อดีตคณบดีนิติ มธ. ขึ้นเวที รีแคป #10สิงหา53 หลักฐาน ‘สังคมเปลี่ยน’
เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม ที่บริเวณตลาดเชียงราก (ประตูเชียงราก 1) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต สภานักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ จัดกิจกรรมชุมนุม “10 สิงหา ประชาชนต้องไป (ลุ้น) ต่อ”
บรรยากาศเวลา 17.30 น. มีการล้อมวงร่วมบอกเล่าประสบการณ์การชุมนุม เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 โดยผู้อยู่ในเหตุการณ์ ได้แก่ นายณัฐชนน ไพโรจน์ ในฐานะแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม, นายเกียรติชัย ตั้งภรณ์พรรณ หรือ บิ๊ก นักศึกษาและสมาชิกแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม และ น.ส.อันนา อันนานนท์ หรือ อันนา กลุ่มนักเรียนเลว ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง
จากนั้น เวลา 18.00 น. มีการเสวนาในหัวข้อ ‘พัฒนาการประชาธิปไตยกับการเมืองไทย’ โดยมี รศ.ดร.มุนินทร์ พงศาปาน อดีตคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ นายอุเชนทร์ เชียงเสน อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์
รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวว่า มีหลายคนบอกว่าตั้งแต่การเลือกตั้ง 14 พฤษภาคมเป็นต้นมา ทำให้สังคมไทยไม่เหมือนเดิม บางคนบอกว่าชัยชนะของพรรคก้าวไกลได้ทำให้ประเทศไทยเปลี่ยนแปลงไป ต้องบอกว่าจุดที่ทำให้ประเทศไทยไม่เหมือนเดิมมี 2 เรื่อง ที่เป็นสัญญาณหรือสัญลักษณ์ คือ 1.รัฐธรรมนูญ 2560 ที่ทำให้มาถึงจุดนี้ 2.เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นที่ธรรมศาสตร์ เมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เป็นพยานหลักฐานว่าสังคมไทยได้เปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
หลายประเทศได้ผ่านประสบการณ์มากมาย ผ่านการต่อสู้เรียกร้องเป็นตัวอย่าง แต่สิ่งที่เราสังเกตได้จากประเทศเหล่านี้คือ การที่ทำให้สถาบันฯ อยู่ควบคู่ประชาชนและองค์กรอื่นได้
และสิ่งที่พรรคก้าวไกลพยายามเรียกร้อง คือจุดที่ทำให้สถาบันฯ อยู่ร่วมกับสังคมได้อย่างกลมกลืนภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ปัจจัยสำคัญที่สุดในการดำรงอยู่ได้ คือการเห็นความสำคัญและคุณค่าในการมีอยู่ เหมือนในประเทศอังกฤษ และญี่ปุ่น
รศ.ดร.มุนินทร์กล่าวต่อว่า มองย้อนกลับมาที่สังคมเรา การเรียกร้องให้มีการปฏิรูป หรือแก้ไขมาตรา 112 คือการตั้งต้นจากการคิดในแง่ลบ
คนที่พยายามเรียกร้องมักถูกกล่าวหาว่าล้มล้าง แต่ความจริง คนพวกนี้ถือว่าเป็นอนุรักษนิยม (conservative) ด้วยซ้ำไป
“เขาไม่ได้ต้องการให้ยกเลิกแต่ต้องการรักษาไว้ จริงๆ แล้วคนที่เรียกร้องการปฏิรูป และ ม.112 ในสายตาอาจารย์ธงชัย วินิจจะกูล คือพวกอนุรักษนิยม ซึ่งผมก็เห็นด้วย ” รศ.ดร.มุนินทร์กล่าว
ในตอนหนึ่ง รศ.ดร.มุนินทร์ กล่าวถึง ม.112 ว่าเป็นบทบัญญัติที่คอนเซ็ปต์ไม่ได้แปลกประหลาด เพียงใด กฎหมายทั่วโลกจะมีบทบัญญัติที่ไว้คุ้มครองประมุขของรัฐ เพียงแต่ปัญหาของบ้านเราเป็นที่ทราบดีว่ามี 2 ส่วน คือ 1.การตีความขอบเขตที่ไม่ชัด ว่าหลักการในการตีความองค์ประกอบมีความกว้างและแคบแค่ไหน สิ่งที่น่าสนใจคือแต่ก่อน ม.112 ไม่ค่อยมีคดีไปสู่ชั้นการพิจารณา คนที่โดนในอดีตแทบจะไม่มีโอกาสหลุด แทบไม่ให้ประกันตัว โอกาสตัดสินว่าผิดแทบ 100% แต่ปัจจุบันเมื่อมีคดีเยอะ การเคลื่อนไหวของนักศึกษาประชาชนทั่วไป ปรากฏการณ์ทางนิติศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการกลับไปตีความองค์ประกอบของ ม.112 ใหม่ ตัวเลขผู้ที่ถูกดำเนินคดีเยอะขึ้นจนน่ากังวลใจ
นอกจากนี้ รศ.ดร.มุนินทร์ ยังตั้งข้อสังเกตถึงการตีความที่แตกต่างกันในแต่ละชั้นศาล
“เราไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่คิดว่านี่คือพวงพวงของการเคลื่อนไหวของประชาชน อาจจะเรียกว่าก่อนหน้านั้นหรือการเคลื่อนไหวที่สำคัญ อย่างวันที่ 10 สิงหาคม 2563 ก่อให้เกิดความเปลี่ยนแปลงในการตีความพอสมควร เป็นเรื่องการต่อสู้ในเรื่องการตีความ” รศ.ดร.มุนินทร์ระบุ
รศ.ดร.มุนินทร์ชี้ว่า ส่วนที่ 2 ซึ่งเป็นปัญหาใหญ่กว่า คือกระบวนการในการดำเนินคดี วิธีพิจารณาความ หลายคนกว่าจะได้รับการประกันตัว ต้องยื่นหลายครั้ง
“พอคุณไปอยู่ในคุกนานๆ แล้วขอเท่าไหร่ก็ไม่ได้ 30 วัน 60 วัน 90 วันคุณไปทุกข์ทรมานอยู่ในนั้น เมื่อออกมา หลายคนถึงแม้เขายังรักในจุดยืนอยู่ แต่กระบวนการบังคับ ทำให้เกินที่จะรับไหว
ผมไม่แน่ใจว่านี่คือเทคนิคในการทำให้คนรู้สึกอ่อนล้าในการที่เรียกร้องสิทธิเสรีภาพหรือไม่ ? ซึ่งสิ่งที่ทำอยู่ไม่ได้เป็นไปตามหลักการกฎหมาย แต่ ผมก็ต้องให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่พยายามปฏิบัติตามกฎหมายอย่างสุดความสามารถ อาจจะเกินอำนาจหน้าที่ เป็นเรื่องที่นักวิชาการ ประชาชน ต้องร่วมกันเรียกร้องให้เป็นไปตามหลักกฎหมาย ผมว่าเราต้องช่วยกันในทุกภาคส่วน” รศ.ดร.มุนินทร์กล่าว

