นัก ปวศ.ดังย้อนเล่าขึ้นเวทีเดบิวต์ เกรงบารมี ‘อ.นิธิ’ เจอวิจารณ์สุดสุภาพ ไม่ทำเสียแรงใจ
เมื่อวันที่ 7 สิงหาคม นับเป็นการสูญเสียครั้งยิ่งใหญ่ของวงการ ‘วิชาการ’ เมืองไทย กับการจากไปของ ศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ นักคิด นักวิชาการผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดคนหนึ่งของสังคมไทย หลังล้มป่วยด้วยโรคมะเร็งปอด ในวัย 83 ปี
บุคลากรในแวดวงวิชาการ ตลอดจนหลากวงการ ทั้งนักการเมืองและคนดัง ร่วมไว้อาลัยการจากไป
รวมถึง ผศ.ดร.ชาติชาย มุกสง อาจารย์คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้โพสต์เฟซบุ๊ก ย้อนเล่าถึง อ.นิธิ ว่า
“รู้สึกใจหาย เสียใจ และเสียดาย เมื่อทราบข่าวการจากไปของอาจารย์นิธิ ผมมีสองเหตุการณ์ที่อยากรำลึกถึงอาจารย์ด้วยความเคารพและจดจารเอาไว้
เหตุการณ์แรก ย้อนกลับไปกว่า 20 ปีก่อน เมื่อต้องรับหน้าที่จัดงานประชุมวิชาการประวัติศาสตร์การแพทย์และการสาธารณสุขไทยขึ้นครั้งแรก ชื่อของนักประวัติศาสตร์ที่จะต้องเชิญมาให้ได้ก็ต้องมีชื่อนิธิอยู่ด้วย ผมยังเด็กมากสมัยนั้น ต้องโทรไปหาอาจารย์ผู้ใหญ่แต่ก็ได้รับกำลังใจด้วยการตอบรับด้วยดี
ผมยังจำได้ว่าสิ่งที่อาจารย์ถามกลับมาก่อนตอบรับคือกระทรวงสาธารณสุข มีที่ให้สูบบุหรี่ไหม จนผมต้องไปหามา แล้วตอบกลับว่ามี อาจารย์จึงมาเสนอความเห็นอันแหลมคมดังปรากฏในหนังสือบันทึกการประชุมครั้งนั้น เรื่อง “พรมแดนความรู้ประวัติศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุขไทย” (2545) ซึ่งจัดขึ้นเมื่อวันที่ 19 กรกฎาคม 2544 ที่ห้องประชุมชั้น 5 ตึกกรมสุขภาพจิต อันเป็นที่ตั้งของ สวรส.

วันนั้นในการประชุมมีข้อเสนอและการถกเถียงที่เปิดโลกความรู้ด้านนี้ขึ้น ครั้งนี้เป็นครั้งแรกที่ผมมีโอกาสได้พบปะต้อนรับอาจารย์นิธิ เห็นความสมถะเป็นกันเองของอาจารย์ หลังจากอ่านงานของอาจารย์มานาน และการหันมาสู่เส้นทางประวัติศาสตร์ที่ความเท่ และความเป็นปัญญาชนรอบรู้ของอาจารย์นิธิเป็นแบบอย่างในใจ
เหตุการณ์ที่สอง ถ้าพูดภาษาปัจจุบันต้องเรียกว่า การเดบิวต์เป็นนักวิชาการประวัติศาสตร์ บนเวทีนำเสนอวิชาการครั้งแรกของผมในงานเกษียณของอาจารย์ชยันต์ วรรธนะภูติม ที่ มช. โดยมีอาจารย์นิธิเป็นผู้ดำเนินรายการและวิจารณ์ ซึ่งผมจำอะไรไม่ได้เลย เพราะทั้งกลัวและเกรงบารมีของอาจารย์ จนจำไม่ได้เลยว่านำเสนออะไรไปบ้าง แต่จำได้ว่าอาจารย์สุภาพมาก วิจารณ์แบบไม่ทำให้เราเสียกำลังใจ แม้จะไม่ชอบงานรื้อสร้างเสนอวาทกรรมทางประวัติศาสตร์แทนที่จะทำงานประวัติศาสตร์ก็ตามที
หลังจากนั้นก็ติดตามอ่านงานอาจารย์มาโดยตลอด และนำมาใช้สอนและสร้างแรงบันดาลใจให้ลูกศิษย์ก็หลายรุ่น
วันนี้แม้อาจารย์จะจากไป แต่ยังฝากปัญญาให้กับสังคมไทยและแบบอย่างของการเป็นนักวิชาการที่หาได้ยากยิ่งในสังคมไทย
ด้วยความเคารพและอาลัยครับ
(ปล.ภาพถ่ายผมถ่ายเอง สมัยนั้นใช้กล้อง Pentax K100 ด้วยฟิล์มล้างอัดลงกระดาษแล้วมาสแกนเป็นไฟล์ทีหลัง)”



