หน้าแรก การเมือง ส่องศึกชิง &#...

ส่องศึกชิง ‘หน.ประชาธิปัตย์’ เดิมพันชี้วัด ‘รัฐบาล-ฝ่ายค้าน’

8.08.23 | 08:40 น.

รอยร้าวที่อาจจะบานปลาย ถึงขั้นขัดแย้งแตกหัก ระหว่างแกนนำ พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ภายหลังเกิดเหตุการณ์ที่ประชุมใหญ่สามัญพรรค โดยมีวาระการเลือกคณะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) โดยเฉพาะตำแหน่ง หัวหน้าพรรค ปชป.คนใหม่ ต้องประสบเหตุการณ์องค์ประชุมล่ม เป็นครั้งที่ 2 เมื่อวันที่ 6 สิงหาคมที่ผ่านมา

หลังจากก่อนหน้านั้นที่ประชุมใหญ่สามัญพรรคในครั้งแรกก็ล่มไปเมื่อวันที่ 9 กรกฎาคมที่ผ่านมา เหตุการณ์องค์ประชุมใหญ่สามัญพรรคล่ม 2 ครั้งติด ทั้งแกนนำ ส.ส.และสมาชิกพรรคต่างรับรู้กันเป็นอย่างดีว่าไม่ใช่เหตุการณ์ปกติ เป็นไปตามธรรมชาติ

แต่เหตุการณ์องค์ประชุมล่มต้องถือว่าเป็นการเล่นเกมการเมืองระหว่าง 2 กลุ่ม คุมการนำภายในพรรค ปชป. งัดข้อ โชว์พลังใส่กัน โดยมีเก้าอี้หัวหน้าพรรค ปชป.คนที่ 9 และ กก.บห.ชุดใหม่ เป็นเดิมพัน

เนื่องจากภารกิจสำคัญที่รออยู่เบื้องหน้า รอคอย กก.บห.ชุดใหม่ตัดสินใจ คือการตัดสินใจทิศทางการเมืองของพรรค ปชป. ในการจะไป เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคเพื่อไทย (พท.) คู่แข่งคนสำคัญ เป็นแกนนำฟอร์มเสียงตั้งรัฐบาลในขณะนี้ เพราะทั้ง 25 ส.ส.ของพรรค ปชป.ที่ผ่านด่านการเลือกตั้งมาล่าสุด ต้องรอมติที่ประชุม กก.บห.ชี้ขาดทิศทางการเดินทางการเมืองของพรรค ว่าจะอยู่ในขั้วร่วมจัดตั้งรัฐบาล หรือขั้วฝ่ายค้าน

คำโตๆ ที่ออกมาจาก เสี่ยต่อ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค ปชป. ที่สะท้อนภายหลังองค์ประชุมใหญ่สามัญพรรคล่มเป็นครั้งที่สองจึงมีนัยและสัญญาณในทางการเมืองภายในพรรค ปชป.

Advertisement

ซึ่ง เฉลิมชัย ระบุว่า เป็นพฤติกรรมเลวร้ายที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคำประกาศอุดมการณ์ของพรรค ข้อที่ 1 พรรคจะดำเนินการโดยวิถีทางอันบริสุทธิ์ แต่ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายให้กับพรรคอย่างมาก การที่องค์ประชุมไม่ครบทั้ง 2 ครั้งที่เกิดขึ้นไม่ใช่เกิดโดยธรรมชาติ แต่เกิดจากพฤติกรรมของกลุ่มคนบางกลุ่ม ซึ่งตนขอโทษสมาชิกพรรคด้วย มีการให้องค์ประชุมออกจากห้องประชุม ไม่ให้ลงชื่อเป็นองค์ประชุม มีการให้องค์ประชุมไปเที่ยวประเทศลาวเพื่อไม่ให้มาประชุม ถือว่าเป็นพฤติกรรมที่เลวทราม ไม่น่าเกิดขึ้นในพรรคที่เป็นสถาบันทางการเมือง

