หน้าแรก การเมือง แด่ครู นิธิ เ...

แด่ครู นิธิ เอียวศรีวงศ์

10.08.23 | 12:03 น.

แด่ครู นิธิ เอียวศรีวงศ์

การจากไปของศาสตราจารย์ ดร.นิธิ เอียวศรีวงศ์ อาจารย์นักวิชาการ นักคิด นักต่อสู้เพื่อความถูกต้องเป็นธรรม แม้เป็นไปตามวาระแห่งโลกธรรม มีเกิด มีดับ แต่นับเป็นความสูญเสียครั้งสำคัญของสังคมไทยทีเดียว

ผลงานที่มอบไว้ให้กับผู้คนและสังคมตลอดชีวิตที่ผ่านมา นอกจากหนังสือ ตำรา บทความทางวิชาการ ความเรียงในหนังสือพิมพ์ นิตยสาร และสื่อสมัยใหม่ หลากหลายมากมาย เป็นธงนำของนักคิดฝ่ายก้าวหน้า ไม่เฉพาะแค่ประวัติศาสตร์ โบราณคดี แต่แทบทุกแขนงที่เขียนถึง หรือสะท้อนคิดในวงอภิปราย ล้วนลุ่มลึก แหลมคม แยบคาย จากมุมมองที่แตกต่าง กระตุกต่อมคิดด้วยลีลาถ้อยคำที่ท้าทายแต่กินใจ

คุณูปการที่ให้ไว้แก่วงการนักข่าว นักเขียน คนหนังสือพิมพ์เป็นอีกแขนงหนึ่งที่ได้รับการยกย่อง ยอมรับ นับเป็นครูด้านสื่อสารมวลชน ผู้เป็นแบบอย่างทางความคิดอีกคนหนึ่ง นอกจากครูกุหลาบ สายประดิษฐ์ หรือศรีบูรพา เสนีย์ เสาวพงศ์ อุทธรณ์ พลกุล หรืองาแซง

ผู้อาวุโสยุคก่อนหน้า

Advertisement

ครั้งหนึ่งในเวทีสัมมนาอภิปรายที่ห้องประชุมศรีบูรพา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ แทบทุกคนล้วนกล่าวเป็นเสียงเดียวกันว่า ศ.ดร.นิธิ ก็คือศรีแห่งบูรพาอีกคนหนึ่งของสังคมไทย

ข้อเขียนคอยเตือนสติและท้าทาย วิพากษ์สื่ออย่างตรงไปตรงมา โดยเฉพาะให้คิดถึงประชาชนคนเล็กคนน้อย คนไร้พลังต่อรอง ควรให้น้ำหนักความสำคัญ หยิบยกขึ้นมาเป็นวาระประชาชนอยู่ในหน้าสื่อให้มาก ไม่น้อยไปกว่าเรื่องราวของชนชั้นนำทั้งหลาย

สื่อไทยไม่ค่อยมีกึ๋น ไม่ค่อยทำการบ้านมากพอ หากินไปวันๆ เคยชินกับการเป็นเครื่องมือของธุรกิจ เป็นคำพูดที่ปรากฏในบทความ วงพูดคุย จนถึงเวทีวิชาการระดับชาติบ่อยครั้ง

รวมถึงวลีอมตะ การเดินทางของเข็มนาฬิกา ไม่มีใครหยุดยั้ง ไม่ให้เดินหน้าต่อไปได้ เข็มนาฬิกาไม่มีวันเดินถอยหลัง ไม่มีใครสามารถหยุดกงล้อประวัติศาสตร์แห่งความเปลี่ยนแปลงได้

คราวหนึ่งเมื่อปี พ.ศ.2537 ในวาระการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 4 มีนาคม สมาคมนักข่าวแห่งประเทศไทย นิมนต์ท่านพระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตโต) แสดงปาฐกถา เรื่อง สื่อมวลชนกับการสร้างสรรค์สังคม และ ศ.ดร.นิธิ เรื่อง นักข่าวใหม่ในสายตา นิธิ เอียวศรีวงศ์

ต่อมาจัดพิมพ์เป็นเอกสารเผยแพร่ชื่อว่า มุมมองสองปราชญ์ ล้วนมีคุณค่า เป็นแสงสว่างแห่งปัญญาและคัมภีร์ชี้นำแนวทางการปฏิบัติงาน ปฏิบัติตนของคนข่าวได้เป็นอย่างดี ไม่ล้าสมัย

ผมขอนำเอาบางส่วนมาถ่ายทอดให้ผู้สนใจได้รับรู้ ซึมซาบความคมลึกของคำพูดที่สะท้อนออกมาวันนั้น

