หมายเหตุ – นักวิชาการวิเคราะห์สูตรตั้งรัฐบาลของพรรคเพื่อไทย (พท.) ภายใต้สถานการณ์ที่อาจต้องข้ามขั้ว หรือสลายขั้วตามแนวทางตั้งรัฐบาลพิเศษผลลัพธ์ที่ตามมาจะเป็นอย่างไร
รศ.วีระ เลิศสมพร
คณะรัฐศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยพะเยา
การจัดตั้งรัฐบาลโดยสูตรของพรรคเพื่อไทย (พท.) ครั้งนี้ วันโหวตนายกรัฐมนตรี ต้องพิจารณาไปที่เงื่อนไขของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เป็นตัวตั้ง ด้วยเสียงของทางสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ผมคิดว่าทางพรรค พท.คงรวมได้ อยู่ที่ว่าจะดึงเสียงของพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) หรือพรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) พรรคใดพรรคหนึ่งหรือไม่ เสียงที่สำคัญที่สุดในตอนนี้นั้นคือเสียง ส.ว. หากพรรค พท.รวบรวมเสียง ส.ว.ได้ ก็รอดแน่นอน สัญญาณที่ ส.ว.จะโหวตให้ก็คือเรื่องของการที่ไม่แตะต้องกฎหมายมาตรา 112 ทางพรรค พท.และพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ประกาศออกมาชัดเจนแล้วไม่ว่า ไม่แตะต้อง และรวมถึงเรื่องการไม่มีพรรคก้าวไกล (ก.ก.) เข้ามาร่วมด้วย จะสอดคล้องกับเสียงส่วนใหญ่ของ ส.ว. เสียงของ ส.ว.นั้นเป็นตัวตั้งสำคัญที่จะรอดหรือร่วง
ในการนำพรรคของพรรค พปชร. หรือพรรค รทสช. พรรคใดพรรคหนึ่งมาร่วม เพื่อเป็นการการันตีรับรองว่าผ่านแน่นอน โดยเฉพาะ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ หัวหน้าพรรค พปชร. มานั้น มีอิทธิพลและบารมี ประสานสัมพันธ์กับ ส.ว. แต่หากว่าต้องการให้ชื่อแคนดิเดตที่จะส่งไปในวันโหวต คือนายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯจากพรรค พท. หากดึงพรรค พปชร.มาได้ก็จะได้ตำแหน่งแคนดิเดต
นายกฯแน่นอน แต่จะต้องแลกมากับเรื่องอื่น ทั้งเลือกของภาพลักษณ์พรรค พท. จะอธิบายสังคมอย่างไร ถึงแม้ทางพรรค พท.จะอ้างว่าต้องการขับเคลื่อนประเทศ แต่ต้องยอมรับความเสี่ยงเอาว่า ในการเลือกตั้งนายกฯในครั้งถัดไปเสียงประชาชนจะลดลงหรือไม่ประการใด ผมคิดว่าทางพรรค พท.คงคิดอยู่ว่าจะเลือกทางเดินเช่นนี้หรือไม่
ในการโหวตนายกฯในครั้งที่จะถึง เสียง ส.ว.จะโอเคกับพรรค พท.หรือเปล่านั้น อยู่ที่เงื่อนไขว่าทางพรรค พท. และเสียงทาง ส.ว.สอดคล้องเพียงกันหรือไม่ มีประเด็นที่พรรค พท.ต้องการจะดึงพรรค พปชร. รวมทั้งพรรค รทสช.ด้วยหรือไม่ประการใด แต่การที่ดึงพรรค พปชร.มาได้ ถือว่าผ่านด่านการเลือกนายกฯในเบื้องต้น ในตอนนี้พรรค พท.พยายามที่จะออกแถลงข่าวแต่ละวันที่ได้ร่วมกับพรรคนั้นพรรคนี้ ผมคิดว่าไม่น่ามีปัญหาในการรวบรวมเสียงให้ได้ 250 เสียง รวมทั้งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) ด้วย เพราะหากขาดเสียงพรรค ปชป.ไป เสียงจะหายไปบางส่วน หากพิจารณาจากเสียง ส.ว.ที่เคยรับปาก ว่าจะไม่มีการแตะกฎหมายมาตรา 112 ไม่มีการเอาพรรค ก.ก.มาร่วมจะสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯของคนคนนั้น ฉะนั้นแล้วไม่น่าจะเป็นเงื่อนไข ต้องติดตามต่อไป ว่า ส.ว.จะโหวตอย่างไร หากไม่ดึงพรรค พปชร.มา ตรงนี้เขาต้องรักษาเกียรติยศและศักดิ์ศรีของเขาไว้
