หน้าแรก การเมือง ชลน่าน ยันชัด...

ชลน่าน ยันชัดถึงความกังวลส.ว. ไม่มีก้าวไกลร่วมรบ.แน่ ไปคุยแค่ชวนปลดล็อกรธน.

10.08.23 | 11:46 น.

‘เพื่อไทย’ แถลงจับมือ ‘ชาติไทยพัฒนา’ ตั้งรัฐบาล ย้ำ จุดยืนร่วมกันฝ่าวิกฤต ชี้ ยิ่งประวิงเวลาออกไป ยิ่งเสียหาย ยัน คุย ‘ก้าวไกล’ แค่ชวนปลดล็อก รธน. แทงกั๊ก เชิญ 3 พรรคร่วมรัฐบาล แต่มั่นใจเสียงโหวตเพียงพอม้วนเดียวจบ

เมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 สิงหาคม ที่รัฐสภา พรรคเพื่อไทย (พท.) นำโดย นพ.ชลน่าน ศรีแก้ว ส.ส.น่านและหัวหน้าพรรค, นายภูมิธรรม เวชยชัย รองหัวหน้าพรรค, นายประเสริฐ จันทรรวงทอง ส.ส.บัญชีรายชื่อ และเลขาธิการพรรค พร้อมด้วยนายวราวุธ ศิลปอาชา ส.ส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) ร่วมแถลงข่าวจัดตั้งรัฐบาล

โดย นพ.ชลน่านอ่านแถลงการณ์ว่า พรรค พท.ได้รวบรวมเสียงในการจัดตั้งรัฐบาลเพิ่มเติมในวันนี้ โดยได้รับการสนับสนุนจากพรรค ชทพ. ขอขอบคุณท่านหัวหน้าพรรค ชทพ.ที่ตอบรับคำเชิญ ทั้งนี้ สถานการณ์ของประเทศวันนี้ มี 3 วิกฤตสำคัญคือวิกฤตรัฐธรรมนูญ, วิกฤตเศรษฐกิจ ปัญหาปากท้องของพี่น้องประชาชน และวิกฤตความขัดแย้งในสังคม ทั้งนี้ พรรค พท.และพรรค ชทพ. จะจับมือกันคลี่คลายปัญหาของประเทศในครั้งนี้ โดยดึงการมีส่วนร่วมของทุกคน ทุกกลุ่ม ทุกพรรค ทุกฝ่าย ทั้ง ส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆ และ ส.ว. เพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีและจัดตั้งรัฐบาลให้สำเร็จ สามารถบริหารประเทศ นำไปสู่การเร่งแก้ไขปัญหาให้กับพี่น้องประชาชนได้โดยเร็ว การประวิงเวลาออกไปยิ่งทำให้เกิดความเสียหายยิ่งขึ้น การจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วเท่าไรจะยิ่งแก้ไขปัญหาได้รวดเร็วมากขึ้นเท่านั้น

“เรายืนยันจะทำงานการเมืองอย่างสร้างสรรค์ โดยเฉพาะในสถานการณ์ทางการเมืองที่มีความพิเศษ ดังนั้น การที่จะแก้วิกฤตครั้งนี้ได้ จำเป็นต้องสลายขั้วการเมือง ดึงความร่วมมือจากทุกพรรคทุกฝ่าย เพื่อนำรัฐธรรมนูญออกจากวิกฤต เพื่อนำประชาชนให้พ้นทุกข์ เพื่อสร้างความสามัคคี สมานฉันท์ โดยถือเป็นวาระประเทศ ที่สำคัญอย่างสูงสุดเราอยากขอวิงวอน ให้พี่น้องประชาชนมั่นใจในพรรคเพื่อไทย และพรรคการเมืองที่ให้การสนับสนุนในครั้งนี้ เราจะช่วยกันฝ่าวิกฤตเพื่อให้ประเทศเดินหน้าต่อไปได้ และเกิดประโยชน์สูงสุดแก่พี่น้องประชาชนทุกคน เราหวังจะเห็นความสามัคคีของทุกฝ่ายในประเทศ ช่วยกันแก้ไขเปลี่ยนแปลงให้สังคมไทยกลับคืนสู่สถานการณ์ปกติในเร็ววัน” นพ.ชลน่านกล่าว