ศึกชิงหัวหน้าพรรค ปชป.และ กก.บห.ชุดใหม่ ภายใต้กติกาตามข้อบังคับพรรค ข้อที่ 81 มีทั้งหมด 351 คน ไม่นับรวมองค์ประชุมในส่วนอื่นๆ โดยต้องมีเกณฑ์ขั้นต่ำ 250 คน ถือว่าครบองค์ประชุม ซึ่งจะเปิดให้ผู้ที่เสนอตัวเป็นหัวหน้าพรรคได้แสดงวิสัยทัศน์ คนละ 7 นาที และถึงแม้จะมีผู้เสนอตัวเป็นหัวหน้าพรรคเพียงคนเดียวก็ต้องแสดงวิสัยทัศน์

สำหรับผู้มีสิทธิออกเสียงเลือกหัวหน้าพรรค (โหวตเตอร์) มีทั้งสิ้น 351 คน มาจาก 19 กลุ่ม

โดยกลุ่มที่ เสียงมีน้ำหนักมากที่สุด คือ ส.ส. 25 คน ซึ่งมีค่าน้ำหนักในการโหวต 70% ซึ่ง ส.ส.ส่วนใหญ่อยู่ในความดูแลของ เฉลิมชัย ศรีอ่อน รักษาการเลขาธิการพรรค และ นายกชาย นายเดชอิศม์ ขาวทอง รักษาการรองหัวหน้าพรรค ปชป.

ขณะที่ โหวตเตอร์จากกลุ่มอื่นๆ มีค่าน้ำหนักในการโหวตเพียง 30% ประกอบด้วย กก.บห.ชุดรักษาการ, อดีตหัวหน้าพรรค, อดีตเลขาธิการพรรค, รัฐมนตรี, อดีตรัฐมนตรี, อดีต ส.ส., นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (นายก อบจ.), สมาชิก อบจ. (ส.อบจ.), สมาชิกพรรคจากต่างจังหวัดมีสาขาพรรค, ตัวแทนพรรคประจำจังหวัด และอื่นๆ

ด้วยไฟต์บังคับของกติกาการเลือก กก.บห.ชุดใหม่ผ่านข้อบังคับพรรค ที่ให้น้ำหนักคะแนนของกลุ่ม ส.ส.ชุดปัจจุบัน มีมากถึง 70% เมื่อกลุ่มของเฉลิมชัย กุมเสียง ส.ส.ของพรรคไว้ถึง 21 คน จากทั้งหมด 25 คน

หากยึดตามข้อบังคับปัจจุบัน เสียงข้างมาก คือกลุ่ม ส.ส.ทั้ง 21 คน ภายใต้การสนับสนุนของ เฉลิมชัย ย่อมจะกุมความได้เปรียบต่อการกำหนดโครงการของ กก.บห.ชุดใหม่ โดยเฉพาะตำแหน่งหัวหน้าพรรค ปชป.คนที่ 9 และเลขาธิการพรรคคนใหม่ โดยวางตัว นราพัฒน์ แก้วทอง รักษาการรองหัวหน้าพรรค รับผิดชอบภาคเหนือ ชิงหัวหน้าพรรค และ เดชอิศม์ ชิงเก้าอี้เลขาธิการพรรค

จึงนำมาซึ่งการงัดค้านจากกลุ่มผู้อาวุโสในพรรค ที่นำโดยอดีตหัวหน้าพรรคทั้ง 3 คน ได้แก่ ชวน หลีกภัย อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ บัญญัติ บรรทัดฐาน นิพนธ์ บุญญามณี สาธิต ปิตุเตชะ รักษาการรองหัวหน้าพรรค เกียรติ สิทธีอมร อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ รวมทั้งตัวแทนของสาขาพรรคในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ภาคใต้บางส่วน เป็นแนวร่วมสำคัญ ในการเดินเกมยื่นแก้ไขข้อบังคับพรรค เพื่อปรับน้ำหนักการลงคะแนนจากสัดส่วน 70 ต่อ 30% เป็น 50 ต่อ 50%

