“วิทวัส”พอใจผลงานผู้ตรวจฯปี 59 หลังแก้ไขความเดือดร้อนปชช.ได้พอสมควร เตรียมปรับองค์กรรองรับภารกิจตามรธน.ใหม่ เชื่อแม้ไร้อำนาจสอบจริยธรรม ไม่ทำให้เรื่องร้องเรียนลดลง ขอชงมาตรการบังคับป้องกันหน่วยงานรัฐไม่ปฏิบัติตาม ดื้อดึง ขัดขืน มั่นใจ หากกรธ.เอาด้วย ลบข้อครหาเป็นองค์กรเสือกระดาษ
เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พล.อ.วิทวัส รชตะนันทน์ ผู้ตรวจการแผ่นดิน ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวพอใจถึงการทำงานของผู้ตรวจการแผ่นดิน ในรอบปีที่ผ่านมา มีเรื่องร้องเรียน 7,000 โดย 4,000 เรื่องเป็นการรับคำร้องใหม่ และ 3,000 เรื่อง เป็นเรื่องที่ค้างการพิจารณาจากปีก่อน ซึ่งการทำงานของผู้ตรวจฯหลายเรื่องที่ผ่านมาสามารถแก้ปัญหาความเดือดร้อนของประชาชนได้พอสมควร เช่น กรณีพิพาทเรื่องกรมธนารักษ์ประกาศเวนคืนที่ดินรอบคูเมืองเชียงใหม่ ซึ่งกระทบสิทธิของประชาชน กรณีการเวนคืนที่ดินก่อสร้างทางพิเศษบางประอิน-นครราชสีมา และการแก้ไขปัญหาจำหน่ายสินค้า และอาหารที่มีราคาแพงในสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ ซึ่งกรณีดังกล่าว คาดว่าจะได้ข้อยุติ และจะมีการลงพื้นที่อีกครั้งในเดือนมกราคม 2560
พล.อ.วิทวัส กล่าวอีกว่า ผู้ตรวจฯได้เตรียมการปรับองค์กรเพื่อรองรับภารกิจตามรัฐธรรมนูญใหม่ ที่กำหนดให้มีภารกิจใน 3 ด้าน คือ 1.ตรวจสอบว่าหน่วยงานรัฐใดปฏิบัติตนไม่เหมาะสมกับประชาชน ไม่ก่อให้เกิดภาระกับประชาชน 2.มีหน้าที่แสวงหาข้อเท็จจริงกรณีประชาชนได้รับความเดือดร้อนจากหน่วยงานรัฐ ที่ไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย หรือปฏิบัติเกินขอบเขตที่กฎหมายกำหนด และ 3. จัดทำข้อเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) หากหน่วยงานรัฐยังปฏิบัติหน้าที่ไม่ครบถ้วนตามรัฐธรรมนูญ หมวด 5 ว่าด้วยหน้าที่ของรัฐ ที่มีทั้งหมด 13 เรื่อง อาทิ การศึกษา สิ่งแวดล้อม การรักษาพยาบาล การป้องกันและปราบปรามการทุจริต การมีกองกำลังทหารเพื่อรักษาอธิปไตย การสื่อสารโทรคมนาคม ซึ่งทางผู้ตรวจการฯ ได้มีการยกร่างพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าผู้ด้วยผู้ตรวจการแผ่นดินเสร็จสิ้นแล้ว
“ที่ผ่านมาการแก้ไขปัญหาให้ประชาชนของผู้ตรวจฯกว่าร้อยละ 95 ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการในการแก้ไขบรรเทาความเดือดร้อนให้กับประชาชน มีเพียงร้อยละ 5 ที่หน่วยงานราชการดื้อดึง ขัดขืน หลีกเลี่ยง ซึ่งจุดนี้ก็เห็นว่าถ้าไม่แก้ไขจะนำมาสู่จุดเสื่อม ลดทอนความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ ดังนั้น ข้อเสนอของผู้ตรวจฯ ที่จะมีไปยังหน่วยงานรัฐเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน ควรจะมีมาตรการบังคับเพื่อให้หน่วยงานนั้นปฎิบัติตาม จึงได้มีการเสนอไว้ในร่างกฎหมายลูก ว่าถ้าเรามีเรื่องเสนอไปให้หน่วยงานรัฐแล้ว หากไม่ปฎิบัติตาม ก็สามารถเสนอต่อครม. ซึ่งจะต่างจากของเดิมที่ส่งรายงานต่อสภาเท่านั้น หรือหากส่งไปแล้วหน่วยงานมีความเห็นต่างจากผู้ตรวจฯ ก็สามารถให้มีการตั้งคณะกรรมสองฝ่ายเพื่อหาข้อยุติร่วมกันก่อน” พล.อ.วิทวัส กล่าวและว่า หรือถ้าเรื่องนั้นเป็นเรื่องที่เราเสนอไปยังครม.แต่ทางครม.ดองเรื่อง ก็อาจจะถือได้ว่าครม.กระทำการที่ขัดมาตรา 157 ละเว้นการปฎิบัติหน้าที่ ผู้ตรวจฯก็จะสามารถส่งเรื่องไปยังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ( ป.ป.ช.) เพื่อไปสู่ขั้นตอนการถอดถอนได้ นอกจากนี้ ยังเสนอให้ผู้ตรวจฯมีอำนาจสั่งคุ้มครองชั่วคราว เช่น หากมีผู้มาร้องและผู้ตรวจฯลงพื้นที่แล้วไม่ระงับยับยั้ง แล้วจะเกิดความเสียหาย ก็สามารถให้ระงับโครงการไว้ก่อนได้เป็นเวลา 30 วัน ทั้งนี้อำนาจดังกล่าวจะไม่ใช้ในทุกกรณี จะใช้เมื่อจำเป็น และมีความเสียหายเกิดขึ้น
“ถ้ากรธ.เห็นด้วยกับข้อเสนอดังกล่าว ก็จะทำให้ข้อครหาที่ว่าผู้ตรวจฯคือเสือกระดาษหมดไป การที่เราเสนออย่างนี้เพราะอยากให้ประชาชนมั่นใจว่ามีหลักประกันว่าปัญหาจะได้รับการแก้ไข และเชื่อว่าแม้รัฐธรรมนูญใหม่มีผลบังคับใช้ ผู้ตรวจฯ จะไม่มีอำนาจตรวจสอบเรื่องจริยธรรม แต่ก็เชื่อว่าเรื่องร้องเรียนจะไม่ลดน้อยลง อย่างไรก็ตาม การทำงานในอนาคตของผู้ตรวจฯ การมีข้อเสนอแนะต่อหน่วยงาน และ ครม. จะไม่ใช่ข้อเสนอในเชิงวิชาการ แต่ต้องเป็นข้อเสนอที่ทำให้หน่วยงานของรัฐไม่สร้างปัญหาให้กับประชาชน ที่ผ่านมาในกฎหมายเดิมผู้ตรวจไม่เคยใช้อำนาจทางอาญากับหน่วยของรัฐ แต่ต่อไปคิดว่าอาจมีความจำเป็น จริงอยู่ที่โทษอาญาเป็นโทษเพียงเล็กน้อย แต่คิดว่าถ้าหากองค์กรไหนถูกลงโทษ จะกระทบต่อเกียรติภูมิ ซึ่งการเป็นหน่วยงานราชการ การกระทบต่อเกียรติภูมิเป็นเรื่องที่น่าละอายขององค์กร” พล.อ.วิทวัส กล่าว

