ข่าวหน้า 1 : เพื่อไทย ลุยปิดประตู ‘2 ลุง’ ดึงภท.ร่วมตั้งรัฐบาล สลายขั้ว 181 เสียง ย้ำไล่หนูตีงูเห่า แค่หาเสียง
เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวันที่ 7 สิงหาคมที่ผ่านมา ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่านและหัวหน้าพรรค นายภูมิธรรม เวยชยชัย รองหัวหน้าพรรค นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อและเลขาธิการพรรค และ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย (ภท.) นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เลขาธิการพรรค นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองหัวหน้าพรรค ร่วมแถลงจัดตั้งรัฐบาลระหว่างพรรค พท.กับพรรค ภท.
นายอนุทินแถลงว่า ผู้บริหารพรรค พท.เชิญพวกเรามาหารือร่วมจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรค พท.เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล พรรค ภท.ตอบรับคำเชิญร่วมรัฐบาล สืบเนื่องจากครั้งแรกพรรค ภท.ยืนยันว่าไม่ขัดข้อง ร่วมจัดตั้งรัฐบาลบนหลักการ 3 ข้อคือ 1.ไม่แตะต้องมาตรา 112 ทั้งการแก้ไข หรือการแตะต้องอื่นๆ 2.ไม่เป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย 3.หากเป็นรัฐบาลต้องไม่มีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เป็นพรรคร่วมรัฐบาล ได้รับทราบจากพรรค พท.ว่าทั้ง 3 ข้อ พรรค พท.เห็นพ้องในทิศทางเดียวกัน ดังนั้น นับจากวันนี้เพื่อให้การบริหารราชการแผ่นดินมีอุปสรรคน้อยที่สุด พรรค ภท.ให้คำยืนยัน ให้ถือว่าพรรค พท.เป็นแกนนำตั้งรัฐบาล โดยมี 212 เสียง คือ 141 เสียงของพรรค พท. บวกกับ 71 เสียงของพรรค ภท. จากนั้นเชิญพรรคอื่นมาร่วมจะได้สร้างความมั่นใจว่าขั้วนี้จัดตั้งรัฐบาลได้ ขณะนี้ได้รับการแจ้งจากเพื่อไทยว่าการตั้งรัฐบาลครั้งนี้พรรคร่วมรัฐบาลในแผนมี ส.ส.เกินกึ่งหนึ่งแล้วแน่นอน เป็นไปตามเจตนารมณ์ของระบอบประชาธิปไตย
นพ.ชลน่านกล่าวว่า ในนามพรรค พท.ต้องขอบคุณที่ตอบรับคำเชิญร่วมจัดตั้งรัฐบาลเพื่อแก้ไขปัญหาให้ประชาชนและวิกฤตรัฐธรรมนูญที่เป็นเดดล็อกทำให้ตั้งรัฐบาลยุ่งยาก เงื่อนไขของพรรค ภท. 3 ข้อ พรรค พท.รับได้และได้ดำเนินการไปแล้ว และขอบคุณอย่างยิ่ง คำว่า 212 เสียงของพรรค พท.และพรรค ภท.เป็นเสียงตั้งต้นในการจัดตั้งรัฐบาล ประเด็นข้อสงสัยที่หลายคนห่วงใยก็จะถูกตัดออกไป โดยไม่มีรัฐบาลเสียงข้างน้อย 188 เสียง
นพ.ชลน่านกล่าวว่า พรรค พท.ในฐานะแกนนำจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรค ภท. เห็นว่าทุกฝ่ายสามารถทำงานร่วมกันได้ จึงกำหนดแนวทางในการจัดตั้งรัฐบาล ดังนี้ 1.ยึดวาระของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้ง เร่งฟื้นฟูเศรษฐกิจและประชาธิปไตย นำความปรองดอง สมานฉันท์กลับคืนสู่ประเทศ 2.