ใ นความโกลาหลที่เกิดจากการรวมเสียง ส.ส.เพื่อจัดตั้งรัฐบาล มีศัพท์คำหนึ่งถูกหยิบมาใช้เพื่อให้เห็นความเป็นไปอย่างเป็นรูปธรรม
คือ “สลายความขัดแย้ง”
ทำให้นึกไปถึงช่วงการหาเสียงเลือกตั้งที่มีคำ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ที่เป็นแนวทางที่เสนอขายอย่างครึกโครมของ “ลุงป้อม–พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ” ในนามหัวหน้าพรรคและแคนดิเดตนายกรัฐมนตรีของพรรคพลังประชารัฐ
“สลายความขัดแย้ง” ที่เสนอโดย “ภูมิธรรม เวชยชัย” ขุนพลผู้รับภารกิจต้องตั้งรัฐบาลให้ได้ของ “เพื่อไทย” กับ “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ของ “พล.อ.ประวิตร” น่าจะนำเสนอเพื่อยึดกุมความชอบธรรมในการขึ้นเป็นผู้นำทางการเมืองในมุมที่ไม่ต่างกัน
เป็นการหยิบเอาปัญหาที่ไม่มีใครปฏิเสธได้ของประเทศมาใช้เรียกร้องให้ทุกฝ่ายมาร่วมมือ
นั่นคือ “ความขัดแย้ง” ที่นำสู่ “ความแตกแยก” ของคนในชาติ ด้วยการชี้ชวนให้เชื่อว่า หาก “ก้าวข้าม” หรือ “สลาย” ได้ประเทศจะเดินหน้าพัฒนาไปสู่ความรุ่งเรือง
เมื่อครั้งที่ “พล.อ.ประวิตร” นำเสนอคือ สองฝ่ายที่แตกแยกกันต้อง “หยุดเอาชนะอย่างเด็ดขาด โดยทำให้อีกฝ่ายต้องแพ้อย่างราบคาบ” ทำนองว่าแทนจะมุ่งเอาแพ้เอาชนะให้กลับมาเน้น “ความร่วมมือ” เพื่อ “ทำงานร่วมกัน” โดยเอา “ประโยชน์ของประเทศ” และ “ปากท้องของประชาชน” เป็นเป้าหมาย
หากย้อนไปในช่วงการหาเสียง จะพบว่าในครั้งที่มีการแสดงวาทกรรมบนเวทีหาเสียง “นักไฮปาร์ก” ของ “เพื่อไทย” ดูจะหมิ่นแคลน หรือไม่รับแนวคิด “ก้าวข้ามความขัดแย้ง” ของ “พลังประชารัฐ” ด้วยทุ่มเทกับ “เพื่อไทยแลนด์สไลด์” อันหมายถึง “ชัยชนะแบบเด็ดขาด” ของ “ฝ่ายประชาธิปไตย” ที่ต้องการให้ “ฝ่ายสืบทอดอำนาจ” ต้อง “พ่ายแพ้อย่างเด็ดขาด” มากกว่า
แต่วันนี้ ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว เพราะแม้ผลการเลือกตั้ง “พรรคฝ่ายประชาธิปไตย” จะชนะอย่างเด็ดขาด และ “ฝ่ายสืบทอดอำนาจ” จะแพ้อย่างราบคาบ สมดังตั้งใจ
แต่ “เพื่อไทย” ไปไม่ถึง “แลนด์สไลด์” ชัยชนะส่วนใหญ่ถูกแบ่งไปให้ “ก้าวไกล” ซึ่งแม้จะเป็นพรรคที่เชิดชูอุดมการณ์ประชาธิปไตยด้วยกัน กลับน่าจะเป็นอุปสรรคต่อภารกิจที่ “เพื่อไทย” ต้องการเป็นรัฐบาลให้ได้เสียมากกว่า
ดังนั้น หนทางเดียวที่ภารกิจที่จำเป็นต้องยึดครองอำนาจรัฐ ทำให้ “เพื่อไทย” ต้องผลัก “ก้าวไกล” ไปเป็นฝ่ายค้าน แล้วหาทางประสานมือ รวมใจกับ “กลุ่มสืบทอดอำนาจ”
และเมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุผลที่นำมาใช้เพื่อเป็นข้ออ้างเพื่อสร้างความคิดว่าชอบธรรมคือ “สลายความขัดแย้ง” ทำนอง “หลอมรวมใจไทยให้เป็นหนึ่งเดียว” ที่ “ลุงป้อม” ใช้เป็น “มอตโต” หยิบมาชูเพื่อขอเป็น “ผู้นำประเทศ” ก่อนหน้านั้น
อย่างที่บอกว่าเป็น “มอตโต” ที่บนเวทีปราศรัยของเพื่อไทยเยาะเย้ย เอามาล้อเลียนด้วยซ้ำ
แต่วันนี้ไม่เป็นเช่นนั้นแล้ว ในวันที่ต้องเป็นรัฐบาลคุมอำนาจรัฐให้ได้ วิธีทำให้ “ประเทศไทยต้องไปต่อ” กลับเป็นว่า “เพื่อไทย” เป็นผู้ใช้ “สลายความขัดแย้ง” มาเป็น “มอตโต” ชี้ชวนให้เห็นว่าเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดเสียเอง
อย่างเหมือนไม่เคยที่เย้ยเยาะ ล้อเลียน
หรือว่าทุกวาทกรรมที่เป็นแค่ “เทคนิคการหาเสียง” ที่หลังจากนั้นไม่ต้องมาถือสา เหมือนๆ กับเรื่อง “ไล่หนู ตีงูเห่า” อะไรนั่น
การ์ตอง

