แกนนำเสื้อแดงอีสาน รับได้หากพรรค 2 ลุง เข้าร่วมรัฐบาล แต่ต้องให้อิสระ ส.ส.ตัดสินใจ
เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ผศ.พรรณวดี ตันติศิรินทร์ ที่ปรึกษาเครือข่ายบทบาทสตรีเสื้อแดงภาคอีสาน ให้ความเห็นเกี่ยวกับการรวบรวมเสียงจากพรรคการเมืองต่างๆ ในการจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทยว่า ในการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลร่วมกับพรรคเพื่อไทยของพรรคการเมืองต่างๆ โดยเฉพาะพรรคพลังประชารัฐ และพรรครวมไทยสร้างชาติ ควรเป็นการตัดสินใจของ ส.ส. แต่ละคนอย่างอิสระ ไม่ใช่การทำตามคำสั่งของพรรค ทุกอย่างจึงจะจบลงด้วยดี เพราะหาก ส.ส.ต้องทำตามคำสั่งจากพรรคก็เท่ากับว่า ส.ส.เปรียบเสมือนพนักงานบริษัทที่ถูกสั่งให้ไปซ้ายไปขวาได้ วิจารณญาณของผู้ที่เป็น ส.ส.ได้สูญเสียไป ดังนั้น ทั้ง 2 พรรคการเมืองดังกล่าว ต้องประกาศให้ชัดเจนว่าการเข้าร่วมหรือไม่เข้าร่วมกับพรรคเพื่อไทยในการจัดตั้งรัฐบาลนั้น ให้เป็นการตัดสินใจด้วยตัวของ ส.ส.เอง ซึ่ง ส.ส.ที่อยู่ในพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติ ก็มีคนของพรรคเพื่อไทยเก่าอยู่ เชื่อว่าจะสามารถร่วมงานกันได้
“ส่วนตัวคิดว่าในเวลานี้ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ก็คงจะลำบากใจ เพราะอาจถูกมองว่าหากมารวมกับพรรคเพื่อไทยจะถูกประชาชนที่สนับสนุนตำหนิ ซึ่งหากเป็นแบบนี้ ประเทศชาติก็เดินหน้าต่อไปไม่ได้ การจัดตั้งรัฐบาลจะเป็นไปไม่ได้เลย ทางออกที่ดีในตอนนี้ก็คือ คนที่เป็นหัวหน้าพรรคการเมืองต้องมีความชัดเจนว่า ให้อิสระ ส.ส.แต่ละคนในการเลือกด้วยตัวเองว่าจะออกเสียงสนับสนุนหรือไม่ เพื่อให้ประเทศเดินหน้าได้”
ผศ.พรรณวดีกล่าวอีกว่า หากพรรคพลังประชารัฐและพรรครวมไทยสร้างชาติจะเข้าร่วมจัดตั้งรัฐบาลกับพรรคเพื่อไทย ก็เป็นเรื่องที่ยอมรับได้ แม้ที่ผ่านมาประชาชนฝ่ายประชาธิปไตยต่างบอบช้ำและบาดเจ็บจากรัฐบาลทหาร จากระบอบเผด็จการ จึงไม่แปลกที่ประชาชนจะปฏิเสธทหาร แต่ในเวลานี้โดยเฉพาะกลุ่มคนเสื้อแดงได้มอบหมายฉันทานุมัติให้พรรคเพื่อไทย ขั้นตอนต่อไปก็ขึ้นอยู่กับผู้บริหารของพรรคเพื่อไทยจะบริหารจัดการอย่างไรเพื่อนำไปสู่การจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ เพราะธงของเราคือการตั้งรัฐบาลโดยฝ่ายประชาธิปไตยให้สำเร็จ ไม่อย่างนั้นเรื่องจะไม่จบและอาจปูทางไปสู่การทำรัฐประหาร ดังนั้น ทุกพรรคจะต้องร่วมมือกันจัดตั้งรัฐบาลให้ได้ ไม่ใช่ไปลงถนนก่อความวุ่นวาย สร้างเงื่อนไขความขัดแย้งให้ทหารใช้เป็นข้ออ้างในการออกมาทำรัฐประหาร โดยอ้างการรักษาความสงบเรียบร้อย ซึ่งเรื่องนี้ประชาชนรู้ทันแล้ว และบอกตามตรงว่า หากยังเกิดความวุ่นวายอยู่ พรรคก้าวไกลจะถูกตำหนิ และเมื่อถึงการเลือกตั้งครั้งหน้าพรรคที่จะสูญพันธุ์ก็คือ พรรคก้าวไกล
“ถ้าพรรคก้าวไกลที่อ้างตัวเองว่ายึดมั่นในประชาธิปไตย ก็ต้องมายกมือโหวตให้กับพรรคเพื่อไทย หากไม่โหวตให้พรรคเพื่อไทย ก็เท่ากับเป็นการเปิดทางให้ทหารหรือฝ่ายเผด็จการเข้ามายึดอำนาจ แม้ว่าพรรคก้าวไกลอาจจะน้อยใจที่พรรคเพื่อไทยฉีก MOU และตัดพรรคก้าวไกลออกจากพรรคร่วมรัฐบาล แต่ตนมองว่า เรื่องการเมือง เรื่องการจัดตั้งรัฐบาล เราต้องมองข้ามเรื่องส่วนตัว ก็เหมือนกับการที่พรรคเพื่อไทยและกลุ่มคนเสื้อแดงช่วยกันรณรงค์หาเสียงช่วยผู้สมัครในเขตเลือกตั้งต่างๆ ก่อนการเลือกตั้ง ที่แม้ว่าผู้สมัครจะไม่ค่อยลงพื้นที่หาประชาชนเลย แต่เขาก็ยังจำเป็นต้องเลือก เพื่อให้ชนะเลือกตั้งถล่มทลาย เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ เราต้องยอมกลืนเลือดตัวเอง ต้องยอมเจ็บปวด เพื่อสิ่งที่ยิ่งใหญ่กว่า”