จะเร่งแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยการประชุมคณะรัฐมนตรีในวาระแรกจะมีมติให้ทำประชามติขอจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ โดยกระบวนการจัดตั้งสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) 3.ดำเนินงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ ฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาลสามารถทำหน้าที่ของตัวเองได้อย่างเต็มที่ สิ่งใดเป็นประโยชน์จะร่วมกันผลักดันให้สำเร็จ สิ่งใดเป็นปัญหาจะต้องถูกตรวจสอบและเร่งแก้ไขให้ถูกต้อง 4.จัดตั้งรัฐบาลที่มีความโปร่งใส ตรวจสอบได้ 5.การจัดตั้งรัฐบาลในครั้งนี้เปิดกว้างให้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภามีส่วนร่วมอย่างสำคัญในการเลือกนายกรัฐมนตรี เพื่อผ่าทางตันระบบการเมืองของประเทศ และฝ่าวิกฤตรัฐธรรมนูญที่สร้างปัญหาอยู่ในปัจจุบัน
นพ.ชลน่านกล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่มีการลงรายละเอียดเรื่องการต่อรองกระทรวง แต่ทุกฝ่ายต้องหันหน้าเข้าหากัน ส่วนที่ผ่านมาในการหาเสียงที่พรรค พท.และพรรค ภท.อาจจะมีการ กระทบกระทั่งกันบ้าง เช่น กรณีไล่หนูตีงูเห่า ถือเป็นวิถีการหาเสียง แต่พรรค พท.ไม่เคยประกาศเป็นศัตรูกับใคร เป็นเทคนิคการหาเสียงที่ทุกพรรคเป็นคู่แข่งทางการเมือง หลังจากประชาชนมอบอำนาจให้เรียบร้อยแล้ว เราก็ต้องมาทำตามมติของประชาชน ถ้าสามารถร่วมทำงานกันได้ มาเป็นรัฐบาลร่วมกันได้ เมื่อถามว่าส่วนแคนดิเดตนายกรัฐมนตรียังเป็นนายเศรษฐา ทวีสิน อยู่หรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า สื่อรับรู้ทั่วไปว่าเป็นเช่นนั้น และยืนยันว่ายังเป็นนายเศรษฐาอยู่ เชื่อมั่นในการจับมือกับพรรค ภท.ว่าจะสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนได้ มีโอกาสสูงที่จะจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การจัดตั้งรัฐบาลโดยมีพรรค พท.กับพรรค ภท.จับมือกันเป็นสารตั้งต้นการจัดตั้งรัฐบาลที่ 212 เสียง แล้วจะมีพรรคอื่นๆ มาร่วมเป็นพรรคร่วมรัฐบาลให้มีเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของสภาผู้แทนราษฎร 250 เสียง หากยึดตัวเลขเดิมเป็นฐาน 8 พรรค มีจำนวน ส.ส.รวมกัน 312 เมื่อฉีกเอ็มโอยู ก้าวไกล 151 เสียงถอย ทำให้ขั้วนี้มี ส.ส.เหลืออยู่ 161 เสียง ขั้วพรรคร่วมรัฐบาลจากที่มี 188 เสียง เมื่อภูมิใจไทยหันไปจับมือเพื่อไทย ขั้วเดิมเหลือพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) รวมถึงพรรคร่วมรัฐบาลอื่นๆ มีเสียงลดลงเหลือ 117 เสียง เนื่องจากพรรค ภท.ไปร่วมกับพรรค พท.แล้ว ส่งผลให้ขั้วพรรคร่วมรัฐบาลเดิม 117 เสียง ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้ และรวมกับเสียง ส.ว. 249 คน ไม่สามารถรวมเสียงโหวตเลือกนายกฯได้ เนื่องจากจะมีเสียงรวมกันได้เพียง 366 เสียง ไม่ถึง 374 เสียง หรือไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา (ตามจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ในขณะนี้ 747 คน)