ส่วนในมุมเสียงจากสังคม หากนำพรรค พปชร. หรือพรรค รทสช.มาร่วม ผมว่าเสียงของประชาชนจะแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ๆ คือกลุ่มที่ลุ้นพรรค ก.ก.เดิมและมีความปรารถนาที่จะเห็นการเปลี่ยนแปลง อยากที่จะเห็นนายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ แคนดิเดตนายกรัฐมนตรีจากพรรค ก.ก. เป็นนายกฯ แต่วันนี้ก็ผิดหวังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ประชาชนคงแสดงปฏิกิริยาไม่พอใจแน่นอน เพราะว่าพรรค พท.นั้นเปลี่ยนไปแล้ว ในการเลือกตั้งครั้งถัดไปเสียงของประชาชนที่สนับสนุน 8 พรรคร่วมรัฐบาลเดิม ได้ล้มเหลวเรียบร้อยแล้ว อีกกลุ่มหนึ่งก็จะเป็นเสียงยินดีปรีดาที่จะเห็นพรรคตรงข้ามพรรค ก.ก.เข้ามายึดอำนาจประเทศในยุคนี้ ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ก็คงเป็นการปะทะกันทางด้านความคิดของกองเชียร์ ประชาชนทั่วไปต้องพิจารณาการกระทำของพรรคการเมืองที่กำลังร่วมจัดรัฐบาล ให้จดจำไว้ว่าในการเลือกตั้งครั้งถัดไป เรามีอำนาจในมือของเราที่จะเลือก
ผศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว
อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา
การโหวตนายกฯและการจัดตั้งรัฐบาลของพรรค พท.ในการจับมือกับพรรคการเมืองใดดีที่สุด ผมคิดว่า พรรค พท.ต้องตั้งหลักบนความตรงไปตรงมา ไม่มีวาระซ่อนเร้นใดๆ ทั้งสิ้น หลังจากที่พรรค พท.จะต้องถือธงนำ โดยพรรค พท.จะต้องมัดรวมกับพรรค ภท. เดินสายในการผนึกกำลังกับพรรคการเมืองอื่น ช่วงนี้ถือว่าพรรค พท.กระแสความนิยมต่ำสุดแล้ว และพร้อมที่จะเปิดรับพรรค พปชร.และพรรค รทสช.หมดแล้ว คิดว่ามีโอกาสมากเหมือนกันที่พรรค พท.จะรวมตัวกับพรรค พปชร. และพรรค รทสช.
แต่เมื่อพรรค พท.ไม่ทำอย่างตรงไปตรงมา อย่างเช่น พรรค พท.ไปขอร้องให้พรรค ก.ก.ยกมือโหวตนายกฯ เพื่อจะได้ปิดสวิตช์ ส.ว. แล้วจะไม่เอาพรรค พปชร. และพรรค รทสช. ซึ่งเงื่อนไขนี้ทำได้ แต่หากถามว่าเมื่อพรรค ก.ก.ยกมือโหวตให้แล้ว แต่ไม่มีข้อต่อรอง ซึ่งเป็นไปไม่ได้ในความเป็นจริง และยังทำให้พรรค พท.เสียด้วย เหมือนกับการเล่นละคร เพื่อใช้เป็นเหตุอ้างว่าได้ทำถึงที่สุดแล้ว แต่ไม่ได้เสียงจากพรรค ก.ก. จำเป็นจะต้องไปร่วมมือกับพรรคการเมืองอื่น โดยเฉพาะพรรค พปชร.และพรรค รทสช. ในความเป็นจริงไปเชิญทั้ง 2 พรรคเข้ามาร่วมเลยก็จบ แล้วให้พรรค ก.ก.ไปเป็นฝ่ายค้านโดยไม่ต้องมีเงื่อนไข เพราะหากกลับไปขอขมาพรรค ก.ก. ซึ่งจะทำให้พรรค ภท.หวาดระแวงทันที ถ้าตั้งรัฐบาลได้ พรรค ภท.มีสิทธิจะคิดว่า รัฐบาลนี้พรรค ภท.อาจจะโดนหักหลังจากพรรค พท.ได้ นอกจากนี้ หากพรรค พท.เอาพรรค ปชป.มาร่วมรัฐบาล มองดูแล้วไม่มีผลต่อ ส.ว.
