หน้าแรก การเมือง ‘พร้อมพงศ์’ โ...

‘พร้อมพงศ์’ โต้ ‘ชูวิทย์’ บิดเบือนข้อเท็จจริง หวังเปิดเกมดิสเครดิต ‘เศรษฐา’ ถาม ที่แฉเพราะถูกปฏิเสธซื้อที่ 2,000 ล้าน?

7.08.23 | 20:41 น.

‘พร้อมพงศ์’ โต้ ‘ชูวิทย์’ บิดเบือนข้อเท็จจริง หวังเปิดเกมดิสเครดิต ‘เศรษฐา’ ถาม ที่แฉเพราะถูกปฏิเสธซื้อที่ 2,000 ล้าน? ต้องการให้ใครกลับมาเป็นนายกฯ หรือไม่ พร้อมโชว์รูปเข้าเจรจาขายที่ดินให้แสนสิริ

เมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 7 สิงหาคม ที่โรงแรมดิเอมเมอรัลด์ รัชดา นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ คณะทำงานด้านกฎหมาย ในฐานะได้รับมอบอำนาจจากนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกรัฐมนตรี พรรคเพื่อไทย (พท.) กล่าวถึงกรณีนายชูวิทย์ กมลวิศิษฎ์ อดีตนักการเมืองดัง ระบุว่า นายเศรษฐามอบอำนาจให้ทนายความฟ้องดำเนินคดีนั้นเป็นการฟ้องปิดปากว่า ขอชี้แจงว่าเรื่องนี้เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมาย ไม่มีใครปิดปากนายชูวิทย์ได้ หากนายชูวิทย์ตรวจสอบนายเศรษฐาอย่างบริสุทธิ์ใจ ตนขอตั้งข้อสังเกตว่า นายชูวิทย์มีข้อมูลเรื่องนี้มานานแล้ว แต่เหตุใดจึงไม่ตรวจสอบตั้งแต่ได้รับข้อมูลมา หรือก่อนที่นายเศรษฐาจะถูกเสนอชื่อเป็นแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท. ตนในฐานะเป็นนักการเมือง และเคยตรวจสอบในคดีสำคัญหากไม่มีวาระซ่อนเร้นเราต้องตรวจสอบอย่างนี้ เพื่อให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

นายพร้อมพงศ์กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่นายชูวิทย์แถลงข่าวเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม กล่าวหานายเศรษฐาว่าทำนิติกรรมอำพราง ไม่ซื่อสัตย์สุจริต รู้เห็นเป็นใจกับบริษัทที่ขายที่ดินให้กับบริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ทำให้รัฐเสียหายกว่า 500 ล้านบาท เรื่องนี้ขอชี้แจงข้อเท็จจริงว่า ไม่ใช่เรื่องซับซ้อนอะไรเลย เป็นการจับแพะชนแกะ พูดความจริงครึ่งเดียวของนายชูวิทย์คือ ผู้ขายได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินโดยการโอนแบ่งคืนให้ผู้ถือหุ้นคนละวันกันจึงไม่ถือว่าบุคคลดังกล่าวได้กรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพร้อมกัน ในทางกฎหมายอนุญาตให้ทำได้ ต่อมาเมื่อมีการขายให้บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) ก็เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบของกรมที่ดิน และระเบียบของกรมสรรพากร ซึ่งถ้าไม่ถูกระเบียบกรมที่ดินก็ไม่สามารถให้ผู้ขายโอนให้ได้ และกรมสรรพากรคงฟ้องร้องผู้ขายไปแล้ว ไม่ปล่อยให้เนิ่นนานขนาดนี้ ใครก็รู้ว่ากรมที่ดินและกรมสรรพากรล้วนมีระเบียบที่เคร่งครัด ไม่ถึงมือนายชูวิทย์ อย่างไรก็ตาม การดำเนินการทั้งหมดเป็นไปตามกฎหมายมาตรา 56 แห่งประมวลรัษฎากร ประกอบคำสั่งกรมสรรพากร ที่ ป.100/2543 ลงวันที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ.2543 ข้อ 4 (2)

