โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว สิ่งที่ “น่าผิดหวัง” ต่อการพิจารณาความชอบธรรมของ “เศรษฐา ทวีสิน” ที่จะเป็น “ตำหนิ” หากเขาจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ไม่ใช่เรื่องข้อครหาเกี่ยวกับการ “วางแผนภาษี” และค่าธรรมเนียมในการโอนที่ดินแปลงหนึ่งครั้งที่เขาเป็นผู้บริหารสูงสุดในบริษัทแสนสิริ
เพราะกรณีดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ทั้งเมื่อตัวเขานั้นได้กลายเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งสำคัญเช่นนี้โดยที่ยังมีสักฝ่ายหนึ่งที่ไม่ยินยอมให้เป็นเช่นนั้น การ “ขุด” ประวัติพฤติกรรมและการกระทำใดๆ ไม่ว่าจะขาว ดำ เทา ก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ซึ่งอย่างไรก็ตาม การ “วางแผนภาษี” ในลักษณะดังกล่าวนั้น จากที่ได้ไปถามได้ฟังมาจากผู้รู้ก็น่าจะไม่ใช่เรื่องที่ผิด หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่จะชอบด้วยจริยธรรมหรือไม่ ก็ต้องพิจารณากันอีกเรื่อง โดยก็มีเกณฑ์ที่ก้ำกึ่งเกินที่ใครจะฟันธงได้อีกเช่นกัน
แต่การออกมาให้ข่าวว่า ตนเองนั้นถูก “แฮก” บัญชีทวิตเตอร์ (หรือในชื่อใหม่ คือ “เอ็กซ์”) โดยการแก้ไขข้อความเดิมเพื่อปลุกปั่นและสร้างความเข้าใจผิด ก่อนจะออกมาแถลงอีกครั้งในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง นับแต่การให้ข่าวในทีแรกสรุปว่า “ข้อความในอดีต” ของเขาทุกข้อความในทวิตเตอร์นั้น เป็นข้อความที่เขาเขียนขึ้นเองทั้งหมดจริงๆ โดยทุกเรื่องมีที่มาที่ไป ต่างวาระ ต่างอารมณ์ความรู้สึก ที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เวลา นั้น และเขาก็รู้สึกเสียใจต่อข้อความในอดีตส่งผลต่อความรู้สึกของผู้อ่านมาจนถึงปัจจุบัน
และยืนยันว่าจะไม่ลบข้อความเหล่านั้น เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าในอดีตเขานั้นมีความคิดและทัศนคติอย่างไรที่ควรปรับปรุงแก้ไข
ท่าทีที่เปลี่ยนไปนั้นก็อาจจะเป็นเพราะมีผู้ตั้งข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับข้อแถลงแรกที่ว่า “ทวิตเตอร์” ถูกแฮกเพื่อเข้าไป “แก้ไขข้อความเดิม” ซึ่งข้อสงสัยประการแรกนั้นก็ว่ามันผิดจาก “พฤติกรรม” ทั่วไปของบรรดาแฮกเกอร์ ที่สิ่งแรกที่ทำได้หลังจากบุกรุกเข้าไปชิงถือการควบคุมบัญชีโซเชียลเน็ตเวิร์กของใครได้ก็ตาม แฮกเกอร์จะทำการโพสต์หรือแก้ไขบางสิ่งที่บ่งชัดว่าบัญชีนี้ถูกยึดครองแล้ว เช่น อาจจะโพสต์ภาพหรือคลิปที่ไม่น่าจะเป็นของเจ้าของเดิม อาจจะแก้ไขชื่อบัญชีและภาพโปรไฟล์ หรืออีกทางหนึ่งคือนำเอาบัญชีนั้นไปใช้อย่างมิจฉาชีพไปเลย เช่น ส่งข้อความไปขอหรือยืมเงินเพื่อนฝูงมิตรสหายของเจ้าของบัญชี และข้อสงสัยประการสำคัญที่สุดก็คือ การแก้ไขข้อความที่
ทวีตไปแล้วในระบบของทวิตเตอร์นั้น เป็นเรื่องที่มีเงื่อนไขข้อจำกัดอย่างมากจนเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการย้อนกลับไปแก้ไขข้อความ ว่ากันว่าแม้แต่ อีลอน มัสก์ ผู้ที่เข้าไปเทกโอเวอร์มาก็ยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ
ความไม่สมเหตุสมผลในการแถลงครั้งแรกตามด้วยการยอมรับภาคเสธในภายหลังนั้น วิญญูชนก็อาจจะพอปะติดปะต่อกันได้ว่า “ข้อความเดิม” ที่ถูกอ้างว่าปลุกปั่นและสร้างความเข้าใจผิด นั้น น่าจะหมายถึง “ข้อความในอดีต” ที่ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้อ่านในปัจจุบันนั่นเอง
ส่วนข้อความที่ว่าจะเป็นอะไรนั้น เอาจริงๆ ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นข้อความไหนโดยชี้ชัด แต่โดยรวมแล้วน่าจะเป็น “ทัศนคติ” หรือ “ความคิดเห็น” บางอย่างที่เคยเป็นเรื่องที่แสดงออกได้ในบริบทแห่งยุคสมัยก่อนหน้านั้น หากปัจจุบันด้วยความเปลี่ยนแปลงเชิงค่านิยมทางสังคม เกิดสิ่งที่เรียกว่า “ความถูกต้องทางสังคมต่อการแสดงออก” หรือ Political Correctness แล้ว “ความคิดเห็น” หรือ “ทัศนคติ” เช่นนั้นกลับไม่ได้ยอมรับอีกต่อไป หรืออาจจะทำให้ผู้ที่พูดหรือเขียนอะไรเช่นนั้นมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีไป
ซึ่งเอาจริงเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดและหลายครั้งก็เป็นปัญหาให้ถกเถียงได้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นธรรมหรือไม่ ที่นำสิ่งที่ผู้ใดก็ตามได้แสดงความคิดเห็นไว้ภายใต้บริบทแห่งสังคมในยุคสมัยหนึ่ง มาตัดสินตัวเขาและพฤติกรรมในกาละและวิถีสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เว้นแต่ข้อความนั้นไม่ถึงกับเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรงแบบเห็นได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง
สิ่งนี้เองที่ถือว่าน่าผิดหวัง มันคือความรู้สึกว่าแทนที่คุณเศรษฐาจะออกมาแถลงรับดีๆ ตั้งแต่ต้น กลับไปอ้างเรื่องการ “โดนแฮก” ที่ไม่น่าเชื่อถือและเหมือนข้อแก้ตัวแบบขอไปที แบบที่ถ้าแถลงว่า “แมวพิมพ์” ยังพอเรียกอารมณ์ขันได้บ้าง
การ “ไม่พูดความจริง” ของคุณเศรษฐาก็พาให้นึกถึงพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งจากพรรคเพื่อไทย คือ “อุ๊งอิ้ง” แพทองธาร ชินวัตร ผู้พยายามสื่อสารอยู่เสมอว่าการกลับประเทศไทยของ “ทักษิณ” นั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง เป็นการตัดสินใจของครอบครัว ทั้งๆ ที่เมื่อพิจารณาจากกรอบเวลาและเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆ แล้วเชื่อได้ยาก
อีกทั้งการที่ในที่สุดการที่กำหนดเวลามาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ต้องเลื่อนทุกครั้งเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองมีความเปลี่ยนแปลงไป ล่าสุดคือกำหนดนัดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ได้ประกาศไว้ แถมพอมีผู้มาปูดข่าวว่ามีการเปลี่ยนแผน ก็เป็นตัวของแพทองธารเองที่ออกมาปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวว่า “เพ้อเจ้อ” แต่ในที่สุดก็ได้เลื่อนจริงๆ