“ที่เราพูดเสมอว่าหนังสือพิมพ์ต้องเป็นกลาง หรือผู้สื่อข่าวต้องเป็นกลางนั้น จริงแล้วมาจากคำภาษาอังกฤษ Objective คือคิดโดยไม่มีฝักฝ่าย ไม่เข้าข้างใคร มันเป็นอุดมคติเท่านั้นเอง ในความเป็นจริงมันเป็นไปไม่ได้ ไม่มีมนุษย์คนไหนที่จะคิดอะไรโดยเป็นภาววิสัยถึงขนาดนั้นได้ ที่ร้ายไปกว่านั้น ในนามของการประกาศความเป็นกลาง เราสามารถใช้ความเป็นกลางที่ว่านี้หลอกลวงกันได้มากด้วยซ้ำไป”

“เพราะฉะนั้น ระหว่างประกาศความเป็นกลางแล้วกลางไม่จริง กับการประกาศจุดยืนชัดเจนว่าอยู่ฝ่ายไหน การทำอย่างหลังมันมีอันตรายต่อผมในฐานะผู้อ่านน้อยกว่า และผมก็จะอ่านสิ่งที่คุณสุทธิชัย (หยุ่น) เขียนด้วยความระมัดระวัง มากกว่าการที่คุณสุทธิชัยประกาศว่าเป็นกลางแต่เป็นกลางไม่จริง เพราะฉะนั้นผมเห็นด้วยกับคุณสุทธิชัยในแง่ที่บอกว่า ระหว่างสิ่งที่ผิดและถูก ในทรรศนะของคุณสุทธิชัยบอกว่าไม่สามารถจะเป็นกลางได้”

“ในปัจจุบันผมคิดว่าความเป็นธรรมสำคัญกว่าความเป็นกลาง ความเป็นธรรมในภาษาอังกฤษว่า Fairness คือสามารถเสนอข้อมูลจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้ ครอบคลุมทุกฝ่ายให้ได้เสนอมุมมองของเขาอย่างทั่วถึง ตรงนี้สำคัญกว่าความเป็น กลางมากทีเดียว”

“อีกประเด็นหนึ่งที่อยากพูดไว้ด้วยก็คือ ข่าวทั้งหลายในโลกนี้ที่อุบัติขึ้นมันมีนัยของข่าวอยู่ แล้วผู้สื่อข่าวก็ไปเก็บตัวอุบัติการณ์ที่เกิดขึ้นมารายงานให้ผู้อ่านเข้าใจ ทีนี้ข่าวแต่ละอันที่เกิดขึ้นมีนัยสำคัญซึ่งต้องใช้เวลาวิเคราะห์ คนที่จะวิเคราะห์ส่วนหนึ่งก็คือผู้อาวุโสที่อยู่ในโรงพิมพ์ อีกส่วนหนึ่งคือสังคม กว่าจะวิเคราะห์ก็ใช้เวลาอีกวันหรือสองวัน แล้วผู้สื่อข่าวจะรับแนวที่วิเคราะห์นี้ออกไปหาข่าวเพิ่มเติม ตรงนี้ผู้สื่อข่าวน่าจะมีความสามารถในการที่จะสร้างแนววิเคราะห์ของตัวเองได้อย่างรวดเร็วกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและสามารถเสาะหาข่าวตามนัยของข่าวที่ตนมองเห็น”

“แต่ที่สำคัญกว่านั้น มีข่าวจำนวนมากที่ไม่ได้อยู่ในความสนใจของใครเลย เช่น ข่าวผู้หญิง ข่าวการศึกษา ข่าวเศรษฐกิจ ข่าวธุรกิจ ข่าวเหล่านี้ไม่ค่อยได้รับความสนใจจากใครเท่าไรนัก เพราะฉะนั้นจึงไม่มีแนววิเคราะห์ตามมา”

“พูดตรงไปตรงมาก็ได้ว่า พอเปิดหนังสือพิมพ์ไทยดูข่าวผู้หญิง ข่าวการศึกษา จะพบว่าไม่ค่อยมีอะไร เป็นข่าวแห้งๆ ที่ไม่น่าสนใจเลย ทั้งๆ ที่นัยของข่าวเหล่านั้นผมคิดว่ามีความสำคัญมากทีเดียว แต่เนื่องจากไม่มีแนววิเคราะห์จากโรงพิมพ์ ไม่มีความสนใจของสังคมเพียงพอ ผู้สื่อข่าวก็เลยได้แต่ไปเอาข่าวที่ทบวงมหาวิทยาลัยแล้วเอามาลง โดยไม่เสาะค้นข่าวขยายออกไป ให้เป็นที่เข้าใจถึงนัยสำคัญของข่าวเหล่านั้นในสังคมอย่างเพียงพอ”

มุมมองของ ศ.ดรนิธิเกี่ยวกับการทำหน้าที่ บทบาทของนักข่าว นักหนังสือพิมพ์ จนถึงบรรณาธิการและสื่อมวลชนทุกแขนงทั้งสื่อเก่าและสื่อใหม่ ยังทันสมัยใช้การได้มาถึงวันนี้