รวมทั้งการเปิดทางกระแสยินดีที่จะรับ ส.ส.ที่เป็นกลุ่มเป็นก๊วน แต่อย่าเรียกว่างูเห่า ซึ่งเรื่องนี้ไม่ถูกต้อง เพราะพรรค พท.โจมตีเรื่องงูเห่ามาก่อนหน้านี้ แต่มาถึงช่วงนี้พรรค พท.มีพฤติกรรมเปิดรับงูเห่าเองถือว่าไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นพรรค พท.จะต้องทำอย่างตรงไปตรงมา ถ้าจัดตั้งรัฐบาลไม่ได้จริงๆ ก็ควรเปิดรับทั้งพรรค พปชร.และพรรค รทสช.เข้ามา แล้วไปแก้วิกฤตกรณีถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนัก หลังจากได้อำนาจมาแล้ว ควรไปเร่งทำนโยบายให้ไวที่สุด เชื่อว่าประชาชนเข้าใจเงื่อนไขทางการเมือง
การข้ามขั้วของพรรค พท.โดยยอมรับ พรรค พปชร.และพรรค รทสช. โดยจัดสรรตำแหน่ง รวมทั้งพรรคร่วมรัฐบาลอย่างลงตัว ตามที่มีการประเมินกัน 10 ต่อ 1 เชื่อว่า นายเศรษฐา ทวีสิน แคนดิเดตนายกฯพรรค พท. จะได้เป็นนายกฯถือว่าจบ ส่วนคะแนนนิยมของพรรค พท.ผมเชื่อว่าลดลง ทั้งที่ลดอยู่แล้ว หากมองเป็นกราฟทางเศรษฐศาสตร์ถือว่าดิ่งถึงที่สุดแล้ว หลังจากนั้นเชื่อว่าพรรค พท.จะไต่ระดับจากการทำงานในฐานะรัฐบาลจะช่วยฟื้นคะแนนนิยมมาได้ระดับหนึ่ง โดยเฉพาะนโยบายที่ส่งผลเชิงบวกกับประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ
การโจมตีพรรค พท.จากประชาชนกรณีข้ามขั้วในการจัดตั้งรัฐบาล ผมมองว่าพรรค พท.จะต้องทำงานให้เร็วและต้องมีประสิทธิภาพ โดยประชาชนจะต้องได้รับผลประโยชน์ที่ดีที่สุด และจะต้องอธิบายให้ได้ว่าการที่ต้องข้ามขั้ว ไม่ได้มาจากจิตใจที่คิดไม่ดี แต่มาจากเงื่อนไขรัฐธรรมนูญของปี’60 เป็นข้อจำกัด เพราะทำทุกวิถีทางแล้วแต่ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้เลย จึงจำเป็นจะต้องร่วมกับอีกฟากฝั่งหนึ่งในการจัดตั้งรัฐบาล โดยเฉพาะจะต้องร่วมกับพรรค พปชร.และพรรค รทสช.ด้วย ซึ่งจะเป็นการย่อยสลายความขัดแย้ง ที่เป็นปมขัดแย้งร้าวลึกมากในสังคมไทยกว่า 20 ปี
สำหรับการโหวตนายกรัฐมนตรีที่จะเกิดขึ้น ผมคิดว่าหากไม่มีพรรค พปชร.และพรรค รทสช. คิดว่าการโหวตนายกรัฐมนตรีของพรรค พท.จะไม่ผ่าน แต่ถ้าได้ 2 พรรคผ่านแน่นอน แต่ถ้าสุดท้ายแล้วหากพรรค พท.ไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลได้ นายกฯจะไหลไปที่ พล.อ.ประวิตรทันที โดยข้ามนายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรค ภท. ไปเลย เพราะว่าพรรค ภท.ประเมินสถานการณ์แล้ว คงไม่รับตำแหน่งนายกฯ
รศ.ตรีเนตร สาระพงษ์
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอุบลราชธานี
ภาพพรรค พท.แถลงข่าวจับมือพรรค ภท. พร้อมวลีเด็ดการไล่หนูไล่งูในช่วงการเลือกตั้งเป็นเสมือนคำโกหกประชาชน ถือเป็นสารตั้งต้นจัดตั้งรัฐบาล 212 เสียง และเป้าหมายจะต้องรวบรวมเสียงให้ได้เป็น 2 สเต็ปด้วยกันคือ ต้องมีมากพอที่จะทำให้เป็นรัฐบาลเสียงข้างมากจาก ส.ส. และไปไกลกว่านั้นคือการรวบรวมเสียงทั้ง 2 สภาเพื่อโหวตนายกฯทั้งจาก ส.ส.และ ส.ว.