ขณะที่นายวราวุธกล่าวว่า ต้องขอบคุณพรรค พท.ที่ให้เกียรติส่งเทียบเชิญมาหลังจากที่เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม ได้ไปหารือพูดคุยถึงแนวทางจุดยืนของพรรค ซึ่งการได้รับเกียรติเชิญในวันนี้แสดงให้เห็นถึงการที่พรรค พท.และพรรค ชทพ.มีแนวคิดนโยบายทัศนคติในหลายเรื่องที่ไปในทิศทางเดียวกัน และสามารถทำงานด้วยกันได้ น่าจะเป็นผลดีกับประเทศที่สุด ทั้งนี้ เรายินดีที่จะตอบรับการเชื้อเชิญของพรรค พท. ในการเข้าร่วมทำงานในฐานะพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงเชื่อมั่นในศักยภาพของพรรค พท.ในการสร้างความมั่นคงที่จะทำนโยบายให้ก้าวไปข้างหน้า ส่วนกรณีที่พรรค พท.ไปคุยกับพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เพื่อหาเสียงโหวตนายกรัฐมนตรีนั้น ถือเป็นหน้าที่ของทุกพรรคการเมืองที่ต้องช่วยกันหาเสียง เป็นสิทธิของพรรค พท.หรือแม้แต่พรรค ชทพ.ที่ตอบรับมาร่วมรัฐบาลนั้น ก็ต้องมาช่วยหาคะแนน เพื่อให้สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เร็วที่สุด เชื่อว่าจะไม่มีปัญหาใดๆ

Advertisement

นพ.ชลน่านกล่าวถึงกรณีการตั้งข้อสังเกตของ ส.ว.ที่มองการที่พรรค พท.ไปขอคะแนนพรรค ก.ก.ในการโหวตนายกรัฐมนตรี อาจจะมีการดึงพรรค ก.ก.มาร่วมรัฐบาลภายหลังว่า พรรค พท. พรรค ก.ก.พยายามจัดตั้งรัฐบาลร่วมกัน แต่ไม่สำเร็จ ไม่ได้รับการสนับสนุนจากรัฐสภา เราพยายามอย่างถึงที่สุดในการขอคะแนนทุกฝ่าย แต่ถ้าเราเดินทางเดิมก็จะได้แค่ 324 เสียง จึงต้องหาทางจากทุกฝ่าย และจากการสอบถามทุกพรรคการเมืองอย่างเปิดเผย ได้คำตอบว่าไม่ว่าจะแก้ไขหรือไม่แก้ไขมาตรา 112 มี 4 พรรคการเมืองก็จะไม่ลงคะแนนให้พรรค ก.ก. และไม่ร่วมรัฐบาลด้วย และมี 1 พรรคบอกหากไม่แตะมาตรา 112 ก็จะร่วมรัฐบาลได้

ดังนั้น พรรค พท.จึงมีความจำเป็นที่จะหาเสียงเพิ่มจากพรรคอื่น เราจำยอมต้องทำในการไปหาเสียงจากพรรค ก.ก. และไม่เคยเกลียด พรรค ก.ก. แต่หากปล่อยประเทศเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับปฏิเสธความรับผิดชอบต่อประชาชน กรณีที่ ส.ว.มีความกังวลดังกล่าว เราประกาศไปแล้วว่า ไม่มีพรรค ก.ก. การที่เราไปคุยกับพรรค ก.ก.มีเจตจำนงเพื่อสอบถามว่า เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหนที่จะมาปลดล็อกรัฐธรรมนูญ ยืนยันว่าไม่ได้มีการเชิญพรรค ก.ก.มาร่วมรัฐบาลหลังจากนี้ และเราสามารถตอบความกังวลของ ส.ว.ได้

ด้าน นายภูมิธรรมกล่าวเสริมว่า การไปพบพรรค ก.ก.เมื่อวันที่ 9 สิงหาคม ไม่ใช่สิ่งผิดปกติที่พรรค พท.กำลังดำเนินการ เพราะเราไปทุกพรรค ทุกฝ่าย ทุกคนทั้ง ส.ส.และ ส.ว. เพราะนั่นคือการปฏิบัติที่เป็นจริง ที่ต้องการว่าเราต้องการสลายขั้วขัดแย้งทุกพรรคการเมือง แต่ยืนยันว่า การไปเมื่อวานนี้ ไม่ได้เชิญพรรค ก.ก.มาร่วมรัฐบาล เพราะเราชัดเจนอยู่แล้วว่า ตั้งแต่เราแยกกันในเอ็มโอยู พรรค ก.ก.ไปเป็นฝ่ายค้าน พรรคเรามาเป็นรัฐบาล การที่เราไปเมื่อวานนี้คือ การรับฟังความเห็นเพื่อให้การตั้งรัฐบาลครั้งนี้เป็นมิติการเมืองใหม่