โดย “ทักษิณ” อ้างเหตุผลว่า หมอเรียกตรวจร่างกาย ขอเลื่อนกำหนดการ “กลับบ้าน” ไปอีกไม่เกินสองสัปดาห์ หากหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน กลับมีภาพของเขาไปปรากฏตัวร่วมในงานฉลองวันคล้ายวันเกิดของสมเด็จฯฮุน เซน ที่ประเทศกัมพูชา
ยิ่งเป็นแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการ “ไม่พูดความจริง” ของคนในพรรคนี้หรือที่เกี่ยวข้องแบบที่ไม่สนใจด้วยว่าผู้คนจะเชื่อหรือรู้หรือไม่ หรือคุณทักษิณอาจจะคิดว่าการไปปรากฏตัวเช่นนั้นก็ไม่ใช่หลักฐานถึงการไม่พูดความจริงสักหน่อย เพราะเดี๋ยวก็อาจจะบินกลับไปพบหมอที่ไหนอย่างไรก็ได้ หรือคุณหมอที่นัดหมายอาจจะอยู่ที่กัมพูชาพอดี ฯลฯ แต่ก็นั่นแหละ วิญญูชน ที่หมายถึงผู้มีเหตุผลความคิดและวิจารณญาณปกติมาตรฐานจะเชื่อหรือไม่ พวกเราก็คงตอบตัวเองกันด้วยคำตอบไม่ผิดกันนัก
แต่ก่อนนั้น การ “ไม่พูดความจริง” หรือ “ปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้ง” นี้ อาจจะเป็นสิ่งที่ถือว่าทำได้ในวัฒนธรรมของ “การเมืองแบบเก่า” ที่พรรคการเมืองนั้นจะต้องมีชั้นเชิง เล่ห์เหลี่ยม และการดำเนินกลเกมที่ไม่จำเป็นต้องตรงไปตรงมานัก เช่นนี้ประชาชนก็อาจจะยอมรับได้ว่า การที่พรรคการเมืองสื่อสารอะไรออกมาก็ตามนั้น ไม่ได้สื่อสารกับประชาชนเสียทีเดียว แต่เป็นการ “ส่งสาร” กับ “ผู้เล่น” อื่นๆ ในเกม หรือไม่ก็เป็นการสื่อสารออกมาตามแบบพิธีที่ “เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องพูดแบบนั้น” โดยไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริง และก็รู้กันทั่วไปว่ามันไม่จริงด้วย
ประชาชนที่เคยชินกับ “การเมืองแบบเก่า” นั้นก็ไม่ได้ถือสาอะไรกับ “คำพูด” หรือ “คำแถลง” ของพรรคการเมืองและนักการเมืองกันเท่าไรนัก
กระนั้น การ “ไม่พูดความจริง” (ซึ่งรวมถึงการแก้ตัวหรือให้เหตุผลแบบส่งเดชที่ไม่น่าเชื่อถือ) นี่อาจจะเป็น “พฤติกรรม” แบบ “การเมืองเก่า” ที่ทางพรรคเพื่อไทยอาจจะต้องปรับปรุงหากอยากจะให้พรรคของตนเป็นพรรคที่ยังมีที่ทางในสังคมยุคใหม่ หรือมีภาพลักษณ์ที่ร่วมสมัยไปกับผู้คน
เพราะการไม่พูดความจริงหรือปกปิดข้อความจริงนั้น ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่จับได้ง่ายหรือไม่สมเหตุสมผลเท่าไร ย่อมส่งผลให้ผู้ได้รับข้อความหรือเป็นเป้าหมายของการส่งข้อความนั้นรู้สึกเหมือนมาดูถูกสติปัญญากันมากเท่านั้น
อย่าลืมว่า “พรรคไทยรักไทย” ซึ่งเป็น “ต้นสายทางการเมือง” ของพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นผู้สร้างมาตรฐานทางการเมืองใหม่ขึ้นมาใหม่ และทำลายจารีตทางการเมืองแบบเก่าเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งไป คือพรรคเพื่อไทย และพรรคที่สืบทอดต่อมานั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองที่สัญญาอะไรกับประชาชนแล้ว เมื่อได้เป็นรัฐบาลหรือมีอำนาจรัฐ ก็จะพยายามผลักดันทำให้เป็นจริง หรือพยายามทำให้ได้จนถึงที่สุด
