ผ่าทางตันโหวตนายกฯ ตั้งรัฐบาลเดินหน้าประเทศ

8.08.23 | 10:45 น.

หมายเหตุ – ความเห็นและข้อเสนอแนะนักวิชาการกรณีสถานการณ์ทางการเมืองไทยที่ยังไม่สามารถโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี และจัดตั้งรัฐบาลได้ พรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) และสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ควรหาทางออกอย่างไรเพื่อให้สามารถเดินหน้าต่อไปได้

ศิวพล ชมภูพันธุ์
ภาควิชารัฐศาสตร์ คณะสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว)

หากมองสถานการณ์ของพรรคเพื่อไทยตอนนี้ทำอะไรในสายตาคนอื่นผิดหมดเลยอาจจะถูกมองว่าตกมาอยู่ในเกมของอำนาจเก่าก็ได้ ขณะเดียวกันอาจจะมีข้อครหาที่พยายามเปลี่ยนตัวเองไปในแบบที่เราเห็น เป็นการต้อนรับการกลับมาของนายทักษิณ ชินวัตร หรือเปล่า

ด้านสัญญะการที่นายทักษิณกลับมา หรือไม่ได้กลับมาเมืองไทยตามที่สัญญาไว้แล้ว การเลื่อนดังกล่าวมันเป็นการเลื่อนที่สะท้อนว่ายังตกลงกันไม่เสร็จหรือ จึงมองว่าสุดท้ายเป็นเรื่องของชนชั้นนำตกลงกัน หรือไม่ตกลงกัน การที่จะบีบทางไหนไปให้รอด หรือไม่รอด ทุกวันนี้เพื่อไทยอยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก และไปต่อก็ลำบากด้วย

Advertisement

การกลืนไม่เข้าคายไม่ออกของพรรคเพื่อไทยเข้าใจอันแรกเลยว่า การที่ ส.ส.เพื่อไทยหลายคนไม่เห็นด้วยแล้วกระอักกระอ่วน เขาคือเหยื่อ ไม่ว่าวันนี้จะมองว่าลุงไม่อยู่ คุณคิดหรือว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ จะไม่มีส่วนผลักดันความเป็นไปของพรรค ไม่ต้องเป็นพรรคก็ได้ แต่มองการผลักดันความเป็นไปของการเมืองไทย ต่อให้วันนี้พล.อ.ประยุทธ์บอกว่าฉันวางมือไปแล้ว และขณะเดียวกัน พล.อ.ประวิตรบอกว่าจะยอมถอย แต่ พล.อ.ประวิตรก็ไม่ชัดเจนนะ

ส่วนตัวเชื่อว่าการเมืองไทยมีเบื้องลึกเบื้องหลังฉากอยู่เสมอ อย่างแม้แต่ นายจตุพร พรหมพันธุ์ พูดยังน่าฟังเลย เพราะเคยร่วมหัวจมท้ายมาก่อน รัฐธรรมนูญก็ดี รัฐประหาร การตั้งพรรครวมไทยสร้างชาติ การตั้งพรรคพลังประชารัฐ เกิดขึ้นมาเพื่อต่อต้านเพื่อไทย ไม่ใช่ต่อต้านก้าวไกล แต่วันนี้การที่คุณจะไปจับมือด้วย มวลชนที่ไปต่อสู้เพื่อคุณมาตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาจะมองอย่างไร แน่นอนมีคนเห็นด้วย แต่สำหรับหลายๆ คนเขาอกหักกับเรื่องนี้

ตอนนี้เพื่อไทยต้องเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ซึ่งทุกทางเลือกมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก อาจทำให้ไปต่อไม่ได้ด้วย การปลดล็อกที่สำคัญง่ายที่สุดคือ ส.ว. ต้องยอมให้ชัดเจน ก้าวไกลไม่ได้เป็นแล้ว ต้องเพื่อไทยแล้วล่ะ ถ้าเกิดไม่เอาเพื่อไทย ก็บอกมาเลยจะเอาใคร การพูดว่าปิดสวิตช์ตัวเองแบบนี้มันเป็นข้ออ้าง

การที่เพื่อไทยจะเดินหน้าไปต่อประชาชนก็ด่าด้วยความคาดหวังที่มีอยู่ แน่นอนมีคนคอยเชียร์เขา เพราะว่าไม่ได้อยู่ในฉันทามติของการเชียร์ร่วมกัน เหมือนกับที่ นายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร โพสต์ว่ายอมกลับมาเถอะ ยอมเสียหน้ามาดีกว่า ดีกว่าเสียใจไปตลอดชีวิต อะไรก็ว่าไปอย่างที่พูด ก็จะรู้สึกว่าถอยกลับมาปุ๊บแล้วอย่างไรต่อ เพราะก็ต้องกลับมาเจอหล่ม ส.ว.อีก