นายพร้อมพงศ์กล่าวด้วยว่า เรื่องนี้ขอตั้งข้อสังเกตว่า นายชูวิทย์ซึ่งเป็นนักธุรกิจอสังหาฯ มีทีมกฎหมายเป็นที่ปรึกษา ก่อนมาแถลงข่าวกล่าวหานายเศรษฐาคงจะต้องศึกษารายละเอียดมาหมดแล้วว่าผู้ขายทั้ง 12 คนนี้ได้ที่ดินมาไม่พร้อมกัน นายชูวิทย์ก็รู้ แต่จงใจพูดข้อเท็จจริงเพียงบางส่วน เพื่อให้สังคมเข้าใจว่าได้ที่ดินมาพร้อมกันในวันที่แถลงข่าว เหมือนพูดความจริงครึ่งเดียว เหตุใดนายชูวิทย์จึงไม่พูดทั้งที่รู้อยู่แล้วว่าที่ดินได้มาไม่พร้อมกัน นายชูวิทย์ปกปิดความจริงข้อนี้เพื่อใช้เป็นช่องในการกล่าวหานายเศรษฐาใช่หรือไม่ เพราะหากนายชูวิทย์พูดความจริงตรงนี้ให้หมดตัวเองจะกล่าวหานายเศรษฐาไม่ได้เลย

นายพร้อมพงศ์กล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ตนตั้งข้อสังเกตต่อว่า ผู้ซื้อเป็นนิติบุคคล เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ มีผู้บริหารหลายคน แต่เหตุใดนายชูวิทย์จึงตั้งใจโจมตี ดิสเครดิตนายเศรษฐาเพียงคนเดียว ถามว่าหากไม่มีวาระซ่อนเร้นทำไมช่างบังเอิญเช่นนี้ ต่อมาก็กล่าวหานายเศรษฐามีเงินทอน เป็นตัวการร่วม หรือรู้เห็นเป็นใจ ซึ่งเรื่องนี้ตนขอยืนยันว่าไม่เป็นความจริงเลย ตนได้รับเอกสารข้อหารือลงวันที่ 9 มีนาคม 2558 ระหว่างกรมที่ดินกับกรมสรรพากรกรณีนี้ ซึ่งมีข้อสรุปออกมาเป็นไปตามคำสั่งกรมสรรพากรข้างต้น ดังนั้น การกล่าวหาว่านายเศรษฐารู้เห็นเป็นใจ หรือสมคบกับผู้ขายในการหลีกเลี่ยงภาษีมีเจตนากลั่นแกล้ง และหวังผลทางการเมืองต่อตัวนายเศรษฐา

Advertisement

นายพร้อมพงศ์กล่าวต่อว่า สำหรับที่กล่าวหาว่านายเศรษฐาไม่ซื่อสัตย์ กระทำผิดกฎหมาย มีส่วนเกี่ยวข้องกับเงินทอนในการซื้อขายที่ดินแปลงนี้ โดยนายชูวิทย์อ้างถึงราคาที่ดินตารางวาละเกือบ 4 ล้านบาทนั้น ข้อเท็จจริงราคาที่ดินบริเวณดังกล่าวที่บริษัทแสนสิริฯซื้อจากเอกชนนั้น ตั้งอยู่ที่ถนนสารสิน ตรงข้ามกับสวนลุมพินี เป็นทำเลทอง ซึ่งเป็นไปตามราคาตลาด นักธุรกิจที่อยู่ในแวดวงอสังหาฯรู้ว่าเป็นราคาปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับที่ดินของนายชูวิทย์ที่ขายในเดือนเดียวกันให้แก่บริษัทไรมอนแลนด์ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ที่นายชูวิทย์อ้างผ่านสื่อว่าขายไป 2,000 ล้านบาท ราคาตารางวาละเกือบ 3.6 ล้านบาท ทั้งที่ที่ดินนายชูวิทย์อยู่ในซอยสุขุมวิท 24 ที่ดินของนายชูวิทย์ก็ราคาไม่ต่างกับราคาที่บริษัทแสนสิริซื้อ เพราะฉะนั้นข้อกล่าวหาใดๆ ทั้งหมดที่นายชูวิทย์ได้แถลงมาจึงน่าจะเป็นความเท็จ ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ขอยืนยันว่านายเศรษฐาไม่ได้ทำผิดกฎหมาย ไม่ได้ทำผิดจริยธรรมตามที่นายชูวิทย์กล่าวอ้างแต่อย่างใด

“ผมขอตั้งข้อสังเกตถึงพฤติกรรมของนายชูวิทย์ ที่นายชูวิทย์ออกมาปฏิเสธว่าไม่มีความเจ็บแค้น ไม่มีปัญหา และไม่ได้ขายที่ดินของนายชูวิทย์ให้บริษัทแสนสิริ รวมถึงไม่มีวาระซ่อนเร้นใดๆ นั้น นายชูวิทย์ความจำอาจจะสั้น โดยวันนี้ผมจะมาจับโกหกนายชูวิทย์ ซึ่งผมมีหลักฐานเป็นภาพถ่ายว่านายชูวิทย์เคยไปพบผู้บริหารบริษัทแสนสิริฯ พร้อมนายเศรษฐา เมื่อวันที่ 8 กันยายน 2565 ภาพจากกล้องวงจรปิดก็มี เพื่อเสนอขายที่ดินแปลงของตนเองให้บริษัทแสนสิริฯ แต่ท้ายที่สุดทางแสนสิริปฏิเสธซื้อที่ดินของนายชูวิทย์ เป็นเหตุให้นายชูวิทย์โกรธ และดำเนินการในลักษณะนี้ใช่หรือไม่” นายพร้อมพงศ์กล่าว