เมื่อถามว่า หากเสียงไม่พอ จะต้องเชิญอีก 3 พรรคคือประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) มาร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า เราไม่ได้ไปเชิญใครมาร่วมรัฐบาลอย่างชัดเจนทุกอย่าง แต่สิ่งที่เป็นปัญหาคือเชิญมาโหวตให้ความไว้วางใจให้พรรค พท. และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท. แต่ทุกพรรคเราไปพบมาหมดแล้ว แต่กระบวนการที่จะมาสู่ขั้นตอนการสรุปคงต้องให้เป็นไปตามกระบวนการกรอบเวลา เราจะไม่หยุดสิ่งที่เราคิดและดำเนินการ จากนี้พรรคใดพร้อมเราก็พร้อมที่จะเปิด แต่พรรคใดที่ยังไม่พร้อมเราก็จะไม่ไปคาดคั้น แต่ให้พิสูจน์ให้เราเห็นในวันที่มีการโหวตเลือกนายกรัฐมนตรี เรายืนยันว่าเสียงเกินกึ่งหนึ่งมาตลอดและก่อนโหวตนายกรัฐมนตรีเราจะได้เสียงเพียงพอแน่นอน เราจะพิสูจน์ให้เห็นว่าการเลือกนายกรัฐมนตรีจะเป็นแบบม้วนเดียวจบ

เมื่อถามว่า คุยกับพรรค ปชป. พรรค พปชร. และพรรค รทสช. เพื่อให้โหวตนายกรัฐมนตรีให้พรรค พท.เหมือนที่คุยกับพรรค ก.ก.หรือไม่ นายภูมิธรรมกล่าวว่า คุยสถานการณ์กับคุยเรื่องการโหวตนายกรัฐมนตรี คุยทุกพรรค ทุกฝ่าย ทุกกลุ่ม ตนคิดว่าไม่ควรถามเรื่องแบบนี้แล้ว

นพ.ชลน่านกล่าวเสริมว่า หนทางการจัดตั้งรัฐบาลของ พรรค พท.เราพยายามหาทางออกที่ดีที่สุด อะไรที่เป็นความต้องการส่วนใหญ่ที่เราต้องการจะทำได้ เราก็พยายามหาทางนั้นเป็นทางเลือกแรก เช่น ไปเจรจาให้พรรคการเมืองและ ส.ว.ลงคะแนนให้พรรค พท.โดยไม่มีเงื่อนไขในการร่วมรัฐบาล ถ้าทำสำเร็จก็ตอบสนองความต้องการประชาชนได้ แต่หากทำไม่ได้ก็ต้องมีทางเลือกอื่นบนพื้นฐานของผลประโยชน์ของประเทศชาติและประชาชน ยอมรับว่าพรรค พท.ใช้ต้นทุนสูงมากในการทำงานครั้งนี้ ที่ผ่านมาเรารณรงค์เรื่องแลนด์สไลด์ แต่ทำไม่สำเร็จก็ต้องยอมรับ เราใช้สถานการณ์เช่นนี้มาบริหารจัดการเพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน

เมื่อถามว่า หากพรรค ปชป. และพรรคของ 2 ลุงโหวตนายกรัฐมนตรีให้พรรค พท. จะดึง 3 พรรคนี้มาร่วมรัฐบาลด้วยหรือไม่ นพ.ชลน่านกล่าวว่า การตั้งรัฐบาลจะมีเสถียรภาพต้องมีเสียงข้างมาก ขณะนี้เรามั่นใจว่าเรามีเสียงข้างมากเกินกึ่งหนึ่ง แต่จะเด็ดขาดถึงขั้น 280-300 เสียงหรือไม่ อยู่ในขั้นตอนปฏิบัติ เรามีข้อจำกัดในทางเลือกมาก แต่ก็พยายามหาทางเลือกที่ดีที่สุดบนพื้นฐานความเป็นไปได้ แต่หากเป็นไปไม่ได้ทางเลือกต่อมาเราก็ต้องเลือก เพราะเชื่อว่า หากทำทางเลือกนี้ได้ ไม่ใช่แค่เพื่อเรา เราจะทำเพื่อประเทศชาติบ้านเมือง