คราวนี้พอโดนบีบก็จะกลายเป็นว่า โจทย์ไปตกอยู่ที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หรือลุงป้อมก็จะกลับมาเผลอๆ ไม่แน่ว่าอาจต้องให้ลุงตู่ดูแลแทนยาวๆ ก็ได้ สุดท้ายเพื่อไทยตกอยู่ในเกมที่ว่า ไปไหนก็ลำบาก โดยเฉพาะเรื่องวิกฤตศรัทธา

หากมองไปถึงทางออกตอนนี้ทุกอย่างเหมือนกับกำลังหยุดรถกันคนละก้าวก่อน เพราะสุดท้ายหากก้าวไกลกลับไปจัดตั้งรัฐบาลได้ แต่สิ่งสำคัญคือคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญ ไปต่อลำบาก แม้ยอมกลับไปรวมกับเพื่อไทยในเงื่อนไขเดิมเลยอาจเป็น 8 พรรคเหมือนเดิมหรือเปล่า ไม่แน่ใจเพราะหลังจากที่แตกคอกันเราก็เห็นอะไรบางอย่างผุดขึ้นมาแล้ว คนเสียงเดียว สองเสียง ความเห็นไม่ลงรอยกันเราก็เห็นมาแล้วใน 8 พรรคเดิม หลังจากที่เพื่อไทยไม่เอาก้าวไกลเข้ามาร่วมรัฐบาล เพื่อที่จะขับเคลื่อนประเทศชาติต่อไปใดๆ ก็แล้วแต่

โดยส่วนตัวมองถึงศาลรัฐธรรมนูญอยู่ดี ถ้ามองไปทางออกที่ดีที่สุด หากตัดสินว่า นายพิธาลิ้มเจริญรัตน์ ไม่ผิด จะโล่งไป แต่เกมก็จะกลับไปหล่มเดิม เพราะไม่สามารถไปเปลี่ยนใจกลุ่ม ส.ว.ได้เลย ขณะเดียวกันหากบอกว่าไปต่อไม่ได้แล้ว ยุบพรรค จะมีผลทำให้ ส.ส.จำนวนหนึ่งหายไป

แน่นอนเชื่อว่าก้าวไกลก็คงจะเกิดใหม่เป็นอะไรหลายอย่าง แต่คราวนี้ก็ต้องมาดูเรื่องวิกฤตศรัทธาของประชาชนด้วย ไม่รู้นะว่าใครออกแบบเกมนี้ไว้ แต่ฉลาดมากเลย

สำหรับทางออกที่แฟร์กับทุกฝ่าย สุดท้าย ส.ว.คือผลปลายของรัฐธรรมนูญปี’60 ถ้าจะให้ประเทศไปต่อจริงๆ ส.ว.คุณต้องยอมรับเสียงข้างมาก การที่ ส.ว.สายเซเลบทั้งหลายที่ออกมา 4-5 ท่าน คนก็มองว่าการไม่เอาการงดออกเสียง เป็นการไม่เอาแน่นอน ตกลงแล้วจะเอาใคร จะปลดล็อกตรงนี้ได้ ส.ว.คุณต้องยอมรับให้เสียงข้างมากตอนนี้ให้ได้ ไม่เอาก้าวไกลเพราะมาตรา 112 ถ้าเพื่อไทยจะขึ้น ไม่ว่าจะเป็น นายเศรษฐา ทวีสิน ซึ่งตอนนี้ก็กำลังมีปัญหากับสิ่งที่ นายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ กำลังทำ ขณะเดียวกันจะเอาน.ส.แพทองธาร ชินวัตร หรือนายชัยเกษม นิติสิริ ก็เอาสิ จะเอาก็เอา ยังไงก็ได้สักอันหนึ่ง

พรรคเพื่อไทยเขาคือเสียงข้างมาก แต่ถ้าเอาแบบแฟร์ๆ เลยนะ ส.ว.คุณก็บอกมาเลยว่าเอาใคร สุดท้ายแล้วก็อยู่ที่ ส.ว. แม้ว่าจะไม่ใช่ต้นเหตุของทั้งหมดทั้งมวล ที่เราต้องติดกับดักรัฐธรรมนูญ แต่วันนี้คุณคือด่านสุดท้ายของระบบรัฐสภาไทย

ดุลยภาค ปรีชารัชช
อาจารย์ประจำโครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษา คณะศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

