หน้าแรก การเมือง คนตกสีที่อยู่...

คนตกสีที่อยู่อีกฝั่งหนึ่ง : ‘การเมืองเก่า’แห่งการ‘ไม่สนใจความจริง’

9.08.23 | 14:00 น.

 โดยความเห็นส่วนตัวแล้ว สิ่งที่น่าผิดหวังต่อการพิจารณาความชอบธรรมของเศรษฐา ทวีสินที่จะเป็นตำหนิหากเขาจะได้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนต่อไป ไม่ใช่เรื่องข้อครหาเกี่ยวกับการวางแผนภาษีและค่าธรรมเนียมในการโอนที่ดินแปลงหนึ่งครั้งที่เขาเป็นผู้บริหารสูงสุดในบริษัทแสนสิริ

เพราะกรณีดังกล่าวนั้นเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ทั้งเมื่อตัวเขานั้นได้กลายเป็นผู้ท้าชิงตำแหน่งสำคัญเช่นนี้โดยที่ยังมีสักฝ่ายหนึ่งที่ไม่ยินยอมให้เป็นเช่นนั้น การขุดประวัติพฤติกรรมและการกระทำใดๆ ไม่ว่าจะขาว ดำ เทา ก็ย่อมเกิดขึ้นเป็นธรรมดา ซึ่งอย่างไรก็ตาม การวางแผนภาษีในลักษณะดังกล่าวนั้น จากที่ได้ไปถามได้ฟังมาจากผู้รู้ก็น่าจะไม่ใช่เรื่องที่ผิด หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่จะชอบด้วยจริยธรรมหรือไม่ ก็ต้องพิจารณากันอีกเรื่อง โดยก็มีเกณฑ์ที่ก้ำกึ่งเกินที่ใครจะฟันธงได้อีกเช่นกัน

แต่การออกมาให้ข่าวว่า ตนเองนั้นถูกแฮกบัญชีทวิตเตอร์ (หรือในชื่อใหม่ คือเอ็กซ์”) โดยการแก้ไขข้อความเดิมเพื่อปลุกปั่นและสร้างความเข้าใจผิด ก่อนจะออกมาแถลงอีกครั้งในเวลาไม่ถึง 24 ชั่วโมง นับแต่การให้ข่าวในทีแรกสรุปว่าข้อความในอดีตของเขาทุกข้อความในทวิตเตอร์นั้น เป็นข้อความที่เขาเขียนขึ้นเองทั้งหมดจริงๆ โดยทุกเรื่องมีที่มาที่ไป ต่างวาระ ต่างอารมณ์ความรู้สึก ที่มีต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ณ เวลา นั้น และเขาก็รู้สึกเสียใจต่อข้อความในอดีตส่งผลต่อความรู้สึกของผู้อ่านมาจนถึงปัจจุบัน 

และยืนยันว่าจะไม่ลบข้อความเหล่านั้น เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าในอดีตเขานั้นมีความคิดและทัศนคติอย่างไรที่ควรปรับปรุงแก้ไข

ท่าทีที่เปลี่ยนไปนั้นก็อาจจะเป็นเพราะมีผู้ตั้งข้อสงสัยมากมายเกี่ยวกับข้อแถลงแรกที่ว่าทวิตเตอร์ถูกแฮกเพื่อเข้าไปแก้ไขข้อความเดิมซึ่งข้อสงสัยประการแรกนั้นก็ว่ามันผิดจากพฤติกรรมทั่วไปของบรรดาแฮกเกอร์ ที่สิ่งแรกที่ทำได้หลังจากบุกรุกเข้าไปชิงถือการควบคุมบัญชีโซเชียลเน็ตเวิร์กของใครได้ก็ตาม แฮกเกอร์จะทำการโพสต์หรือแก้ไขบางสิ่งที่บ่งชัดว่าบัญชีนี้ถูกยึดครองแล้ว เช่น อาจจะโพสต์ภาพหรือคลิปที่ไม่น่าจะเป็นของเจ้าของเดิม อาจจะแก้ไขชื่อบัญชีและภาพโปรไฟล์ หรืออีกทางหนึ่งคือนำเอาบัญชีนั้นไปใช้อย่างมิจฉาชีพไปเลย เช่น ส่งข้อความไปขอหรือยืมเงินเพื่อนฝูงมิตรสหายของเจ้าของบัญชี และข้อสงสัยประการสำคัญที่สุดก็คือ การแก้ไขข้อความที่

