ผ่านพ้นมาจะ 3 เดือนแล้วหลังการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 14 พฤษภาคม จนถึงวันนี้ประเทศไทยยังไม่มีนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลชุดใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาขับเคลื่อนบริหารประเทศ ท่ามกลางปัญหามากมาย ทั้งเศรษฐกิจและสังคม
การจับขั้วพรรคการเมืองเพื่อตั้งรัฐบาลและโหวตเลือกนายกรัฐมนตรีใหม่ ยังเต็มไปด้วยอุปสรรคหลายหลาก จากความบิดเบี้ยวของกฎกติกาอันเนื่องจากรัฐธรรมนูญ 2560 ที่วางกับดักเอาไว้ ไม่ให้ฝ่ายอื่นเข้ามาบริหารประเทศโดยง่าย ยกเว้นฝ่ายที่สืบทอดอำนาจ โดยวางเงื่อนไขไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 272 ผ่าน ส.ว.ให้มีสิทธิโหวตเลือกนายกฯด้วย ในเวลา 5 ปีหลังรัฐธรรมนูญ 2560 ประกาศใช้ ซึ่งสิทธินี้จะไปหมดไปในเดือนพฤษภาคม 2567
การชนะเลือกตั้งของพรรคก้าวไกล ที่เป็นฝั่งตรงข้ามชัดเจนกับฝ่ายสืบทอดอำนาจ แม้จะรวมเสียงกับพรรคฝ่ายประชาธิปไตย 8 พรรค 312 เสียง และเสนอชื่อ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรคก้าวไกล เป็นนายกฯ จึงไม่อาจผ่านด่าน 375 เสียงของสองสภาไปได้ โดยอ้างนโยบายสุดโต่งของพรรคก้าวไกล เรื่องการแก้ไขกฎหมายอาญา มาตรา 112
แม้ต่อมาพรรคก้าวไกลจะยอมถอยให้พรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแทน แม้จะมีท่าทีและพูดคุยกับพรรคต่างขั้วและกับ ส.ว.ได้ง่ายกว่า แต่ก็ไม่อาจจะจัดสูตรตั้งรัฐบาลใหม่ได้ง่ายดายนัก
ด้วยเงื่อนไขต่างๆ ไม่เปิดกว้างนัก ไม่ว่าจะเรื่องการประกาศไม่จับมือกับพรรค 2 ลุง คือ “บิ๊กป้อม–พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ และ “บิ๊กตู่–พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา” แม้จะประกาศวางมือทางการเมืองแล้ว แต่ยังมีชื่อเป็นแคนดิเดตนายกฯของพรรครวมไทยสร้างชาติ ที่สำคัญคือเป็น 2 ลุงที่เป็นคนทำคลอด 250 ส.ว.
ดังนั้น หากไม่อาจดึง ส.ส.จากขั้วต่างๆ มาร่วมให้ข้ามแดนไปได้ ก็ต้องไปขอจาก ส.ว. แต่เมื่อประกาศไม่ร่วมกับ 2 ลุงก็ยากที่จะได้เสียงจาก ส.ว.มาช่วยโหวตนายกฯ
แม้พรรคเพื่อไทยจะแยกทางกับพรรคก้าวไกล เพื่อไปจับขั้วใหม่ในการตั้งรัฐบาล เบื้องแรกหวังกันว่าพรรคก้าวไกลจะยอมถอยเป็นฝ่ายค้าน พร้อมโหวตนายกฯจากพรรคเพื่อไทย เป็นการโชว์ปิดสวิตช์ ส.ว. ตามที่พรรคก้าวไกลเคยเรียกร้อง
แต่ทว่าพรรคก้าวไกล ไม่ได้ยอมรับบทที่ถูกยัดเยียดให้เป็นพระเอก เพราะนั่นไม่ใช่การปิดสวิตช์ ส.ว.แต่เป็นการปิดสวิตช์พรรคก้าวไกลเอง
พรรคเพื่อไทย จึงมีทางเลือกน้อยมาก หากจะดึงพรรค 2 ลุงมาร่วมแม้จะผ่านด่าน ส.ว.ฉลุย แต่มีค่าใช้จ่ายสูงมากกับชื่อเสียงของพรรคและคะแนนนิยมที่จะต้องเสียไป
การโหวตเลือกนายกฯและการจัดตั้งรัฐบาล จึงเลื่อนแล้วเลื่อนอีก ต้องลุ้นอีกทีหลัง 16 สิงหาคม พรรคเพื่อไทยจะหาสูตรจัดตั้งรัฐบาลได้สำเร็จหรือไม่
แต่การจัดตั้งรัฐบาลที่ล่าช้าไปนั้น มีต้นทุนเวลา ที่ทำให้ประเทศโดยรวมเสียหายมาก ทั้งโอกาสในการขับเคลื่อนประเทศ โอกาสในการแก้ปมปัญหาสารพัด โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจ
บางคน บางกลุ่ม เสนอแนะว่าไหนๆ การโหวตนายกฯก็เลื่อนไปเรื่อยๆ อยู่แล้ว งั้นรอไปจนถึงเดือนพฤษภาคมปีหน้า ที่ ส.ว.จะหมดสภาพ ไม่สามารถร่วมโหวตนายกฯได้ และเชื่อว่าเศรษฐกิจจะไม่กระทบมากมายอะไร
แต่การรอไปถึงเดือนพฤษภาคมปี 2567 นั้นไม่เพียงแค่ 10 เดือน ที่ประเทศไทยแม้จะไม่อยู่สภาพแช่แข็ง แต่ก็อยู่เป็นภาวะแช่เย็น ไม่อาจขยับเขยื้อนอะไรได้มาก
อย่าลืมว่าการยุบสภา มีผลตั้งแต่ 20 มีนาคม 2566 นับตั้งแต่บัดนั้นรัฐบาลก็กลายสภาพเป็นรัฐบาลรักษาการ ที่มีอำนาจจำกัด ไม่สามารถดำเนินการอะไรได้มากนัก โดยเฉพาะการใช้งบประมาณที่จะมีผลผูกพันกับรัฐบาลชุดใหม่
นั่นเท่ากับว่า ประเทศไทยจะมีรัฐบาลรักษาการยาวนานถึงปีกว่า
ดังนั้น หากรอไปถึงเดือนพฤษภาคม 2567 งบประมาณ ปี 2567 ที่ปีปฏิทินงบประมาณจะเริ่มวันที่ 1 ตุลาคม 2566 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2567 ก็แทบจะไม่ได้ใช้เลย แม้จะเบิกจ่ายได้สำหรับงบรายจ่ายประจำ แต่งบลงทุนจะถูกแช่แข็งเอาไว้
งบประมาณรายจ่ายปี 2567 วงเงิน 3.35 ล้านล้านบาท เป็นงบรายจ่ายประจำ 2.49 ล้านล้านบาท และงบลงทุนกว่า 7.17 แสนล้านบาท นอกนั้นเป็นรายจ่ายชำระคืนเงินกู้ และอื่นๆ
เท่ากับว่า เงินกว่า 7 แสนล้านบาท ซึ่งถือเป็นหัวจ่ายสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ไม่อาจเบิกจ่ายอัดฉีดเข้าสู่ระบบเพื่อให้เงินหมุนเวียนในระบบได้
ไม่รวมโครงการต่างๆ ทั้งรัฐร่วมทุนกับเอกชน หรือโครงการที่ให้เอกชนลงทุนเอง แต่ต้องรอให้รัฐบาลอนุมัติ ก็จะหยุดชะงักไปหมด
เมื่อเม็ดเงินหายไปจากระบบ การใช้จ่ายหมุนเวียนก็เชื่องช้า ฝืดเคือง
ขณะเดียวกัน เครื่องจักรใหญ่ของเศรษฐกิจอย่างการส่งออก ที่ตัวเลขติดลบมา 9 เดือนติด แม้จะเป็นเหตุจากปัจจัยจากภายนอกเป็นหลัก แต่หากมีรัฐบาลก็สามารถไปติดต่อเปิดตลาดกับค้าใหม่ๆ หรือเจรจาเขตการค้าเสรีเพิ่มเติม โดยเฉพาะเขตการค้าเสรีไทย–อียู ที่เบื้องต้นลงนามไว้แล้ว เพียงแต่รอเจรจาในรายละเอียด เมื่อยังไม่มีผู้แทนระดับนโยบายไปเจรจา ก็ต้องหยุดชะงักไป
ยิ่งการลงทุนไม่ต้องพูดถึง นักธุรกิจคงไม่รอให้ไทยมีรัฐบาลใหม่อีก 10 เดือน ต้องหันไปลงทุนประเทศอื่นแทน ที่การเมืองมีเสถียรภาพ และมี
นโยบายชัดเจน
มิหนำซ้ำการลงทุนที่มีอยู่แล้วในไทย ก็อาจเผ่นหนีย้ายฐานไปที่อื่นด้วย เพราะเมื่อไทยยังไร้รัฐบาลมาขับเคลื่อน ประกอบกับเศรษฐกิจไม่เติบโต ก็ไปที่อื่นดีกว่า
อีกทั้งต้นทุนการผลิตของเอกชนที่เพิ่มขึ้น ทั้งภาวะดอกเบี้ยขาขึ้น ค่าไฟและพลังงานที่ยังผันผวน ต้องมีระดับนโยบายมาวางแนวทางรับมือ รวมทั้งปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับ 90.6% ของจีดีพี ที่จะฉุดรั้งกำลังซื้อลดลง
ยังมีอีกปัญหามากมาย ที่ของเก่ายังไม่ได้สะสาง ปัญหาใหม่ก็ถาโถมเข้ามาทับซ้อนให้ยุ่งยากไปอีก
ดังนั้น การซื้อเวลาเพื่อหวังมีรัฐบาลใหม่ โดยไม่ต้องพึ่งเสียง ส.ว.เป็นต้นทุนมหาศาลที่คนไทยจะต้องแบกรับ
เศรษฐกิจที่เดินเฉื่อยชาอยู่แล้ว จะยิ่งเสื่อมทรุดและสะดุดลงได้ง่ายๆ เมื่อถึงเวลานั้น มีรัฐบาลใหม่เข้ามาก็อาจสายเกินไป ที่จะฉุดให้พ้นจากหลุมโคลนการเมือง
ต้นทุนเวลาที่เสียไปกับการจัดตั้งรัฐบาล คงไม่คุ้มกับความเสียหายของประเทศและประชาชนโดยรวม