สถานการณ์พรรคเพื่อไทยตอนนี้ ส.ส.มีความอึดอัดเรื่องร่วมกับพรรค 2 ลุง ซึ่งตัดขาดกับพรรคก้าวไกลแล้ว ก็ต้องเดินหน้าไปหาพันธมิตรใหม่ นั่นคือพรรคอันดับสามอย่างพรรคภูมิใจไทย คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร และยังช่วยพรรคเพื่อไทยได้เยอะ มีถึง 71 เสียง และพรรคภูมิใจไทยค่อนข้างเหนียวแน่นกับฝั่งรัฐบาลเดิม ทั้งพรรคพลังประชารัฐ พรรครวมไทยสร้างชาติ ทาง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็มีบทบาทและอำนาจทางการเมือง อำนาจต่อรองยังมีอยู่ หากเพื่อไทยจะดึงพรรคภูมิใจไทยมาก็ต้องดึงพรรคทั้ง 2 ลุงด้วยหรือเปล่า หาก ส.ส.ในพรรคเพื่อไทยอึดอัดใจ ไม่เอาทั้ง 2 ลุง ก็สามารถประนีประนอมได้อยู่บ้าง อยู่ที่พรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล และคนของพรรคเพื่อไทยยังเป็นแคนดิเดตนายกฯอยู่หรือไม่

หากยังเป็นเช่นนี้อยู่ต้องต่อรองในการพิจารณาโควต้ารัฐมนตรีจากทั้ง 2 ลุง แต่ว่าในการสไลด์เข้ามาของพรรคพลังประชารัฐ จะดูง่ายกว่าการเข้ามาของพรรครวมไทยสร้างชาติ เพราะ พล.อ.ประวิตรประกาศตัวก้าวข้ามความขัดแย้ง และ ส.ส.ในพรรคพลังประชารัฐเหมือนเป็นปลาในน้ำเดียวกันกับพรรคเพื่อไทยอยู่แล้ว แต่อาจจะไม่ได้ง่ายไปสักทีเดียว เพราะตอนนี้กระแสกลายเป็นว่า คนไม่ได้บอกเอาลุงคนนั้น ไม่เอาลุงคนนี้ กระแสบอกว่า 2 ลุงนี้ให้ถอยห่างออกไปเลย เลยทำให้เป็นความอึดอัดใจของพรรคเพื่อไทยในตอนนี้หากไม่ได้ดึงพรรคใดพรรคหนึ่งมาจะตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ หากไม่ดึงมาร่วมและตั้งไม่ได้ต้องมีอุปสรรคหลายอย่าง พรรคเพื่อไทยต้องมาชั่งน้ำหนักดูว่าจะเอาพรรคนี้หรือไม่ ถ้ามาจะเป็นพรรคใดพรรคหนึ่งและจะเป็นพรรคไหน

โอกาสวืดในการเป็นรัฐบาลของการไม่ร่วมกับพรรค 2 ลุง ในทฤษฎีเกมทางรัฐศาสตร์แบ่งกลุ่มก้อนชนชั้นนำกลุ่มรัฐบาลเดิมและฝ่ายค้านที่ชนะการเลือกตั้ง ขั้วรัฐบาลเดิมจะมีพรรครวมไทยสร้างชาติ พรรคพลังประชารัฐ

ในอีกกลุ่มหนึ่งเป็นฝ่ายค้านที่ชนะการเลือกตั้งพรรคเพื่อไทยเป็นพรรคที่สามารถคุยกับฝ่ายรัฐบาลเดิมได้ ซึ่งในตอนพรรคก้าวไกลยังไม่ได้คุยก็จะแหวกแนวของเขาไป ในการเปลี่ยนสูตรประชาธิปไตยถ้ายังต้องการต่อรองเกมของคนชั้นนำอยู่เป็นเครื่องค้ำยันในการเปลี่ยนผ่านแบบราบรื่น พรรคเพื่อไทยต้องมาคุยกับพรรคพลังประชารัฐ พรรคภูมิใจไทย ตรงนี้จะทำให้การเปลี่ยนสูตรทางประชาธิปไตยมีเสถียรภาพมากกว่ากรณีที่พรรคก้าวไกลที่เป็นพรรคที่ชนะการเลือกตั้งในการที่จะเป็นรัฐบาล เพราะว่าหากพรรคก้าวไกลจัดตั้งรัฐบาลความเปลี่ยนแปลงจะเร็วกว่าแต่จะขาดเสถียรภาพ เป็นการเปลี่ยนผ่านขั้วเดิมเร็วจนเกินไป จนมีการสวนกลับในเชิงอำนาจและรัฐประหาร