Advertisement

ทวีตไปแล้วในระบบของทวิตเตอร์นั้น เป็นเรื่องที่มีเงื่อนไขข้อจำกัดอย่างมากจนเป็นไปไม่ได้ที่จะมีการย้อนกลับไปแก้ไขข้อความ ว่ากันว่าแม้แต่ อีลอน มัสก์ ผู้ที่เข้าไปเทกโอเวอร์มาก็ยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

ความไม่สมเหตุสมผลในการแถลงครั้งแรกตามด้วยการยอมรับภาคเสธในภายหลังนั้น วิญญูชนก็อาจจะพอปะติดปะต่อกันได้ว่าข้อความเดิมที่ถูกอ้างว่าปลุกปั่นและสร้างความเข้าใจผิด นั้น น่าจะหมายถึงข้อความในอดีตที่ส่งผลต่อความรู้สึกของผู้อ่านในปัจจุบันนั่นเอง

ส่วนข้อความที่ว่าจะเป็นอะไรนั้น เอาจริงๆ ก็ไม่แน่ใจว่าเป็นข้อความไหนโดยชี้ชัด แต่โดยรวมแล้วน่าจะเป็นทัศนคติหรือความคิดเห็นบางอย่างที่เคยเป็นเรื่องที่แสดงออกได้ในบริบทแห่งยุคสมัยก่อนหน้านั้น หากปัจจุบันด้วยความเปลี่ยนแปลงเชิงค่านิยมทางสังคม เกิดสิ่งที่เรียกว่าความถูกต้องทางสังคมต่อการแสดงออกหรือ Political Correctness แล้วความคิดเห็นหรือทัศนคติเช่นนั้นกลับไม่ได้ยอมรับอีกต่อไป หรืออาจจะทำให้ผู้ที่พูดหรือเขียนอะไรเช่นนั้นมีภาพลักษณ์ที่ไม่ดีไป

ซึ่งเอาจริงเรื่องนี้ก็ไม่ใช่เรื่องผิดและหลายครั้งก็เป็นปัญหาให้ถกเถียงได้ด้วยซ้ำว่ามันเป็นธรรมหรือไม่ ที่นำสิ่งที่ผู้ใดก็ตามได้แสดงความคิดเห็นไว้ภายใต้บริบทแห่งสังคมในยุคสมัยหนึ่ง มาตัดสินตัวเขาและพฤติกรรมในกาละและวิถีสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป เว้นแต่ข้อความนั้นไม่ถึงกับเป็นเรื่องการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรงแบบเห็นได้ก็อีกเรื่องหนึ่ง 

สิ่งนี้เองที่ถือว่าน่าผิดหวัง มันคือความรู้สึกว่าแทนที่คุณเศรษฐาจะออกมาแถลงรับดีๆ ตั้งแต่ต้น กลับไปอ้างเรื่องการโดนแฮกที่ไม่น่าเชื่อถือและเหมือนข้อแก้ตัวแบบขอไปที แบบที่ถ้าแถลงว่าแมวพิมพ์ยังพอเรียกอารมณ์ขันได้บ้าง

การไม่พูดความจริงของคุณเศรษฐาก็พาให้นึกถึงพฤติกรรมในลักษณะเดียวกันของแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีอีกคนหนึ่งจากพรรคเพื่อไทย คือ อุ๊งอิ้งแพทองธาร ชินวัตร ผู้พยายามสื่อสารอยู่เสมอว่าการกลับประเทศไทยของทักษิณนั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องการเมือง เป็นการตัดสินใจของครอบครัว ทั้งๆ ที่เมื่อพิจารณาจากกรอบเวลาและเงื่อนไขทางการเมืองต่างๆ แล้วเชื่อได้ยาก 

อีกทั้งการที่ในที่สุดการที่กำหนดเวลามาแล้วหลายครั้ง แต่ก็ต้องเลื่อนทุกครั้งเมื่อสถานการณ์ทางการเมืองมีความเปลี่ยนแปลงไป ล่าสุดคือกำหนดนัดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ได้ประกาศไว้ แถมพอมีผู้มาปูดข่าวว่ามีการเปลี่ยนแผน ก็เป็นตัวของแพทองธารเองที่ออกมาปฏิเสธอย่างแข็งกร้าวว่าเพ้อเจ้อแต่ในที่สุดก็ได้เลื่อนจริงๆ

โดยทักษิณอ้างเหตุผลว่า หมอเรียกตรวจร่างกาย ขอเลื่อนกำหนดการกลับบ้านไปอีกไม่เกินสองสัปดาห์ หากหลังจากนั้นเพียงไม่กี่วัน กลับมีภาพของเขาไปปรากฏตัวร่วมในงานฉลองวันคล้ายวันเกิดของสมเด็จฯฮุน เซน ที่ประเทศกัมพูชา

