตกกังวลและความไม่มั่นใจในทุกมิติเพิ่มขึ้นไปอีก ซึ่งการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าเริ่มส่งสัญญาณเสี่ยงที่จะเกิดผลกระทบทันทีใน 5 เรื่องคือ

1.ความเชื่อมั่นภาคการค้าและการลงทุนของต่างประเทศที่กำลังตัดสินใจอาจชะลอออกไปด้วย
2.ส่งผลทางจิตวิทยา ภาคการบริโภคและการจับจ่ายใช้สอยหดตัวลงอีก ซึ่งสัญญาณใช้จ่ายไม่เท่าเดิมมีต่อเนื่องมาตั้งแต่หลังเลือกตั้งผ่านไป 1 เดือนแล้ว จะหนักขึ้นอีก 3.งบประมาณรัฐปี 2567 ล่าช้าไม่ทันออกเดือนตุลาคมนี้จะเสียหายต่อโอกาสขยายตัวทางเศรษฐกิจตั้งแต่ไตรมาส 3/2566 ซึ่งปีปกติจะมีงบประมาณต้นปีภาครัฐออกมากระตุ้นใช้จ่ายและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ
4.ฉุดการขยายตัวของจีดีพี ไม่แค่จีดีพีรวมของประเทศที่ปีนี้อาจต่ำกว่าเป้า 3.6% เหลือต่ำกว่า 3% จะกดจีดีพีเอสเอ็มอีที่มีสัดส่วน 35% และมีมูลค่ารวม 6 ล้านล้านบาท ให้ต่ำลงหลังจากเพิ่งฟื้นตัวได้หลังโควิดคลี่คลายและขึ้นมาเล็กน้อย
5.ความเชื่อมั่นระดับประเทศไทยกับนานาประเทศลดลงในแง่ขบวนการประชาธิปไตย และการเปลี่ยนผ่านรัฐบาลเก่าไปสู่รัฐบาลใหม่ รวมถึงการเคลื่อนไหวนอกสภาจะบั่นทอนความเชื่อมั่นระดับประเทศหรือไม่

“การเมืองวันนี้ทำให้จิตตกกันหมด ไม่รู้ว่าจะเดินต่อไปอย่างไร ไม่รู้ว่าจะมีอะไรรุนแรง สัญญาณเสี่ยงต่อเศรษฐกิจและประเทศเริ่มชัดเจนมากขึ้น วันนี้เดือนสิงหาคมแล้ว เดือนหน้าตุลาคม ปกติควรเป็นเดือนที่มีงบประมาณรัฐออกมา แต่วันนี้ไม่รู้ว่าจะอย่างไร ในต่างจังหวัดก็รอเรื่องงบประมาณ รอลงทุนใหม่ๆ ถ้าไม่มีก็กระทบไปถึงรายได้ กำลังใช้จ่าย การจ้างงาน และภาระหนี้ครัวเรือนเพิ่ม เป็นวงจรหนักไปเรื่อยๆ ก็หวังว่าโหวตครั้งหน้าจะสิ้นสุดเดือนสิงหาคมนี้” นายแสงชัยกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานภาวะหุ้นไทยวันที่ 3 สิงหาคม 2566 เคลื่อนไหวในแดนลบ โดยเปิดตลาดภาคเช้าระดับ 1,543.78 จุดปิดตลาดภาคบ่าย ระดับ 1,529.01 จุด ลดลง 21.27 จุด หรือ 1.37% โดยดัชนีทำจุดสูงสุดที่ระดับ 1,546.11 จุด และทำจุดต่ำสุดที่ระดับ 1,528.63 จุด ด้วยมูลค่าการซื้อขายที่ 51,183.37 ล้านบาททั้งนี้ ในปี 2566 หุ้นไทยเคยดิ่งหนัก 20.20 จุด ดัชนีหลุด 1,500 จุด หรือต่ำสุดในรอบ 28 เดือน เมื่อวันที่ 26 มิถุนายน จากปัจจัยทั้งสถานการณ์การเมืองในประเทศ กังวลเฟดขึ้นดอกเบี้ย และปัญหาหุ้นบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ STARK

Advertisement

นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) หยวนต้า (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า ภาพรวมตลาดหุ้นไทย ดัชนีเคลื่อนไหวในแดนลบตลอดการซื้อขาย พร้อมปรับลดลงอย่างร้อนแรงกว่า 21 จุด สาเหตุเพราะการเมืองยังไม่มีความชัดเจน โดยเฉพาะการเลื่อนโหวตนายกรัฐมนตรีจากเดิมวันที่ 4 สิงหาคมออกไปก่อน และเลื่อนนานไปหลังวันที่ 16 สิงหาคม ทำให้แรงสนับสนุนจากปัจจัยการเมืองในประเทศหายไป กลายเป็นปัจจัยลบจากเรื่องความกังวลเศรษฐกิจที่ชะลอตัวมีความชัดเจนมากขึ้น ตลาดหุ้นไทยจึงอันเดอร์เพอร์ฟอร์มตลาดหุ้นอื่นในภูมิภาคลงมา

นายณัฐพลกล่าวว่า น้ำหนักที่ทำให้ดัชนีหุ้นไทยปรับลดลงทั้งหมดเป็นเพราะการเลื่อนโหวตนายกฯออกไปมากกว่า ไม่ได้เกี่ยวข้องกับตัวบุคคลที่สำคัญในพรรคการเมือง ในกรณีที่นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองดัง ได้ออกมาแฉเพื่อชาติ EP 1 ถึงการทำนิติกรรมอำพรางของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีตัวสูงจากพรรคเพื่อไทย โดยมองว่าปัจจัยเฉพาะตัวของบุคคลไม่ได้มีน้ำหนักมากนัก เพราะต่อให้ไม่มีกรณีเกิดขึ้น ดัชนีก็ปรับลดลงตอบรับการเลื่อนโหวตนายกฯออกไปอยู่ดี

“ภาพการเคลื่อนไหวตลาดหุ้นไทยในสัปดาห์ถัดไป มองว่าดัชนีน่าจะอยู่ในกรอบ 1,520-1,540 จุด ไม่น่าหลุด 1,500 จุดลงไปแล้ว เพราะสัปดาห์หน้าจะมีความชัดเจนของหน้าตารัฐบาลที่เตรียมโหวตในสัปดาห์ถัดไปอีก “นายณัฐพลกล่าว