กลายเป็นจุดเปลี่ยนยุคของการเมือง หมดสมัยของการที่พรรคการเมืองจะมาหาเสียงแบบขอไปที บอกจะสร้างโน่นทำนี่ แต่พอได้อำนาจรัฐหรือเป็นรัฐบาลขึ้นมาจริงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ หาข้ออ้างต่างๆ นานา ได้มากมาย ไปสู่ยุคสมัยของการเมืองเชิงนโยบายที่ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ตนชื่นชอบหรืออยากเห็นได้ เป็น “การเมืองใหม่” ในยุคนั้น ที่กลายมาเป็น “มาตรฐานธรรมดา” ในยุคสมัยนี้
ซึ่งพรรคการเมืองที่ยังเอาวิถีทางแบบ “การเมืองเก่า” แบบนั้นมาใช้อย่างผิดยุคผิดสมัยก็ถูกลงโทษไปแล้วในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือ “พรรคพลังประชารัฐ” (ซึ่งเอาจริงอาจจะต้องรวมพรรคที่แยกตัวออกมาอย่าง “รวมไทยสร้างชาติ” ด้วย) นั้น เคยหาเสียงด้วยนโยบายสวยหรูต่างๆ นานา ในการเลือกตั้งปี พ.ศ.2562 แต่แล้วเมื่อถึงเวลาได้อำนาจรัฐมาจากการชนะการเลือกตั้งผสมกลไกสืบทอดอำนาจตามรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ไม่ได้สนใจกล่าวถึงหรือสานต่อนโยบายเหล่านั้นอีก ทิ้งไว้เป็นร่องรอยทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือดิจิทัลฟุตพรินต์ ให้ชาวเน็ตเอามาล้อเลียนกันสนุกสนานยันในการหาเสียงปี พ.ศ.นี้
ส่วนพรรคที่สามารถสานต่อนโยบายที่ตัวเองหาเสียงไว้ให้เป็นจริงได้ แม้ว่าจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ไปจนก่นด่าต่างๆ นานา แต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาก็พยายามผลักดันนโยบายสำคัญเกี่ยวกับกัญชาของพรรคตนตามที่หาเสียงไว้ได้สำเร็จจริง จนยอมถึงขนาดว่ามีข้อพิพาทงัดข้อกับพรรคร่วมรัฐบาลก็ตาม ซึ่งไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม เฉพาะในแง่นี้ การ “พูดแล้วทำ” ก็เป็นเหรียญตราที่ทำให้เขาชนะการเลือกตั้งมาเป็นอันดับสามจนได้
เรื่องที่นักการเมืองจะต้องเลิก “พูดไม่จริง” กับประชาชนเพื่อรักษาความได้เปรียบทางการเมืองนั้น ยังเป็นแค่ประเด็นที่อาจจะต้องทบทวนสำหรับ “การเมือง” ที่ “ใหม่กว่า”
หากเรื่องสำคัญกว่าที่พรรคเพื่อไทยเองอาจจะต้องตระหนัก คือ การรักษาคำสัญญาที่หาเสียงไว้กับประชาชนในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการ “ไม่ร่วมรัฐบาล” กับ “พรรคลุง” ของผู้ร่วมกระทำการรัฐประหารปี พ.ศ.2557 ซึ่งก็คือการรัฐประหารรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยเองนั้น จะเป็นคำสัญญาที่ต้องยึดถือไว้ให้มั่นหรือไม่
ถ้าจะเชื่ออย่างที่มีท่านหนึ่งออกมาพูดว่า คำสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียงนั้นเป็นแค่เรื่องการเรียกความนิยมและคะแนนเสียง ไม่ผูกพันบังคับให้พรรคการเมืองจะต้องทำตาม ซึ่งเป็นความคิดแบบ “การเมืองเก่า” ยุคก่อนจะมีพรรคไทยรักไทยเสียอีก ก็อาจจะไม่เป็นไร
แต่ก็ต้องทำใจว่า นั่นจะเป็นการทำลายทั้งจุดขายที่เป็นจุดแข็งที่สุดของตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับการลดเพดานบินลงไปต่ำกว่าเพดานมาตรฐานทางการเมืองที่ตัวเองเคยยกระดับขึ้นมาตั้งแต่ครั้งเป็นพรรคไทยรักไทย ย้อนไปเมื่อร่วม 20 กว่าปีที่แล้วเลยทีเดียว
กล้า สมุทวณิช