ซึ่งจุดแตกหักทั้งสองกลุ่ม เห็นแย้งกัน คือ การกำหนดทิศทางทางการเมืองของพรรค ปชป.ต่อการตัดสินใจเข้าร่วมรัฐบาล หรือเป็นฝ่ายค้าน โดยท่าทีของ “กลุ่มเฉลิมชัย” มีความเป็นไปได้ที่จะสนับสนุนให้พรรค ปชป.เข้าร่วมเป็นรัฐบาลกับพรรค พท.

ขณะที่กลุ่มผู้ใหญ่ของพรรค นำโดย “ชวน หลีกภัย-อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” ต้องการให้พรรค ปชป.กลับมาทำหน้าที่ฝ่ายค้าน เพื่อเล่นในบทที่มีจุดแข็งในอดีต ผ่านการตรวจสอบการทำหน้าที่ของรัฐบาล พร้อมกับเดินหน้าภารกิจกอบกู้ ฟื้นฟู นำพาพรรค ปชป.ให้กลับมายิ่งใหญ่อีกครั้ง

แต่ด้วยเสียงสนับสนุนโดยเฉพาะ ส.ส.ที่มีอยู่ในกลุ่มของ ชวน หลีกภัย เพียงแค่ 4 คน คือ ชวน หลีกภัย บัญญัติ บรรทัดฐาน จุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และ สรรเพชญ บุญญามณี ลูกชาย นิพนธ์ บุญญามณี อดีตรองหัวหน้าพรรค อาจทำให้การคัดค้าน ส.ส.จาก กลุ่มเฉลิมชัย ทำได้ยากในขณะนี้

แม้จะมีแนวทางให้คนกลางเข้ามาหย่าศึกภายในพรรค ปชป.ของทั้งสองกลุ่มให้จบ ก่อนการนัดประชุมใหญ่สามัญพรรคเพื่อเลือก กก.บห.ชุดใหม่ในครั้งที่ 3 ซึ่งยังต้องจับตาว่า พรรค ปชป.จะเคลียร์ความขัดแย้งภายในพรรคให้จบได้หรือไม่

เพราะ พรรค ปชป.เคยมีประวัติศาสตร์ทางการเมืองของพรรคมาแล้วในยามที่มีการช่วงชิงอำนาจนำกันเองภายในพรรค แม้จะจบด้วยการลงมติของประชุมพรรค แต่หากเคลียร์กันไม่จบจริงผลที่ตามมามักทำให้พรรค ปชป.แตกกันมาแล้วหลายครั้ง จนบางกลุ่ม-บางคนก็อยู่กับพรรค ปชป.ต่อไปไม่ได้

เช่น เหตุการณ์การชิงเก้าอี้หัวหน้าพรรค ปชป.ระหว่าง กลุ่มพิชัย รัตตกุล กับ กลุ่มเฉลิมพันธ์ ศรีวิกรม์ ในยุครัฐบาลพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ จนสุดท้ายเกิด กลุ่ม 10 มกราฯ และต่อมาทั้งหมดก็ออกจากพรรค ปชป.

รวมทั้งการชิงหัวหน้าพรรค ปชป.ในช่วงที่ผ่านมา ทำให้คู่ชิงหัวหน้าพรรค ปชป.อย่างน้อย 3 คนที่พลาดเก้าอี้ ต้องเดินออกจากพรรค ปชป.เช่นกัน คือ นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม กรณ์ จาติกวณิช พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค

ศึกชิงหัวหน้าพรรค และ กก.บห.ชุดใหม่ นอกจากมีเก้าอี้รัฐมนตรี หรือพรรคร่วมฝ่ายค้าน เป็นเดิมพันแล้ว ยังมีอีกหนึ่งตัวชี้วัดสำคัญ ให้ต้องติดตามว่า พรรค ปชป.จะแตกด้วยหรือไม่