ยิ่งเป็นแสดงให้เห็นถึงพฤติกรรมการไม่พูดความจริงของคนในพรรคนี้หรือที่เกี่ยวข้องแบบที่ไม่สนใจด้วยว่าผู้คนจะเชื่อหรือรู้หรือไม่ หรือคุณทักษิณอาจจะคิดว่าการไปปรากฏตัวเช่นนั้นก็ไม่ใช่หลักฐานถึงการไม่พูดความจริงสักหน่อย เพราะเดี๋ยวก็อาจจะบินกลับไปพบหมอที่ไหนอย่างไรก็ได้ หรือคุณหมอที่นัดหมายอาจจะอยู่ที่กัมพูชาพอดี ฯลฯ แต่ก็นั่นแหละ วิญญูชน ที่หมายถึงผู้มีเหตุผลความคิดและวิจารณญาณปกติมาตรฐานจะเชื่อหรือไม่ พวกเราก็คงตอบตัวเองกันด้วยคำตอบไม่ผิดกันนัก

แต่ก่อนนั้น การไม่พูดความจริงหรือปกปิดข้อความจริงซึ่งควรบอกให้แจ้งนี้ อาจจะเป็นสิ่งที่ถือว่าทำได้ในวัฒนธรรมของการเมืองแบบเก่าที่พรรคการเมืองนั้นจะต้องมีชั้นเชิง เล่ห์เหลี่ยม และการดำเนินกลเกมที่ไม่จำเป็นต้องตรงไปตรงมานัก เช่นนี้ประชาชนก็อาจจะยอมรับได้ว่า การที่พรรคการเมืองสื่อสารอะไรออกมาก็ตามนั้น ไม่ได้สื่อสารกับประชาชนเสียทีเดียว แต่เป็นการส่งสารกับผู้เล่นอื่นๆ ในเกม หรือไม่ก็เป็นการสื่อสารออกมาตามแบบพิธีที่เรื่องนี้อย่างไรก็ต้องพูดแบบนั้นโดยไม่ได้หมายความอย่างนั้นจริง และก็รู้กันทั่วไปว่ามันไม่จริงด้วย

ประชาชนที่เคยชินกับการเมืองแบบเก่านั้นก็ไม่ได้ถือสาอะไรกับคำพูดหรือคำแถลงของพรรคการเมืองและนักการเมืองกันเท่าไรนัก

กระนั้น การไม่พูดความจริง” (ซึ่งรวมถึงการแก้ตัวหรือให้เหตุผลแบบส่งเดชที่ไม่น่าเชื่อถือ) นี่อาจจะเป็นพฤติกรรมแบบการเมืองเก่าที่ทางพรรคเพื่อไทยอาจจะต้องปรับปรุงหากอยากจะให้พรรคของตนเป็นพรรคที่ยังมีที่ทางในสังคมยุคใหม่ หรือมีภาพลักษณ์ที่ร่วมสมัยไปกับผู้คน

เพราะการไม่พูดความจริงหรือปกปิดข้อความจริงนั้น ยิ่งถ้าเป็นเรื่องที่จับได้ง่ายหรือไม่สมเหตุสมผลเท่าไร ย่อมส่งผลให้ผู้ได้รับข้อความหรือเป็นเป้าหมายของการส่งข้อความนั้นรู้สึกเหมือนมาดูถูกสติปัญญากันมากเท่านั้น

อย่าลืมว่าพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นต้นสายทางการเมืองของพรรคเพื่อไทยนั้น เป็นผู้สร้างมาตรฐานทางการเมืองใหม่ขึ้นมาใหม่ และทำลายจารีตทางการเมืองแบบเก่าเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งไป คือพรรคเพื่อไทย และพรรคที่สืบทอดต่อมานั้น ขึ้นชื่อว่าเป็นพรรคการเมืองที่สัญญาอะไรกับประชาชนแล้ว เมื่อได้เป็นรัฐบาลหรือมีอำนาจรัฐ ก็จะพยายามผลักดันทำให้เป็นจริง หรือพยายามทำให้ได้จนถึงที่สุด

