09.00 INDEX เจตจำนง “ร่วม” ประชาชน ผลเลือกตั้ง พฤษภาคม 66
หากการยกปมว่าด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 คือ อาวุธลับอันมาจากฝ่ายของ “3 ป.” ในการสกัดขัดขวางและดับฝันต่อการทะยานเข้ามาของพรรคก้าวไกล
ในทางตรงกันข้าม ปมว่าด้วย “รัฐประหาร” ปมว่าด้วย “การสืบทอดอำนาจ” ก็กลายเป็นชนักปักหลังต่อ “3 ป.”
อย่างน้อยแต่ละก้าวย่างของพรรคเพื่อไทยก็เกิด “อุปสรรค”
อย่างน้อยความขัดแย้งในลักษณะ “ยืดเยื้อ” จากภายในพรรค ประชาธิปัตย์ ต่อตำแหน่ง “หัวหน้าพรรค” คือรูปธรรมหนึ่งแห่งผลสะเทือนจาก “ปม” อันเป็นปัญหาเรื้อรัง
ในเมื่อฝ่ายที่เรียกได้ว่า “กลุ่มอำนาจใหม่” ต้องการนำพรรคเข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทย ก็ถูกต่อต้านจากฝ่ายที่เรียกได้ว่า “กลุ่มอำนาจเก่า” ก็ไม่ยินยอมพร้อมใจ
ขณะเดียวกัน แม้การ “ขยับ” ของ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ผ่านพรรคพลังประชารัฐจะยืนยันทิศทางในทางการเมืองออกมา อย่างชัดเจนแต่ก็มิได้หมายความว่าทุกอย่างจะราบรื่น
อาการละล้าละลังของพรรคเพื่อไทยในขณะนี้จึงเป็นตัวอย่าง สะท้อนสภาพอับจนและสิ้นหนทางอย่างแจ้งโปร่ง
เดินหน้าไม่มี “ความหวัง” ย้อนกลับหลังก็ไม่มี “ความภูมิใจ”
พรรคเพื่อไทยอาจจำเป็นต้องเดินหน้านั่นหมายความว่าจำเป็นต้องดึงพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ มาเป็นองค์ประกอบ
ขณะเดียวกัน ก็เกิดสภาพ “งูเห่า” ขึ้นจากภายในของพรรคประชาธิปัตย์
แต่นั่นก็เท่ากับเป็นการตัดสินใจในลักษณะ “กลืนน้ำลาย”
ไม่ว่าจะเป็นน้ำลายของ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ไม่ว่าจะเป็น น้ำลายของ นายเศรษฐา ทวีสิน ไม่ว่าจะเป็นน้ำลายของ นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว
เพราะนั่นเท่ากับเป็นการยอมรับต่อกระบวนการสืบทอดอำนาจของคสช. เพราะนั่นเท่ากับเป็นการยอมรับต่อกระบวนการรัฐประหารที่ผ่านมา
ไม่ว่ารัฐประหารเมื่อปี 2549 ไม่ว่ารัฐประหารเมื่อปี 2557
ที่สภาพการณ์ทางการเมืองไทยเป็นเช่นนี้ไม่เพียงเพราะฤทธิ์เดชของรัฐประหาร ไม่เพียงเพราะการจัดทำกฎกติกาเพื่อหวังจะสืบทอดอำนาจตราบชั่วฟ้าดินสลาย
หากแต่ที่สำคัญยังมาจากปัจจัยที่ฝืนต่อเจตจำนงประชาชน
การเลือกตั้งเมื่อเดือนพฤษภาคมยืนยันอย่างชัดเจนในอาณัติอันประชาชนมอบความไว้วางใจให้กับพรรคก้าวไกลและพรรคเพื่อไทยและพันธมิตรรวมแล้วกว่า 25 ล้านจาก 40 ล้าน
ในเมื่อฝ่ายกุมอำนาจ “เดิม” ไม่ยอมรับ “อาณัติ” นี้จึงได้กลายเป็นปัญหาและอยู่ในจุดอันเป็นทางตัน ไม่มีหนทางออก