นายพร้อมพงศ์กล่าวต่อว่า ถามว่าจริงหรือไม่ที่ก่อนที่นายชูวิทย์จะมาแถลงข่าวได้พยายามเสนอขายที่ดินให้บริษัทแสนสิริฯอีกครั้งหนึ่ง โดยเสนอราคาเพิ่มเป็น 2,000 ล้านบาท แต่ถูกปฏิเสธอีกครั้ง เรื่องนี้คือประเด็นที่ทำให้นายชูวิทย์ไม่พอใจใช่หรือไม่ ทั้งนี้ ภาพทั้งหมดเกิดขึ้นที่บริษัทแสนสิริฯ ซึ่งเท่าที่ตนทราบนายชูวิทย์ไม่ได้มีความสนิทสนมกับนายเศรษฐาถึงขนาดที่จะเข้าไปเยี่ยมกันถึงที่บริษัทได้ แต่ในภาพกลับจับมือ ดูสนิทสนม นี่คือพฤติกรรมของนายชูวิทย์ที่ตรงข้ามกับคำพูดที่ว่าแฉเพื่อชาติ อยากถามว่าวันนี้นายชูวิทย์แฉเพื่อใครกันแน่ และนายชูวิทย์ในฐานะที่เป็นคนกว้างขวาง มีเพื่อนอยู่ทั้งในวงการทหารและนักการเมือง ใครๆ ก็รู้ว่านายชูวิทย์สนิทกับใคร ผู้มีอำนาจกลุ่มไหน

“อยากถามว่าที่นายชูวิทย์ออกมาเป็นหัวขบวนเปิดเกมส์เขี่ยบอลสาดโคลนเป็นคนแรกเพื่อดิสเครดิตนายเศรษฐาก่อนการโหวตนายกฯ เพียงไม่กี่วันว่าไม่มีความเหมาะสม ถามว่า เป้าหมายของนายชูวิทย์เพื่อทำให้นายเศรษฐาขาดคุณสมบัติ ขัดต่อรัฐธรรมนูญมาตรา 160(4) เรื่องจริยธรรม ผมถามว่า นายชูวิทย์รับงานใครมา หวังผลทางการเมืองเพื่อให้ใครกลับมาเป็นนายกฯ อีกหรือไม่ นี่เป็นคำถามให้นายชูวิทย์ต้องตอบ สุดท้ายนายชูวิทย์กล่าวหานายเศรษฐาว่ามีพฤติกรรมอำพราง แต่ผมเห็นว่าคนที่มีพฤติกรรมอำพรางน่าจะเป็นนายชูวิทย์มากกว่า เพราะเวลานี้มีประเด็นที่ กทม.ร่วมกับอัยการต้องมานั่งประชุมกันในสิ่งที่นายชูวิทย์อำพรางไว้กรณีที่จะต้องติดคุก 5 ปี แลกกับการยกที่ดินเป็นสวนสาธารณะ แต่นายชูวิทย์กลับสู้กับ กทม.และอัยการว่าเป็นที่ของบริษัท ตัวเองจะไปยกให้สาธารณะได้อย่างไร และยังเสียภาษีอยู่ตลอด แถมกำหนดเวลาเปิด-ปิดสวนจน กทม.เข้าไปดำเนินการอะไรไม่ได้เลย ขอถามว่าใครมีพฤติกรรมอำพรางกันแน่ สังคมสงสัยว่านายชูวิทย์คือ ลักษณะน่าจะเป็นโมฆะบุรุษใช่หรือไม่” นายพร้อมพงศ์กล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการแถลงข่าว นายพร้อมพงศ์ได้เรียกพนักงานจัดส่งเอกสาร ส่งภาพวันที่นายชูวิทย์เข้าเจรจาขายที่ดินต่อบริษัทแสนสิริฯ ซึ่งขณะนั้นมีนายเศรษฐาเป็นประธาน เป็นภาพที่ทั้ง 2 จับมือกันอย่างชื่นมื่น ไปให้นายชูวิทย์ถึงที่โรงแรมเดวิสเพื่อทวนความจำของนายชูวิทย์ด้วย