กลายเป็นจุดเปลี่ยนยุคของการเมือง หมดสมัยของการที่พรรคการเมืองจะมาหาเสียงแบบขอไปที บอกจะสร้างโน่นทำนี่ แต่พอได้อำนาจรัฐหรือเป็นรัฐบาลขึ้นมาจริงแล้วก็ไม่จำเป็นต้องทำก็ได้ หาข้ออ้างต่างๆ นานา ได้มากมาย ไปสู่ยุคสมัยของการเมืองเชิงนโยบายที่ประชาชนเลือกพรรคการเมืองที่มีนโยบายที่ตนชื่นชอบหรืออยากเห็นได้ เป็นการเมืองใหม่ในยุคนั้น ที่กลายมาเป็นมาตรฐานธรรมดาในยุคสมัยนี้

ซึ่งพรรคการเมืองที่ยังเอาวิถีทางแบบการเมืองเก่าแบบนั้นมาใช้อย่างผิดยุคผิดสมัยก็ถูกลงโทษไปแล้วในการเลือกตั้งครั้งนี้ คือพรรคพลังประชารัฐ” (ซึ่งเอาจริงอาจจะต้องรวมพรรคที่แยกตัวออกมาอย่างรวมไทยสร้างชาติด้วย) นั้น เคยหาเสียงด้วยนโยบายสวยหรูต่างๆ นานา ในการเลือกตั้งปี พ..2562 แต่แล้วเมื่อถึงเวลาได้อำนาจรัฐมาจากการชนะการเลือกตั้งผสมกลไกสืบทอดอำนาจตามรัฐธรรมนูญแล้ว ก็ไม่ได้สนใจกล่าวถึงหรือสานต่อนโยบายเหล่านั้นอีก ทิ้งไว้เป็นร่องรอยทางอิเล็กทรอนิกส์ หรือดิจิทัลฟุตพรินต์ ให้ชาวเน็ตเอามาล้อเลียนกันสนุกสนานยันในการหาเสียงปี พ..นี้

ส่วนพรรคที่สามารถสานต่อนโยบายที่ตัวเองหาเสียงไว้ให้เป็นจริงได้ แม้ว่าจะได้รับการวิพากษ์วิจารณ์ไปจนก่นด่าต่างๆ นานา แต่ก็ต้องยอมรับว่าพวกเขาก็พยายามผลักดันนโยบายสำคัญเกี่ยวกับกัญชาของพรรคตนตามที่หาเสียงไว้ได้สำเร็จจริง จนยอมถึงขนาดว่ามีข้อพิพาทงัดข้อกับพรรคร่วมรัฐบาลก็ตาม ซึ่งไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยก็ตาม เฉพาะในแง่นี้ การพูดแล้วทำก็เป็นเหรียญตราที่ทำให้เขาชนะการเลือกตั้งมาเป็นอันดับสามจนได้

เรื่องที่นักการเมืองจะต้องเลิกพูดไม่จริงกับประชาชนเพื่อรักษาความได้เปรียบทางการเมืองนั้น ยังเป็นแค่ประเด็นที่อาจจะต้องทบทวนสำหรับการเมืองที่ใหม่กว่า

หากเรื่องสำคัญกว่าที่พรรคเพื่อไทยเองอาจจะต้องตระหนัก คือ การรักษาคำสัญญาที่หาเสียงไว้กับประชาชนในเรื่องต่างๆ โดยเฉพาะการไม่ร่วมรัฐบาลกับพรรคลุงของผู้ร่วมกระทำการรัฐประหารปี พ..2557 ซึ่งก็คือการรัฐประหารรัฐบาลของพรรคเพื่อไทยเองนั้น จะเป็นคำสัญญาที่ต้องยึดถือไว้ให้มั่นหรือไม่

ถ้าจะเชื่ออย่างที่มีท่านหนึ่งออกมาพูดว่า คำสัญญาที่ให้ไว้ตอนหาเสียงนั้นเป็นแค่เรื่องการเรียกความนิยมและคะแนนเสียง ไม่ผูกพันบังคับให้พรรคการเมืองจะต้องทำตาม ซึ่งเป็นความคิดแบบการเมืองเก่ายุคก่อนจะมีพรรคไทยรักไทยเสียอีก ก็อาจจะไม่เป็นไร

แต่ก็ต้องทำใจว่า นั่นจะเป็นการทำลายทั้งจุดขายที่เป็นจุดแข็งที่สุดของตัวเอง ไม่ต่างอะไรกับการลดเพดานบินลงไปต่ำกว่าเพดานมาตรฐานทางการเมืองที่ตัวเองเคยยกระดับขึ้นมาตั้งแต่ครั้งเป็นพรรคไทยรักไทย ย้อนไปเมื่อร่วม 20 กว่าปีที่แล้วเลยทีเดียว

กล้า สมุทวณิช