‘พท.’ เทต้นทุนตั้ง รบ. ลดขัดแย้ง-สลายขั้ว ดันสูตรรัฐบาลพิเศษ
พรรคเพื่อไทย (พท.) เดินหน้ารับไม้ต่อจากพรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานะแกนนำรวมเสียงจัดตั้งรัฐบาล ในช่วงแรกหลังจากพรรค พท.รับโจทย์ร้อนเดินหน้าตั้งรัฐบาล เหมือนจะปิดเกมได้โดยง่าย เนื่องจากเห็นจุดอ่อนและเสียงค้านของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ที่ปัจจัยสำคัญเตะสกัดพรรค ก.ก. ไม่ให้ “พิธา ลิ้มเจริญรัตน์” หัวหน้าพรรค ก.ก. ก้าวขึ้นสู่นายกรัฐมนตรีคนที่ 30 ได้
แกนนำพรรค พท.จึงชิงเปิดเกมเร็ว เริ่มจากรื้อเอ็มโอยู 8 พรรคร่วมจัดตั้งรัฐบาลเดิมที่มี 312 เสียง ด้วยการเปิดวงเจรจากับขั้วรัฐบาลเดิม ทั้งพรรคภูมิใจไทย (ภท.) 71 เสียง “พรรค 2 ลุง” ได้แก่ พรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) 40 เสียง พรรครวมไทยสร้างชาติ (รทสช.) 36 เสียง พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 10 เสียง พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) 2 เสียง พรรคทั้ง 5 พรรคให้โจทย์พรรค พท.กลับมาตรงกันคือ ต้องไม่มีการแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และไม่มีพรรค ก.ก.ร่วมเป็นรัฐบาลด้วย
แต่ยังมีจังหวะให้แกนนำพรรค พท.ได้หายใจหายคอกันอีกรอบ เมื่อประธานรัฐสภาสั่งเลื่อนการโหวตเลือกนายกฯออกไปก่อน โดยให้รอศาลรัฐธรรมนูญมีผลคำวินิจฉัยคำร้องที่ผู้ตรวจการแผ่นดินส่งให้ชี้ขาดว่าห้ามเสนอญัตติ การเสนอชื่อ “พิธา” ให้ที่ประชุมรัฐสภาโหวตเลือกนายกฯเป็นครั้งที่สอง ขัดกับข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อที่ 41 ว่าเป็นการเสนอญัตติซ้ำหรือไม่
ในวันที่ 16 สิงหาคมนี้
หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยต่อคำร้องของผู้ตรวจการแผ่นดินในทางที่ไม่ส่งผลกระทบการเลือกนายกฯ กระบวนการเลือกนายกฯครั้งที่ 3 อาจจะเกิดขึ้นเร็วสุดคือ วันที่ 18 สิงหาคม หรืออย่างช้า อาจเป็นวันที่ 22 สิงหาคมนี้ การบ้านที่พรรค พท.ต้องทำให้เสร็จก่อนวันโหวตเลือกนายกฯครั้งต่อไป คือ การรวมเสียงสนับสนุนแคนดิเดตนายกฯพรรค พท. ที่จะเสนอชื่อ “เศรษฐา ทวีสิน” ประธานที่ปรึกษาหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ในฐานะแคนดิเดตนายกฯ ให้ที่ประชุมรัฐสภา ซึ่งประกอบด้วย ส.ส.และ ส.ว.ชี้ขาด
ปฏิบัติการรวมเสียง ส.ส.เข้าร่วมเป็นรัฐบาลของพรรค พท. จึงเดินหน้าในทันที เริ่มจาก 71 เสียง จากพรรค ภท. เป็นสารตั้งต้นของรัฐบาล 212 เสียง ก่อนจะเดินหน้าดีลอีก 7 พรรค คือ พรรคชาติไทยพัฒนา (ชทพ.) 10 เสียง พรรคประชาชาติ (ปช.) 9 เสียง พรรคชาติพัฒนากล้า (ชพก.) 2 เสียง พรรคเพื่อไทยรวมพลัง (พทล.) 2 เสียง พรรคเสรีรวมไทย (สร.) 1 เสียง พรรคพลังสังคมใหม่ 1 เสียง พรรคท้องที่ไทย 1 เสียง รวมเป็นรัฐบาล 238 เสียง แต่ยังขาดเสียง ส.ส.สนับสนุนอีกอย่างต่ำ 12 เสียง เพื่อฟอร์มรัฐบาลให้เกิน 250 เสียง
ความจำเป็นและเหตุผลทางการเมือง จึงเหลือทางเลือกสุดท้ายที่แกนนำพรรค พท. อย่าง “ภูมิธรรม