คำประกาศของพรรค พท.จากในแง่ของการจัดตั้งรัฐบาลจะมีการเชิญพรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) เข้ามา 10 เสียง พรรคประชาชาติ (ปช.) 9 เสียง พรรคเพื่อไทรวมพลัง (พทล.) 2 เสียง พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) 2 เสียง พรรคเล็กอีก 6 เสียง และอาจมาจากพรรค ปชป.มาร่วมโดยประมาณ 21 เสียง กรณีของพรรค ปชป.อาจมีความไม่แน่นอนอยู่บ้างเพราะน่าสนใจว่ากลุ่มที่มา 21 เสียงกับกลุ่มที่ไม่มา 4 เสียง กลุ่มใดเป็นงูเห่ากันแน่ และในแง่พรรค ปชป. นี่คือการข้ามขั้วอันอาจเป็นชนวนนำไปสู่ความถดถอยอีกครั้ง หากสามารถรวบรวมได้ดังว่าจะได้เห็นตัวเลขคณิตศาสตร์ทางการเมืองอยู่ที่ประมาณ 261 บวกลบ 2 ถึง 3 คน แน่นอนว่าอาจเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากบริหารราชการได้ แต่บริหารราชการได้ต้องตั้งรัฐบาลให้ได้เสียก่อน คือการผ่านด่านโหวตนายกฯ
การโหวตนายกฯที่ต้องมีเสียงของ ส.ว.ร่วมด้วย ในสถานการณ์ปัจจุบันสำหรับพรรค พท.ไม่ง่าย หากจะถอดคำพูดของพรรค พท.ที่กลับไปกลับมาก็ยิ่งสะท้อนภาพการต่อรองทั้งจาก ส.ว.และ ส.ส. และอาจนำไปสู่การเข้าตาจนก็เป็นได้ ยิ่งการได้เห็นภาพการขอขมาพรรค ก.ก.พร้อมเงื่อนไขการรีบแก้รัฐธรรมนูญปิดอำนาจ ส.ว.ภายหลังการเป็นรัฐบาลก็ยิ่งทำให้เห็นว่า เงื่อนไขการจัดตั้งรัฐบาลที่ไม่มี 2 ลุงพาพรรค พท.เข้าตาจน ในทางกลับการภาพการเดินไปขอโทษพรรค ก.ก.จะยิ่งย้ำความไม่เชื่อมั่นในพรรค พท.ในสายตาของ ส.ว.มากเข้าไปอีก สถานการณ์ของพรรค พท.เดินมาถึงจุดที่วิเคราะห์ได้ว่ามีเสียงสนับสนุน ส.ว.ไม่เพียงพอ แม้คำประกาศผ่านสื่อว่ารวบรวมเสียงได้เพียงพอแล้วเป็นเพียงคำประกาศเชิงจิตวิทยา
แต่ถ้าพรรค ก.ก.ไม่โหวตให้พรรค พท.จะเข้าตาจน ต้องเลือกระหว่างการเข้าสู่อำนาจกับวิกฤตมวลชนและการตกต่ำของพรรค พท. และมวลชนจะเทไปสนับสนุนพรรค ก.ก. แน่นอนว่าหากพรรค พท.เลือกการเข้าสู่อำนาจอาจได้เห็นการข้ามขั้วจับมือกับพรรค 2 ลุง เพียงแต่อาจได้เห็นการเลี่ยงบาลีว่ามีแต่พรรคแต่ไม่มีลุงแล้วเพื่อลดกระแสต่อต้าน หรือวลีเดิมๆ ว่าเป็นการทำเพื่อชาติ หรือปัญหาเศรษฐกิจรออยู่เรารอไม่ได้ก็ว่ากันไป หรืออีกภาพหนึ่งอาจได้เห็นงูเห่าจากพรรค พปชร.หรือพรรค รทสช.มาร่วมกับพรรค พท. แต่การได้งูเห่าจาก 2 พรรคนี้อาจไม่ดีเท่าการประกาศว่าจะร่วมกับ 2 ลุง เพราะ 2 ลุงในฐานะชาวนายังคงเป็นเจ้าของ ส.ว.อยู่
หากพรรค พท.ยอมถอยจากตำแหน่งนายกฯ อาจเชิดให้พรรคฝั่งอนุรักษนิยมอย่างพรรค ภท. ซึ่งอ้างสิทธิความเป็นพรรคอันดับ 3 จัดตั้งรัฐบาล และพรรค ภท.จะมีการเชิญพรรค 2 ลุง หรือพรรค ปชป.เข้าร่วมเส้นทางนี้ก็มีความเป็นไปได้ว่าอาจได้เห็น พล.อ.ประวิตรเข้าสู่ตำแหน่งนายกฯแทนที่จะเป็นนายอนุทิน ในสถานการณ์นี้พรรค พท.ทำได้เพียงการต่อรองตำแหน่งรัฐมนตรี แต่เมื่อหันกลับมาที่มวลชนและคะแนนนิยม ผลย่อมออกมาไม่แตกต่างกับการจัดตั้งรัฐบาลเองแล้วเชิญพรรค 2 ลุงเข้าร่วม เผลอๆ แนวทางจัดตั้งรัฐบาลเองจะดีเสียกว่าเพราะได้ตำแหน่งนายกฯ