ในขณะนี้ต้องดูการข้ามขั้วแม้อยู่คนละขั้วกันมาก่อนก็ต้องมารวมตัวกันต้องหาชุดอธิบายว่า หากรวมตัวกันแบบนี้ลดความขัดแย้งที่มีมาเป็นสิบๆ ปีระหว่างระบอบทักษิณกับขั้วอำนาจเดิมมาผสมกัน จะสามารถก้าวข้ามความขัดแย้งได้จริงหรือไม่ ข้อเสียข้อดีมันจะเป็นอย่างไร ในการจัดตั้งรัฐบาลที่ยืดออกไป คิดว่าก็คงจะอีกสักพักหนึ่ง และยังคิดว่าคงไม่น่าถึง 10 เดือน หากต้องรอถึง 10 เดือน และให้ พล.อ.ประยุทธ์รักษาการไปก็จะมีการดึงกันไปกันมาเหมือนชักเย่อ บางทีพรรคเพื่อไทยจะตั้ง พรรคก้าวไกลอาจจะดึงไว้ก็ได้ เพราะพรรคก้าวไกลอยากให้เป็นช่วงเวลานั้น แล้วนำนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์หัวหน้าพรรคก้าวไกลกลับมา ในระหว่างนี้การเมืองคุยกันทุกวัน ขั้วการเมืองคุยเจรจาผลประโยชน์กัน เพราะฉะนั้นรอให้ถึง 10 เดือนแล้วมีรัฐบาลคิดว่ายาก กลุ่มอำนาจทางการเมืองต้องหาทางให้ได้ เพราะพรรคเพื่อไทยส่งสัญญาณแล้วว่าอยากมีรัฐบาลโดยเร็ว พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ทั้ง ส.ว.ยังพูดถึงว่ามีรัฐบาลเร็วหน่อยก็ดีเพราะเป็นเรื่องดีในการบริหารบ้านเมือง หากเป็นระยะเวลาที่ห่างออกไปจากนี้ก็ต้องเป็นนายกฯคนนอกหรือเปล่า หรือเป็นรัฐบาลปรองดองแห่งชาติหรือเปล่า ต้องดูกันตามช่วงเวลา

ในฝ่ายพรรค 2 ลุงและ ส.ว.มีทางออกร่วมเพื่อให้บ้านเมืองเดินต่อไปได้ในตอนนี้มันเริ่มถูกบีบเข้ามาแล้ว ทั้งพรรครัฐบาลเดิมและ ส.ว.จะถูกจัดอันดับความสำคัญแล้วว่าต้องเลือกระหว่างความมั่นคงของชาติ หรือการพัฒนาประชาธิปไตย ก็ต้องเลือกสิ่งแรกก่อนเพราะต้องมีรัฐบาลโดยเร็ว เรื่องประชาธิปไตยเป็นรอง ประชาธิปไตยในที่นี้ก็คือ 150 เสียง แตะต้องกฎหมายมาตรา 112 และ 350 เสียง ไม่แตะต้องกฎหมายมาตรา 112 ส.ว.ต้องคิดว่ารัฐบาลที่ไม่แตะต้องมาตรา 112 เป็นรัฐบาลที่มั่นคง หากพรรคเพื่อไทยนำฝั่งพรรคลุงเข้ามาความได้เปรียบที่นำเข้ามานั้นก็คือการได้คะแนนเรื่องความมั่นคงแห่งชาติ และทำให้รัฐบาลนั้นเสถียรภาพ และ ส.ว.จะเข้ามาโหวตร่วมด้วย หากพรรคเพื่อไทยไม่เป็นสูตรแบบนี้ พรรคภูมิใจไทย พรรคพลังประชารัฐก็จะได้เปรียบทางการเมืองขึ้นมาจัดตั้งรัฐบาล

หากดึงพรรคก้าวไกลเข้ามาร่วมรัฐบาล ไม่ได้กลัวเรื่องการแตะต้องกฎหมายมาตรา 112 อย่างเดียว แต่ยังกลัวเรื่องชุดนโยบายสาธารณะที่พรรคก้าวไกลเสนอมาเป็นแพคเกจนั้นหมายถึงกองทัพที่พรรคก้าวไกลต้องการลดดีกรี รวมถึงเรื่องการกระจายอำนาจ และยังเปลี่ยนโครงสร้างการปกครองที่ชัดเจน ขั้วเดิมก็จะรับไม่ได้ ทางออกที่ดีที่สุดคือพรรคเพื่อไทยเข้ามาตั้งและนำพรรคหนึ่งลุงหรือสองลุง และ ส.ว.เข้ามาเติมในส่วนนี้ก็เป็นไปได้

ในการที่กลับเข้าไปสู่ 8 พรรคร่วมเดิมมันก็เป็นสูตรที่ใช้ได้ในการจัดตั้งรัฐบาล แต่พรรคเพื่อไทยได้ออกไปแล้ว หากพรรคเพื่อไทยกลับเข้าไปอีกการต่อรองจากพรรคก้าวไกลก็จะมากขึ้น เพราะพรรคก้าวไกลนั้นเป็นอันดับหนึ่ง มันเปรียบเหมือนมหาอำนาจแข่งกันต่อรองเพราะเสียงสูสีกันทั้งสองพรรคนั่นเอง