‘กิตติศักดิ์’ ทำนาย นายกฯ ไม่ได้มาจาก พท.แน่ ไม่ติดใจพรรคลำดับ 3-4 ตั้ง รบ.
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม ที่รัฐสภา นายกิตติศักดิ์ รัตนวราหะ สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีกระแสข่าวว่าทาง ส.ว.อาจจะมีการปฏิเสธไม่ให้ความเห็นชอบ นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) จะเสนอเป็นนายกฯแล้วใช่หรือไม่ ว่า
ไม่ถึงขนาดนั้น ตอนนี้อยู่ในขั้นตอนที่จะดูคุณสมบัติ ซึ่งวันนี้ นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ สมาชิกพรรคพลังประชารัฐ ก็ได้มาชี้แจงในเรื่องคุณสมบัติของนายเศรษฐา ส่วนกรณีที่ ส.ว.จะพิจารณาผู้ที่จะมาเป็นนายกฯ นั้นก็อีกประเด็นหนึ่ง ส่วนเรื่องที่นายเรืองไกรมาร้อง ส.ว.ในวันนี้ก็เป็นเพียงประเด็นหนึ่งเท่านั้น
เมื่อถามว่าถึงเวลานี้ที่มีประเด็นข่าวของนายเศรษฐาเกิดขึ้น ทาง ส.ว.มีการพูดคุยในการที่จะโหวตให้หรือไม่ นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า เอาใจช่วยนายเศรษฐา แต่เมื่อความจริงคือความจริง ส.ว.ก็รู้สึกหนักใจแทน เพราะผู้ที่จะมาเป็นนายกรัฐมนตรี เรื่องจริยธรรมสำคัญที่สุด
“ถ้าท่านจะไปเป็นซีอีโอบริษัทต่างๆ เราก็ไม่ไปเกี่ยวข้อง แต่บังเอิญว่านายเศรษฐาได้รับการเสนอเป็นแคนดิเดตนายกฯ ฉะนั้นตามมาตรา 272 ส.ว.จึงจะต้องพิจารณาให้รอบคอบ” นายกิตติศักดิ์กล่าว
เมื่อถามย้ำว่า ที่บอกว่า ส.ว.หนักใจแทน หนักใจในประเด็นใด นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า เป็นเรื่องภาษีที่ดินที่ยังไม่ชัดเจน แต่เรื่องที่นายเรืองไกรมายื่นวันนี้ก็จะได้รับการพิจารณาอย่างเร่งด่วนจาก กมธ.
เมื่อถามว่า เป็นการบอกเป็นนัยกับทางพรรคเพื่อไทยหรือไม่ว่า ควรเสนอบุคคลอื่นที่ไม่ใช่นายเศรษฐา นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ไม่ใช่หน้าที่ ไม่ใช่อำนาจของ ส.ว.ที่จะไปปฏิบัติเช่นนั้น ตนเรียนมาตลอดว่าการจัดตั้งรัฐบาลเป็นเรื่องของพรรคการเมืองและ ส.ส. ส่วน ส.ว.ก็วิพากวิจารณ์ตามคณะที่สังกัดอยู่
“ส.ว.ไม่มีหน้าที่ไปก้าวก่าย ชี้ให้คนนู้นเอา คนนี้ไม่เอา ไม่ใช่ ” นายกิตติศักดิ์กล่าว
เมื่อถามว่า ประเด็นการโหวตนายกฯรอบ 3 นี้ ส.ว.จะปล่อยแคนดิเดตนายกฯผ่านไปก่อนแล้วให้เข้าสู่กระบวนการทางกฎหมายในภายหลัง เหมือนกับที่นายเรืองไกรบอกว่า ถ้าได้เป็นนายกฯแล้วก็ค่อยไปสอยทีหลังหรือไม่
นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า บ้านเมืองโดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีไม่ใช่จะทดลองได้ ประเทศไทยไม่ใช่บริษัท หรือไม่ใช่เล่นขายของ ดังนั้น ผู้ที่จะมาอยู่ตรงนี้ต้องได้รับการตรวจสอบอย่างดีที่สุด แน่นอนว่าทุกคนไม่ใช่ดี 100% ไม่ใช่ชั่ว 100% แต่คนที่จะมาเป็นนายกฯ อย่างน้อยต้องมีความใสสะอาด และเรื่องจริยธรรมเองก็เป็นเรื่องที่สำคัญมากเป็นอันดับต้นๆ
เมื่อถามว่า แนวทางการโหวตนายกฯรอบที่ 3 จะเป็นการโหวตรับหลักการหรือว่าไม่รับหลักการ หรืองดออกเสียงไปเลย เพราะ ส.ว.ส่วนใหญ่ถูกกดดัน และก็บอกว่าจะของดออกเสียงการโหวตนายกฯตลอด
นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า เท่าที่คุยกันในรอบนี้ การงดออกเสียงน่าจะน้อย เพียงมีเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น เมื่อถามย้ำว่า แสดงว่าจะได้นายกฯคนที่ 30 แน่นอนใช่หรือไม่ นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ได้ แต่ตนไม่ทราบเป็นใคร