เวชยชัย” รองหัวหน้าพรรค พท. ในฐานะคณะเจรจาการจัดตั้งรัฐบาล พรรค พท.ออกมาระบุว่า หากเห็นว่าพรรค พท.เป็นแกนนำ และสามารถแก้ปัญหาประเทศได้ ก็แสดงเจตนารมณ์ช่วยสนับสนุน ตอนนี้ไม่ทราบว่าใครจะสนับสนุนบ้าง แต่ได้หมดเลยทั้งพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) พรรค รทสช. พรรคไทยสร้างไทย (ทสท.) และพรรคเป็นธรรม (ปธ.) สามารถสนับสนุนได้หมด ให้เกิดการสลายขั้ว ลดความขัดแย้ง เกิดความสมานฉันท์ สามัคคี เพราะเป็นรัฐบาลพิเศษเอาวาระประชาชนเป็นหลัก
หากต้องไปที่พรรคและต้องเชื้อเชิญ พรรค พท.ก็ยินดีไป เพราะปรารถนาว่าการตั้งรัฐบาลหากสามารถทำได้ด้วย ส.ส. จะแก้วิกฤตได้เป็นหนึ่งทางเลือก แต่ถ้าไม่เป็นไปเช่นนี้ ก็มีทางเลือกอีกหลายทาง พรรค พท.ต้องจ่ายต้นทุนมาก หากตัดสินใจทำไปแล้วต้องจ่ายต้นทุนสูง แต่ประเทศมีทางออกก็ถือว่าคุ้มค่า ส่วนการตัดสินใจครั้งนี้จะผิดจะถูกอย่างไรอยู่ที่ดุลพินิจของประชาชนและพร้อมรับผลที่จะเกิดขึ้น
นำมาซึ่งท่าทีและสัญญาณของพรรค พปชร.ที่พร้อมสนับสนุนนายกฯของพรรค พท. ผ่านคำยืนยันของ
“ไผ่ ลิกค์” ส.ส.กำแพงเพชร พรรค พปชร. ในฐานะกรรมการบริหารพรรค (กก.บห.) คนสนิทของ “ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า” ส.ส.พะเยา เลขาธิการพรรค พปชร. ที่ระบุว่า ทั้ง 40 ส.ส.พรรค พปชร. พร้อมโหวตสนับสนุนนายกฯของพรรค พท.แบบไม่มีเงื่อนไข เพื่อให้ตั้งนายกฯ เดินหน้าตั้งรัฐบาลให้ได้ก่อน เผลอๆ จะไปช่วยหาเสียงให้พรรค พท.ด้วย ส่วนเมื่อตั้งรัฐบาลได้แล้ว หากพรรค พท.ทาบทามให้เข้าร่วมรัฐบาล เราพร้อมอยู่แล้ว พร้อมเต็มที่ เพราะเป็นรัฐบาลมา 4 ปีแล้ว ถ้าเราช่วยประเทศตรงไหนได้เราก็พร้อมเต็มที่
สมการจัดตั้งรัฐบาลพรรค พท. แม้จะมีพรรค พปชร.ประกาศสนับสนุนอีก 40 เสียงแบบไร้เงื่อนไข ทำให้เสียงของพรรคร่วมรัฐบาลมีเกินกึ่งหนึ่ง มาอยู่ที่ 278 เสียง แม้จะมีเสถียรภาพต่อการทำงานของรัฐบาลพอสมควร แต่ยังต้องฝ่าด่านการตั้งนายกฯ ด้วยการมีเสียงสนับสนุนให้ได้อย่างต่ำ 96 เสียง เพื่อให้ผ่านเกณฑ์ไม่ต่ำกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภาที่มีอยู่ คือ 374 เสียง ใน 96 เสียง หากไม่ได้เสียงจาก ส.ส.ทั้งจากพรรค ก.ก. พรรค รทสช. และพรรค ปชป. ที่ยังไม่ประกาศท่าทีว่าจะสนับสนุนนายกฯของพรรค พท.หรือไม่
จำเป็นต้องลุ้นเสียงสนับสนุนจาก ส.ว.อย่างน้อย 96 คน แม้จะมีสัญญาณจากพรรค พปชร. ประกาศเทเสียงให้ทั้ง 40 ส.ส.แล้ว นั่นย่อมหมายความว่าจะมี ส.ว.ในสาย “พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ในฐานะอดีตรองหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่มีส่วนแต่งตั้ง ส.ว. 250 คน มาร่วมโหวตให้ด้วย แต่จะครบทั้ง 96 คน ตามเกณฑ์ตัดสินเก้าอี้นายกฯหรือไม่
ถือเป็นโจทย์ของพรรค พท. และแกนนำพรรค พปชร. อย่าง “บิ๊กป้อม” จะต้องออกแรงส่งสัญญาณปิดดีล “ส.ว.” ให้ได้เสียงครบ และไม่เกิดรายการเบี้ยวหักหลังกันในวันโหวตเลือกนายกฯ
เพราะด้วยต้นทุนสูงทางการเมือง ที่พรรค พท.เปิดหน้ายอมแลก โดยมีเดิมพันด้วยเก้าอี้นายกฯและการจัดตั้งรัฐบาล ที่มีคำตอบเดียว คือ “ต้องสำเร็จ” จะพลาดไม่ได้
ถือเป็นจุดเปลี่ยนทางการเมืองครั้งสำคัญของพรรค พท. ซึ่งอาจต้องแลกมาด้วยอนาคตทางการเมือง ผ่านการเลือกตั้งครั้งหน้าด้วยเช่นกัน