“บ้านเมืองปล่อยให้ช้าไปมากกว่านี้ไม่ได้ ส่วนพรรคการเมืองที่จะเสนอแคนดิเดตนายกฯ ก็เหลือไม่กี่ท่านแล้ว ฉะนั้นต้องได้นายกฯ และรัฐบาลโดยเร็วที่สุด” นายกิตติศักดิ์กล่าว
เมื่อถามว่าในการโหวตรอบที่ 3 นี่สามารถโหวตจบได้เลยใช่หรือไม่ นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ตนไม่อาจทำนายอย่างนั้น แต่หากว่ายังคงเป็นนายเศรษฐา ตนฟังหลายๆ ฝ่ายโดยเฉพาะ ส.ว.ก็รู้สึกหนักใจแทน
เมื่อถามว่า มองเห็นเงาลางๆ จองนายกฯคนนอกบ้างหรือไม่ นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า นายกฯคนนอกก็ต้องมาจากมาตรา 272 วรรค 2 เพราะฉะนั้นไม่ถึง ผมยืนยันว่าไม่ถึง
“ขอเป็นหมอเดาแล้วกัน นายกรัฐมนตรีไม่น่าจะมาจากพรรคเพื่อไทย ถ้าผิดก็หน้าแตกไป” นายกิตติศักดิ์กล่าว
เมื่อถามว่า แสดงว่าโอกาสน่าจะตกไปถึงพรรคอันดับ 3-4 คือพรรคภูมิใจไทย (ภท.) หรือพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ใช่หรือไม่ นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ตนได้โยนหินถามทางมาก่อนแล้ว พรรคเพื่อไทยไม่น่าจะได้ตำแหน่งนายกฯ ด้วยเหตุผลต่างๆ ฉะนั้น เช่นเดียวกัน พรรคที่ 2 ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ ก็เป็นหน้าที่ของพรรคที่ 3 แล้วก็พูดไปแล้ว เดาไปแล้วว่าก็มี นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.)
เมื่อถามว่า ตอนนี้มีการพูดถึงการเรื่องของการจับขั้วสูตรรัฐบาลสมานฉันท์ +188 เสียง โดยมีว่าพรรคเพื่อไทยเป็นแกนนำ ตรงนี้มีโอกาสจะเป็นไปได้หรือไม่ นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า มีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ไหม ถ้าไม่มีนั่นอยู่ที่ว่าพรรคการเมืองที่เขาจะไปรวมกัน ถ้าเกิน 300 เสียงก็จะเป็นรัฐบาล แต่ก็คงปฏิบัติหน้าที่ไปได้สักระยะหนึ่ง คงจะไม่ครบ 4 ปี เพราะจุดประสงค์ที่รัฐบาลใหม่ที่จะมาปฏิบัติหน้าที่ คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญเพราะฉะนั้นเขาจะรวมกัน สมานฉันท์ หรือปรองดองก็ตามที ตรงนี้ ส.ว.ไม่ไปก้าวก่ายและยินดีที่จะให้มีรัฐบาล มีนายกฯโดยเร็วที่สุด
เมื่อถามว่า ก่อนหน้านี้ที่ ส.ว.เคยออกมาพูดว่าหากเพื่อไทยนำจัดตั้งรัฐบาลโดยที่ไม่มีพรรคก้าวไกล ส.ว.ก็พร้อมสนับสนุน แต่ว่าที่มีการเปลี่ยนแปลงตรงนี้เป็นเพราะอะไร นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ตนบอกแล้วว่าหากไม่มีพรรคก้าวไกลยินดีที่จะสนับสนุนให้มีรัฐบาล ให้มีนายกฯ เพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ แต่ในขณะนี้มันมีประเด็นตรงที่ว่าคุณสมบัติส่วนตัวว่านายเศรษฐานั้นพร่องทางด้านจริยธรรมหรือไม่ การทำธุรกิจนั้นโปร่งใสและตรวจสอบได้หรือไม่
“หากนายเศรษฐาสามารถเคลียร์ตัวเองได้ก็ไม่มีปัญหาในเรื่องที่จะเป็นนายกฯ แต่ตรงกันข้ามถ้าหากว่า ตรวจสอบแล้วหรือการตอบคำถามไม่เคลียร์ ผมคิดว่า ส.ว.ก็คงจะตัดสินใจไม่เลือก” นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า
เมื่อถามว่า หากเป็นแคนดิเดตจากพรรคลำดับที่ 3-4 ทางด้าน ส.ว.มีความหนักใจหรือไม่ หรือสบายใจกว่า นายกิตติศักดิ์กล่าวว่า ไม่มีหนักใจ ไม่มีไม่สบายใจ แต่ทุกคนต้องได้รับการตรวจสอบเหมือนกันหมด มาตรฐานเดียวกันหมด ถ้าหากว่าพรรคที่ 3-4 เข้ามาก็ต้องถูกตรวจสอบ และชี้แจงให้สังคมได้รับทราบเหมือนกันว่า ที่ท่านจะมาเป็นนายกฯนั้น ต้องถูกตรวจสอบจาก ส.ว.ในมาตรฐานเดียวกัน

